หุ้นฮ็อต

| 15 กุมภาพันธ์ 2560 | 09:19

จับตา AOT จบรอบของจริง หลังเจอความเสี่ยงสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ

  AOT ร่วง 7% ภายใน 3 วัน หลังแตกพาร์เหลือ 1 บาท สวนทางกำไรไตรมาส 1/60 ที่ออกมาเติบโต 9.9% นักวิเคราะห์เผยเจอประเด็นกดดันจากความเสี่ยงเรื่องสัมปทานบนที่ดินราชพัสดุ กรณีเลวร้ายอาจกระทบกำไรปีละไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท

  ราคาหุ้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงหลังจากแตกพาร์จาก 10 บาท หรือ 1 บาท ทำให้ราคาหุ้นที่เคยซื้อขายในระดับ 420 บาท ลงมาซื้อขายในระดับ 42 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องประมาณ 7% จาก 42 บาท ลงมาอยู่ที่ 39.5 บาท ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา
  ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสแรก (ต.ค. – ธ.ค. 59) ของบริษัทมีกำไรสุทธิ 5,084.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,626 ล้านบาท โดยภาพรวมอุตสาหกรรมการบินช่วง ต.ค.-ธ.ค. 59 เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังใช้มาตรการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายของทางการไทย-จีน ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง ขณะที่ปริมาณการจราจรทางอากาศ เพิ่มขึ้น 6.94% และจำนวนผู้โดยสารมีทั้งสิ้น 30.69 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
  AOT ประกอบธุรกิจท่าอากาศยานของประเทศไทย โดยธุรกิจหลักประกอบด้วย การจัดการ การดำเนินงาน และการพัฒนาท่าอากาศยาน โดยมีท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ 6 แห่ง คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งนี้ ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ
  ราคาหุ้นของ AOT หลังจากแตกพาร์ค่อนข้างสวนทางกับมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ และยังสวนทางกับกำไรสุทธิที่ประกาศออกมา
 แหล่งข่าวนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัท พบว่า ประเด็นความเสี่ยงที่ทางบริษัทเปิดเผยเพิ่มเติม คือ ที่ดินราชพัสดุผู้ให้สัมปทานสนามบินสุวรรณภูมิ 30 ปีตั้งแต่ปี 2545 จะขอปรับเพิ่มค่าตอบแทนจากการใช้ที่ดิน (เมื่อครบอายุสัญญา 10 ปี)  โดยจะเพิ่มค่าเช่าจากเดิมเก็บจากส่วนแบ่งรายได้ 5% เปลี่ยนเป็นเก็บจากส่วนแบ่งรายได้ 5% และเก็บเพิ่มจากมูลค่าสินทรัพย์อีก 5%
  ทั้งนี้ เนื่องจากการเริ่มต้นนับวันเริ่มอายุสัญญาที่แตกต่างกัน คือ ที่ราชพัสดุเริ่มนับจากปี 45 ขณะที่ AOT เริ่มนับตั้งแต่เปิดสุวรรณภูมิปี 49 ส่งผลให้วันที่สัญญาครบอายุ 10 ปี แตกต่างกัน โดยถ้ายึดตามที่ราชพัสดุจะระบุจะครบกำหนดปี 55 ส่วนในมุมมองของ AOT จะครบกำหนด 10 ปีในปี 59 เป็นผลให้ที่ดินราชพัสดุยังเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างปี 55 - 59 รวม 2.07 หมื่นล้านบาท
  แม้ในลำดับถัดไป AOT จะต้องเจรจาเงื่อนไขที่จะจ่ายที่ราชพัสดุอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากประเมินผลกระทบในกรณีเลวร้าย คือ AOT ต้องจ่ายตามที่ที่ราชพัสดุเรียกร้อง เบื้องต้นคาดว่าจะกระทบต่อกำไร AOT ปีละไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% จากกำไรต่อปีของ AOT 
  เนื่องจากการเจรจากับที่ราชพัสดุ เชื่อว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะ แต่ท้ายสุดอาจต้องปรับลดประมาณการปี 60 จากค่าเช่าที่ราชพัสดุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ต้องปรับลดมูลค่าพื้นฐานลง ฉะนั้น ระยะสั้นจึงให้หลีกเลี่ยงลงทุนไปก่อน
  ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของ AOT เนื่องจากเป็นประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป และค่อนข้างส่งผลกระทบต่อภาพรวมในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งน่าจะทำให้นักลงทุนกังวลในระดับ และจากการที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน เพราะการปรับตัวลดลงครั้งนี้ค่อนข้างสวนทางกับงบการเงินของบริษัท ซึ่งกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 9.9%
  “ประเด็นสำคัญในกรณีนี้ คือ การตีความยังไม่ชัดเจน เพราะต่างฝ่ายต่างคำนวณวันเริ่มต้นสัญญาคนละฐาน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก แต่เบื้องต้น AOT จะยังคิดอัตราค่าเช่ายึดตามในอดีตก่อน แต่สุดท้ายคงต้องรอความชัดเจนในเรื่องนี้ว่าจะต้องมีการจ่ายคืนเงินชดเชยหรือไม่ ส่วนอัตราค่าเช่าในอนาคต เชื่อว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น”

 AOT อยู่ในทิศทางขาขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 54 ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัว จากระดับ 30 – 40 บาท จนทะลุ 400 บาท ก่อนจะแตกพาร์ลงมาอยู่ในระดับ 40 บาทอีกครั้ง แต่การพักตัวของ AOT รอบนี้ กินเวลามาถึง 1 ปี จากที่เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 430 ตั้งแต่ต้นปี 59 จนหลายฝ่ายเริ่มสงสัยกันเสียแล้วว่าราคาหุ้นที่เป็นขาขึ้นมาติดต่อกัน 6 ปี จะถึงจุดจบรอบจริงๆ แล้วหรือยัง และที่สำคัญคือ ปัจจัยเสี่ยงที่เปิดเผยออกมานี้จะมีข้อสรุปอย่างไร

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด