หุ้นฮ็อต

| 16 กุมภาพันธ์ 2560 | 09:59

TOP จ่อทำนิวไฮรอบ 4 ปี หลังโชว์งบปี 59 ทุบสถิติสูงสุด แต่ระวัง sell on fact

         TOP โชว์กำไรปี 59 แตะ 2.12 หมื่นล้านบาท ทุบสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ราคาหุ้นจ่อทำนิวไฮรอบ 4 ปี หลังกำไรสุทธิแกร่งกว่าตลาดคาด แต่นักวิเคราะห์มองแนวโน้มกำไรปี 60 วูบ เหตุกำไรสต๊อกน้ำมัน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลง 
           บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานกำไรสุทธิ ปี 59 ที่ 2.12 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 74% จากปีก่อน ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ หลังจากเคยทำกำไรสูงสุดไว้เมื่อปี 50 ที่ 19,175.63 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทอยู่ในทิศทางขาขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นกว่า 80% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 
           TOP เป็นผู้ประกอบธุรกิจการกลั่น และจำหน่ายนํ้ามันปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ยังประกอบธุรกิจอื่นๆ ในบริษัทในเครือ ไทยออยล์ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจการผลิตสารอะโรเมติกส์ และสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด เช่น ผงซักฟอก ธุรกิจการผลิตนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจขนส่งและบริการจัดเก็บนํ้ามันดิบ นํ้ามันปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทางเรือและทางท่อ 
            เมื่อปี 57 ราคาหุ้น TOP ดิ่งลงจากระดับ 76.5 บาท มาแต่จุดต่ำสุดที่ 41 บาท ตามทิศทางราคาน้ำมัน หลังจากนั้นราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นเป็นขาขึ้นมาต่อเนื่อง 2 ปีติด หลังจากที่บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ หลังจากขาดทุน 4 พันล้านบาท เมื่อปี 57 ฟื้นกลับมามีกำไร 1.21 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 58 ส่วนงบปี 59 ที่เพิ่งประกาศออกมานี้ ถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในส่วนของกำไรจากสต๊อกน้ำมันซึ่งอยู่ที่ 3.51 พันล้านบาท
             บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไตรมาส 4/59 บริษัทน่าจะมีกำไรสุทธิ 4.33 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสก่อน และ 15% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มเป็น 5.5 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 28% จากไตรมาสก่อน และคาดกำไรสต๊อกน้ำมันดิบ 2.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามธุรกิจปิโตรเคมีและน้ำมันหล่อลื่นอ่อนตัวจากอัตรากำไรที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเมื่อรวมกับช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จะทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1.97 หมื่นล้านบาท 
             ส่วนปี 60 นี้ มองว่าค่าการกลั่นจะปรับตัวลดลงจากปีก่อน เนื่องจากจะมีกำลังการกลั่นสุทธิเพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นใหม่ ราว 6.73 แสนบาร์เรลต่อวัน จากจีน อินเดีย อิหร่าน และเวียดนาม แต่ด้วยฐานของราคำน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นเมื่อปีก่อน โดยปิดปีที่ราว 53 ดอลลาร์/บาร์เรล (WTI) ทำให้กำไรพิเศษจากสต๊อกน้ำมันอาจจะไม่สูงเท่า  
              โดย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่า กำไรสุทธิปี 60 จะลดลง 19% จากปีก่อน เหลือ 1.61 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าปี 59 ที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1.99 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกำไรจากสต็อกน้ำมันจะลดลงเหลือเพียง 1.8 พันล้านบาท ลดลงถึง 59% และค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ซึ่งยกเว้นภาษี 1.9 พันล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมา 
             แต่หากไม่รวมกำไร/ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในปี 60 ก่อนภาษี (EBIT) จะเพิ่มขึ้น 6% ทั้งนี้ คาดว่ากำไรจากการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.9 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก 5.2 ดอลลาร์/บาร์เรล ตามส่วนต่างราคาดีเซลที่ฟื้นตัวขึ้นจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน
               กำไรสุทธิของ TOP ที่ออกมาเซอร์ไพรส์ตลาดในเชิงบวก น่าจะเป็นคำตอบว่าเหตุใดราคาหุ้นของ TOP จึงปรับตัวขึ้นได้เด่นกว่าตลาด และเด่นกว่าอุตสาหกรรม โดย 6 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวขึ้นประมาณ 11% มาแตะ 75 บาท ขณะที่ตลาดปรับตัวขึ้นราว 1.5% ส่วนอุตสาหกรรมพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 7% 
              ทั้งนี้ หากราคาหุ้น TOP สามารถปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือ 76 บาท จะถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ของบริษัท หลังจากที่เคยแตะระดับนี้เมื่อต้นปี 56 ขณะที่จุดสูงสุดตลอดกาลของบริษัทอยู่ที่ 99.5 บาท ซึ่งเคยทำไว้เมื่อปลายปี 50
              สำหรับแนวโน้มปี 60 บริษัทมองว่า ตลาดน้ำมันดิบในช่วงครึ่งปีแรกน่าจะทรงตัวจากแรงหนุนของการปรับลดกำลังการผลิตระหว่างผู้ผลิตกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกปริมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดิบยังเผชิญความเสี่ยงจากปริมาณการผลิตที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นของประเทศ ที่ได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตอย่างลิเบียและไนจีเรีย หลังสถานการณ์ความไม่สงบทั้งสองประเทศคลี่คลายลง รวมถึงผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale oil) ในสหรัฐฯ ที่จะกลับมาผลิตเพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น 
              ส่วนภาพทั้งปี คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน (อ้างอิง IEA, ม.ค. 60) ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับอุปทานที่มีแนวโน้มทรงตัวเนื่องจากปริมาณการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะชดเชยปริมาณที่ปรับตัวลดลงจากข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก อาจส่งผลให้ในปี 60 ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะสมดุล 
              ด้านภาพรวมค่าการกลั่นในปีนี้ น่าจะทรงตัวในระดับสูงจากปี 59 หลังอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลที่เติบโตขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูงกว่ากำลังการกลั่นใหม่สุทธิแม้ว่าในเอเชียจะมีโรงกลั่นน้ำมันเปิดดำเนินการหลายแห่ง อย่าง จีน เวียดนาม และตะวันออกกลาง แต่ข้อกำหนดของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันส่งผลให้คาดว่าโรงกลั่นในญี่ปุ่นจะมีการปิดดำเนินการหน่วยกลั่นราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน 
             แม้ภาพรวมของราคาน้ำมันดิบในปี 60 จะเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น และยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก และนอกโอเปก แต่ส่วนต่างในการปรับขึ้นอาจไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา ทำให้แนวโน้มกำไรสุทธิอาจจะปรับตัวลดลงได้เมื่อเทียบกับปีก่อน และด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน ฉะนั้นนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่อาจจะต้องระวังแรง sell on fact ด้วยเช่นกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด