หุ้นฮ็อต

| 21 กุมภาพันธ์ 2560 | 13:58

จับอนาคต JAS หลังจบเกมการเงิน - แนวโน้มบรอดแบนด์แข่งเดือด

      จับอนาคต JAS หลังจบเกมการเงิน สูบกำไรสะสมจ่ายปันผลจนร่อยหรอ พร้อมเปิดสตอรี่ใหม่ บอร์ดอนุมัติขายสินทรัพย์เข้ากองทุน JASIF มูลค่าราว 5-7 หมื่นลบ. ส่งผลปีนี้    มีลุ้นบุ๊คกำไรพิเศษ-ปันผลระหว่างกาล เหมือนในอดีต แต่ราคาหุ้นดิ่งสวนทาง ผิดหวังกำไรปี 59-ปันผลต่ำกว่าคาด กูรูกังวลหารายได้อนาคต เหตุตลาดบรอดแบนด์เข้าสู่เรดโอเชี่ยน

  บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ( JAS ) มูลค่าการซื้อขายอันดับ 1 เช้านี้ โดยราคาหุ้นไหลลงติดกันเป็นวันที่ 2 หลังแจ้งผลการดำเนินงานปี 59 ที่กำไรหดตัวแรง โดยเปิดในแดนบวกที่ 9.50 บาท ก่อนร่วงแตะ 8.90 บาทต่ำสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ และปิดตลาดเช้านี้ที่ 9 บาท ลดลง 0.35 บาท หรือ 3.74% มูลค่าการซื้อขาย 1.47 พันล้านบาท 
  JAS ดำเนินธุรกิจเป็น Holding Company โดยลงทุนใน 4 ธุรกิจหลัก ดังนี้ (1) บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดย บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB) (2) บริการโครงข่ายโทรคมนาคม โดย JasTel, บ.อคิวเมนท์ เป็นต้น (3) วางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม โดย บ.จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์, บ.คลาวด์ คอมพิวติ้ง โซลูชั่นส์ และ (4) ธุรกิจอื่นๆ
  วานนี้หุ้น JAS ร่วงลงกว่า 3% หลังประกาศงบปี 59 กำไรสุทธิลดลงเหลือแค่ 3 พันล้านบาท จาก 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 58 เนื่องจากในปีดังกล่าวไม่มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF) และถูกปรับกว่า 840 ล้านบาท จากการเบี้ยวประมูล 4G
  ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาหุ้น JAS ถูกขับเคลื่อนด้วยวิศวกรรมการเงินเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นคืน , การทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ รวมถึงการควักกำไรสะสมมาแจกปันผล ซึ่งส่งผลให้ "พิชญ์ โพธารามิก" ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ โกยเงินเข้ากระเป๋าหลายพันล้านบาท
 ล่าสุด JAS ประกาศปันผลอีกหุ้นละ 0.25 บาท ส่งผลให้ทั้งปี 59 บริษัทจ่ายปันผลรวมถึง 0.55 บาทพร้อมประกาศข่าวดี ขายสินทรัพย์เข้ากองทุน JASIF เพิ่มอีกประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท รวมถึง กสทช. ที่ต่ออายุใบอนุญาตให้ "ทริปเปิลที บรอดแบนด์" ของ JAS อีก 15 ปี ไปสิ้นสุดปี 2575 เป็นการคอนเฟิร์มว่า การเบี้ยวประมูล 4G ไม่ได้ส่งผลต่อธุรกิจบรอดแบนด์แม้แต่น้อย แต่ราคาหุ้นกลับตอบรับในเชิงลบ สวนทางกับที่วงการส่วนใหญ่มองว่าข่าวนี้เป็นบวกต่อ JAS
  ค่ำวานนี้ JAS แจ้งว่าบอร์ดอนุมัติขายทรัพย์สินใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มของ TTTBB ไม่เกิน 980,000 คอร์กิโลเมตร มูลค่าประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท ให้แก่ JASIF โดย JASIF จะเพิ่มทุนโดยการขายหน่วยลงทุนเพิ่มเติมเพื่อนำเงินมาซื้อเส้นใยแก้วนำแสงนี้ และ JAS ซึ่งถือหน่วยลงทุนอยู่เดิม 33.33% จะซื้อเพิ่มตามสัดส่วนที่ตนเองถืออยู่คาดจะใช้เงินราว 16,667-23,333 ล้านบาท
  หลัง TTTBB ขายทรัพย์สินใยแก้วนำแสงเข้ากองทุนแล้ว TTTBB จะเช่าเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มจาก JASIF มูลค่าประมาณ 34,400-59,700 ล้านบาท บนเงื่อนไขสัญญา 15 ปีนับจากปัจจุบัน หลังจากล่าสุด กสทช.ได้ต่ออายุใบอนุญาตให้ TTTBB สิ้นสุดปี 2575
 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การขายสินทรัพย์เข้ากองทุน JASIF อาจทำให้มีสตอรี่บวกต่อ JAS ด้วยกัน 2 เรื่องดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตคือ 1. มีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ และ 2.จ่ายปันผลพิเศษจากกำไรขายสินทรัพย์ โดย JAS ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการใช้เงินจากการขายสินทรัพย์ส่วนเพิ่มของ TTTBB เข้ากองทุนฯ ในครั้งนี้ไว้หลายข้อ หนึ่งในนั้นระบุชัดเจนว่า "จ่ายปันผลบางส่วนให้ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ การจ่ายปันผลจะต้องมีเงื่อนไขคือ บริษัทฯ จะต้องมีกำไรสะสมที่เพียงพอ และต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในกรณีการจ่ายปันผลระหว่างกาล และ/หรือ จากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในกรณีเงินปันผลประจำปี"
  บล.ยูโอบี เคย์เฮียน กล่าวว่า หากอิงการขายสินทรัพย์ในอดีต คาดทำให้มีโอกาสเกิดกำไรในอนาคตในระดับ 1.2-1.4 หมื่นล้านบาท หรือ 1.92-2.24 บาท/หุ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการเก็งกำไรในการขายสินทรัพย์ เช่นเดียวกับ "บล.คันทรี่กรุ๊ป" มองว่าการที่ TTTBB จะขาย Fiber Optic ให้กับ JASIF มูลค่า 50,000-70,000 ล้านบาท เป็นบวกต่อ JAS ซึ่งก็จะต้องรอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติก่อน
  อย่างไรก็ตาม อีกมุมมองที่น่าสนใจ "บล.เอเซีย พลัส" เห็นว่า ระยะยาวภาพรวมของการดำเนินธุรกิจยังดูไม่สดใสนัก จากแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจอินเทอร์เน็ตจากคู่แข่งอย่าง ADVANC TRUE ทำให้ฝ่ายวิจัยมีโอกาสปรับลดประมาณการกำไรปกติของ JAS ในปี60-61 จากประสิทธิภาพการทำกำไรที่แย่กว่าคาด รวมถึงภายหลังการขายทรัพย์สินเข้า JASIF เพิ่มเติมและ JAS กลับไปเช่าใช้งานจะเพิ่มภาระค่าเช่าระยะยาวอีก 6-7 พันล้านบาทต่อปีขณะที่การหารายได้มาชดเชยน่าจะยังทำได้ไม่ทันค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น 
  และวานนี้ JAS รายงานกำไรสุทธิงวด 4Q59 อยู่ที่ 923.6 ล้านบาท ลดลง 4.5%qoq หลักๆ มาจากกำไรพิเศษจากการขายทรัพย์สินส่วนเพิ่มเข้า JASIF ของรอบแรก (5 หมื่นล้านบาท) ขณะที่กำไรปกติแย่กว่าคาดมาก (ลดลง 15.6%qoq) ประสิทธิภาพการทำกำไรที่ลดลง เนื่องจากต้นทุนค่าเช่าทรัพย์สินจาก JASIF กลับมาใช้งานเพิ่มขึ้น และค่าเสื่อมราคาจากการเร่งลงทุนขยายโครงข่ายครบทุกตำบลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานทั้งปี 2559 ลดลงถึง 81%yoy 
  ทั้งนี้ "เอเซียพลัส"คาดว่า JAS จะเงินนำที่ได้ ไปจ่ายหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันราว 1.4 หมื่นล้านบาท และอาจนำเงินส่วนหนึ่ง มาจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจก่อให้เกิดกระแสเก็งกำไรราคาหุ้นขึ้นได้ 

  แม้ว่าสตอรี่ของ JAS จากนี้ไปคือการบุ๊คกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์และมีลุ้นปันผลพิเศษจากกำไรก้อนดังกล่าว แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย คือ ตัวเลขจากการดำเนินงานที่แท้จริง หลังจากเกมการเงินจบลงแล้ว ซึ่งทำให้กำไรสะสมของบริษัทฯ ลดลงอย่างมาก โดยตัวเลขในงบรวมล่าสุดมีกำไรสะสมเพียง 5.4 พันลบ.เท่านั้น จาก 1.1 หมื่นลบ. ในปี 58 รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดบรอดแบนด์จากการรุกของ 2 ค่ายใหญ่ เกมนี้จึงนับว่าน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด