หุ้นฮ็อต

| 26 มกราคม 2560 | 13:57

BAY ร่วงสวนตลาดฯ หลังปรับนโยบายปันผล จับตาปิดความเสี่ยงเพิ่มทุนเติม Tier 1

        BAY ร่วงสวนดัชนีฯ หลังบอร์ดมีมติปรับนโยบายปันผล เป็นอิงจากเงินกองทุนเป็นหลัก จากเดิมการันตีขั้นต่ำ 30% ของกำไรสุทธิ นับเป็นการส่งสัญญาณการทำกำไรในธุรกิจแบงก์ที่หนักหน่วงมากขึ้น สอดคล้องความเห็นนักวิเคราะห์ ที่กังวล BAY อาจต้องเพิ่มทุนในระยะกลาง เพื่อเติมเงินกองทุนขั้นที่ 1

      ราคาหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดบวกได้ไม่นานก็ลดลงยืนในแดนลบ หลังมีประเด็นปรับนโยบายการจ่ายเงินปันผล โดยหุ้นเปิดที่ 40.25 บาท ก่อนร่วงลงในแดนลบและปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 39.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.63% มูลค่าการซื้อขาย 8.24 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เช้านี้ เพิ่มขึ้น 11.99 จุด 
    BAY เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อันดับ 5 ของไทยทั้งในด้านสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินฝาก โดยเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต และถือหุ้นใหญ่ราว 77% โดยกลุ่มมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG)สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น แต่ก็มีนักลงทุนรายย่อยร่วมถือหุ้นตัวนี้ถึง 13,000 ราย 
      กำไรสุทธิของ BAY ถือว่าเติบโตต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากระดับ 1.1 หมื่นล้านบาท ในปี 56 ขึ้นมาทะลุ 2.14 หมื่นล้านบาทในปี 59 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่
    กำไรที่เติบโตดีสอดคล้องกับสินเชื่อที่ขยายตัว 11.2% YoY ผลจากสินเชื่อรายย่อยที่โตถึง 15.9% จากความต้องการสินเชื่อรายย่อยครอบคลุมทุกประเภท ทั้งเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล , ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.74% ส่วนปีนี้ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมโต 6-8%
     ราคาหุ้น BAY ที่ปรับลงแย่กว่ากลุ่ม BANK ในวันนี้ ตอบรับการประกาศมติบอร์ดเมื่อวาน ที่อนุมัติเปลี่ยนนโยบายจ่ายเงินปันผล จากไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิ เป็นการจ่ายโดยคำนึงถึงความเพียงพอของเงินกองทุนเป็นหลัก เริ่มมีผลตั้งแต่การจ่ายเงินปันผลในครั้งถัดไป ใจความว่า
      "ธนาคารจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลโดยคำนึงถึงความเพียงพอของเงินกองทุนเป็นลำดับแรก และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งรวมถึงผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และเงื่อนไขต่างๆ ของกฏหมาย (โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติม)"
  อาจตีความได้ว่าตั้งแต่งวดครึ่งหลังปี 59 (ซึ่งยังไม่ประกาศ) เป็นต้นไป BAY จะยึดนโยบายใหม่ในการจ่ายปันผล
  ย้อนดูประวัติในอดีตช่วงปี 55-58 ที่ผ่านมา BAY จ่ายปันผลในระดับ 80 สตางค์เท่ากันทุกปี คิดเป็น 30-40% ของกำไรสุทธิ โดยแบ่งจ่ายปีละ 2 ครั้ง 
  การปรับเปลี่ยนนโยบายปันผลของ BAY ในครั้งนี้ ถูกจับตามองว่าเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ ซึ่งอาจมองได้หลายมุม คือ จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม จ่ายน้อยลง หรือไม่จ่ายก็ได้ถ้ากำไรไม่ดี โดยจะคำนึงถึง " ความเพียงพอของเงินกองทุนเป็นลำดับแรก" 
 สำรวจเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของ BAY พบว่า ยังอยู่ในระดับสูง โดย ณ สิ้นปี59 อยู่ที่ 14.2% สูงกว่าเงินกองทุนฯ ขั้นต่ำตามเกณฑ์แบงก์ชาติที่ 9.125% โดยใน 14.2% นี้แบ่งเป็นเงินกองทุนขั้นที่หนึ่ง 11.8% และเงินกองทุนขั้นที่สอง 2.4% และมีอัตราส่วนกันสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเอ็นพีแอล (coverage ratio) ที่ 142% 
  ฟากโบรกฯ มีมุมมองที่แตกต่างต่อ BAY ชัดเจนในประเด็นคุณภาพสินทรัพย์ และเงินกองทุน โดยเฉพาะ บล.ทิสโก้ ที่เปิดประเด็นเรื่อง "เงินกองทุนสำรองขั้นที่หนึ่ง" ของ BAY มองว่าน่ากังวลและมีความเสี่ยงในการเพิ่มทุนในระยะกลาง 
  บล.ทิสโก้ มองว่าประเด็นหลักที่กังวลคือ เงินกองทุนสำรองขั้นที่ 1 ของ BAY ที่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุนในระยะกลางเป็นปัจจัยที่กดดันการประเมินมูลค่า และ ROE ของ BAY จึงแนะ “ถือ” มูลค่าที่เหมาะสม 40 บาท (GGM) 
  บล.เอเชีย เวลธ์ แนะ “ซื้อ” เป้าหมาย 46.00 บาท (เดิม 45 บาท) มองคุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่งโดยมี coverage ratio สูงที่ระดับ 143.3% ซึ่งสูงกว่าธนาคารขนาดใหญ่ยกเว้น BBL ทำให้ BAY มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งเป็นอย่างมาก
  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ที่แนะ "ถือ" เป้าหมาย 41.50 บาท มองว่าราคาหุ้นไม่ถูกแล้ว เพราะปรับขึ้นมา 33% ในปีที่แล้วจากการควบรวมกิจการกับ MUFG มองว่า BAY เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว เพราะยังต้องใช้เวลาในการนำเงินลงทุนจาก MUFG ไปลงทุน 
  "อุษณีย์ ลิ่วรัตน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัส มองว่า การปรับนโยบายปันผลของ BAY อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะเป็นการปรับให้เหมือนกับธนาคารส่วนใหญ่ที่ไม่ได้กำหนดเป็นการจ่ายขั้นต่ำ ส่วนอีกประเด็นมองว่า เป็นการ "ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป" เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบธุรกิจแบงก์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าในอดีต ทำให้คาดการณ์ผลกระทบต่อธุรกิจได้ยาก

  การปรับนโยบายปันผลของ BAY อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงแผนในการประคองกำไรในสถานการณ์ความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น ไปพร้อมๆ กับการดำรงเงินกองทุนให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในปี 60 ที่เงินกองทุนขั้นต่ำจะเพิ่มเป็น 9.75% จากปีก่อน 9.125% ตามเกณฑ์ Basel III และประเด็นที่ต้องจับตา คือการปรับนโยบายครั้งนี้ จะมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเพิ่มทุนเพื่อเติมเงินกองทุนขั้นที่ 1 อย่างที่ทิสโก้ ตั้งข้อสังเกตไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ผิดหวังต่อมติบอร์ดที่ออกมา เพราะเป็นสิ่งที่ดูตรงกันข้ามกับที่เคยจูงใจผุ้ถือหุ้นเอาไว้ ในช่วงที่ MUFG เข้ามาถือหุ้นใหม่ๆ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด