หุ้นฮ็อต

| 27 มกราคม 2560 | 09:28

PTT ลุ้นทุบสถิติ All time high จับตาปี 60 ไม่ง่าย หลังราคาน้ำมันเริ่มอืด

  PTT พุ่งกระฉูดทำจุดสูงสุดในรอบ 10 ปี ลุ้นทุบสถิติตลอดกาลที่ 440 บาท ซึ่งเคยทำไว้เมื่อปี 50 ล่าสุด รับแรงหนุนลอยตัวราคาก๊าซ NGV ลดภาระขาดทุน 1.3 หมื่นล้านบาท พร้อมวางแผนดันธุรกิจค้าปลีกเข้าตลาด ส่วนปี 60 ยังไม่ง่ายหลังราคาน้ำมันดิบขึ้นมายืนนิ่งเหนือ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาหุ้นเริ่มเต็มมูลค่านักวิเคราะห์

  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นอีกครั้ง หลังปรับตัวขึ้น 100% จากจุดต่ำสุดเมื่อต้นปี 59 ล่าสุดวิ่งแตะ 430 บาท สูงสุดรอบ 10 ปี มีลุ้นทุบสถิติตลอดกาลของบริษัทหากวิ่งทะลุ 440 บาท ซึ่งเคยทำไว้เมื่อปี 50
  PTT ดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร โดยผ่านธุรกิจที่ดำเนินงานเองและธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ การสำรวจและผลิต จัดหาและจัดจำหน่าย ขนส่ง และแยกก๊าซธรรมชาติ ดำเนินกิจการค้าระหว่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันและปิโตรเคมี และมีการลงทุนในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในประเทศ และดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทมีบริษัทลูกจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 4 บริษัท ได้แก่ ปตท.สผ. (PTTEP) ไทยออยล์ (TOP) พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และไออาร์พีซี (IRPC)
  แรงหนุนสำคัญต่อราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาแรงในช่วงนี้คงเป็นการเก็งกำไรต่อผลประกอบการไตรมาส 4/59 ที่น่าจะเติบโตอย่างโดดเด่น จากปีก่อนที่ถูกกดดันจากผลขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์ ทำให้มีกำไรสุทธิเพียง 188.35 ล้านบาท
  ขณะที่กำไรสุทธิทั้งปี 59 ก็น่าจะเติบโตโดดเด่นเช่นกัน โดย 9 แรกมีกำไรถึง 7.55 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 58 ทั้งปี มีกำไร 1.99 หมื่นล้านบาท

  บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า คาด PTT จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/59 จำนวน 26,101 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 13,758% จากปีก่อน ฟื้นตัวโดดเด่นจากฐานต้นทุนก๊าซที่ต่ำลง กำไรของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับที่สูง ทั้งนี้ คาดบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลช่วงครึ่งหลังปี 59 ประมาณ 6 – 8 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผล 1.6 – 2.1% จากราคาปัจจุบัน (ประมาณ 380-390 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นตามกำไรที่ฟื้นตัวขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา
  ทั้งนี้ มองว่า PTT มีแนวโน้มกำไรดีต่อเนื่องในช่วง 4 – 5 ไตรมาสข้างหน้า จากผลของการปรับต้นทุนก๊าซซึ่งทยอยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/58 เพื่อสะท้อนราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้า โดยคาดต้นทุนก๊าซดังกล่าวจะถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่องก่อนจะทยอยฟื้นขึ้นได้เล็กน้อยใน ไตรมาส 2/59 - 4/59 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน ขณะที่การลอยตัวราคา NGV ที่ลดภาระขาดทุนกว่า 1.3 หมื่นล้านบาทต่อปี ก็ช่วยสนับสนุนทำให้โครงสร้างอัตรากำไรของธุรกิจก๊าซดีขึ้นจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ   
 นอกจากนี้ PTT จะได้รับปัจจัยบวกจากการปรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก โดยเตรียมนำ ธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน คือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (PTTOR) เข้าจดทะเบียนใน เบื้องต้นคาดจะลดสัดส่วนการถือหุ้นรวมกับภาครัฐแล้วไม่เกิน 50% เพื่อปรับภาพลักษณ์องค์กรให้พร้อมกับการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ แต่การเข้าจดทะเบียนของ PTTOR ยังต้องใช้เวลาอีกมากเพื่อขออนุมติจากหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นจึงจะสามารถโอนทรัพย์สินและจัดตั้งบริษัทขึ้นได้ ทำให้บริษัทอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการจัดเตรียม
  ส่วนบริษัทลูกที่สำคัญซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดแม้มีทิศทางดีขึ้นตามราคาน้ำมันเมื่อปีก่อน แต่ปี 60 ยังไม่ง่าย หลังราคาน้ำมันขึ้นมายืนแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 50 – 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  ราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดไปเมื่อต้นปีก่อนที่ระดับต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นมาต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรายงานกำไรปี 59 จำนวน 1.28 หมื่นล้านบาท พลิกจากปีก่อนที่ขาดทุน 3.16 หมื่นล้านบาท
  ส่วนธุรกิจโรงกลั่นอย่างไทยออยล์ บล.เคจีไอ คาดว่า กำไรสุทธิในปี 59 จะเพิ่มขึ้น 63% จากปีก่อนเป็น 1.99 หมื่นล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยมีสาเหตุสำคัญจากกำไรจากสต็อกน้ำมันราว 4.5 พันล้านบาท เทียบกับปี 58 ที่มีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 7 พันล้านบาท นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้า 2 เฟสใหม่ กำลังผลิต 124MW และ 115MW จะช่วยหนุนให้ EBITDA รวมเพิ่มขึ้นอีกปีละ1.9 พันล้านบาท
  อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรสุทธิปี 60 จะลดลง 19% จากปีก่อน เหลือ 1.61 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกำไรสต็อกน้ำมันจะลดลงเหลือ 1.8 พันล้านบาท ค่าใช้จ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ซึ่งยกเว้นภาษี 1.9 พันล้านบาท ในปี 59 แต่กำไรจากการกลั่นน่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดว่า base GRM จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จาก 5.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อปีก่อน ตามส่วนต่างราคาดีเซลที่ฟื้นตัวขึ้นจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะจีน
  ขณะที่ พีทีทีจีซี และไออาร์พีซี บล.เอเซียพลัส คาดว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/59 ของพีทีทีจีซี จะทำได้ 8.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.7% จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น 48.8% จากไตรมาสก่อน รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมัน และธุรกิจอะโรเมติกส์ได้ปัจจัยหนุนจากการกลับมาเดินเครื่องโรงงานเป็นปกติ เช่นเดียวกับธุรกิจโอเลฟินส์จากการเดินเครื่องโรงงานเพิ่มขึ้น หนุนให้ EBITDA Margin เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 25-26% ส่งผลให้แนวโน้มกำไรปี 59 อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 60 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2560 อีก 14% จากการกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ของทั้งโรงงานปิโตรเคมี และโรงกลั่น
  ส่วนไออาร์พีซี จะได้รับอานิสงค์จากโครงการ UHV เต็มที่ในปีนี้หนุนให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นอีก 1.5-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการยกระดับกำไรสู่ฐานใหม่ในระยะยาว รวมถึงยังมีโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจคอยต่อยอดกำไร

  โดยภาพรวม PTT ยังอยู่ในทิศทางเชิงบวกตามการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน และการปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัทลูกแต่ละแห่ง แต่การเติบโตในปี 60 อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิดหากราคาน้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเหมือนปี 59 ขณะเดียวกันราคาหุ้นในขณะนี้เริ่มเต็มมูลค่าที่นักวิเคราะห์หลายแห่งให้ไว้ เพราะเท่าที่ส่องดูพบว่าราคาพื้นฐานสูงสุดจะอยู่ที่เพียง 430 บาท เท่านั้น

ราคาเป้าหมายนักวิเคราะห์

บล.ธนชาต ให้ราคาเป้าหมาย 330 บาท

บล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมาย 415 บาท

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้ราคาเป้าหมาย 420 บาท

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย 430 บาท

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ให้ราคาเป้าหมาย 430 บาท

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด