หุ้นฮ็อต

| 11 มกราคม 2560 | 09:46

KBANK เด้งกว่า 7% รับปีไก่ พบ Big Lot พันล้านบาท วันแรกของปี

        KBANK วิ่งแรงสุดกลุ่มแบงก์ใหญ่รับปี 60 เพิ่มขึ้น 7.6% ทำจุดสูงสุดรอบ 3 เดือน ขณะที่เทรดวันแรกของปีพบ Big Lot มูลค่ารวม 1,151.5 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 182 บาท จับตาสถานการณ์ NPL หลังโบรกมองยังกดดันให้ตั้งสำรองสูง ขณะที่ราคาหุ้นเริ่มเต็มมูลค่า
  ราคาหุ้น ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ของไทย หลังจากเปิดการซื้อขายปี 60 โดยหุ้นเปิดกระโดดจากราคาปิดปี 59 ที่ 177.5 บาท มาอยู่ที่ 182 บาท ก่อนวิ่งขึ้นต่อเนื่องมาทำจุดสูงสุดที่ 190.5 บาท ทั้งนี้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาแล้วกว่า 10% ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา 
  KBANK ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 58 ธนาคารมีเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ จำนวน 1,120 สาขา ให้บริการแก่ลูกค้าของธนาคารและประชาชนทั่วไปผ่านเครื่อง ATM ทั่วประเทศ จำนวน 9,349 เครื่อง และเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ จำนวน 2,706 เครื่อง นอกจากนี้ ธนาคารยังมีเครือข่ายการให้บริการในต่างประเทศ โดยมีธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน 1 แห่ง สาขา 6 แห่ง และสำนักงานผู้แทน 9 แห่ง มีศูนย์กลางการดำเนินงานและให้บริการที่สำนักงานใหญ่
  ย้อนกลับไปเมื่อวันแรกของการซื้อขายในปีนี้ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ การทำรายการ big lot ของหุ้น KBANK ที่ราคาเฉลี่ย 182 บาท กว่า 6 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 1,151.53 ล้านบาท ทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้น KBANK ต่อวันในวันนั้นเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 3 เดือน อยู่ที่ 21.23 ล้านหุ้น หลังจากนั้นราคาหุ้น KBANK ยังปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องจนขึ้นไปแตะ 190.5 บาท ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน 
  อย่างไรก็ตาม อนาคตของ KBANK ในปี 60 ยังคงมีความกังวลจากมุมมองของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย โดยเฉพาะในเรื่องของ NPL ที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง และจะกดดันให้ธนาคารยังต้องตั้งสำรองในสัดส่วนที่สูงเช่นที่ผ่านมา
  บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุว่า การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ ในระดับที่สูงขึ้นอีกในปี 60 จะกดดันให้กำไรสุทธิหดตัวลงอีก โดย KBANK คาดว่า จะตั้ง Credit Cost ในปี 60 ที่ 2.2 – 2.25% สูงกว่าปีนี้ที่คาดไว้ที่มากกว่า 1.9% ขณะเดียวกันเรายังมีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลข NPL ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้จากสินเชื่อ SME ซึ่ง KBANK มีสัดส่วนสินเชื่อ SME สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ณ ครึ่งปีแรกของปี 59 อยู่ที่ 38% (เทียบกับ BBL 31% KTB 21% และ SCB 19%) 
  ในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมก็น่าจะโดนกดดันจาก promtpay และ Fintech ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ KBANK มีการปรับตัวโดยลงทุนทางด้านระบบ IT โดยทำการแยกฝ่าย IT ของธนาคารเข้าไปในบริษัท KTBG เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต โดยคาดเราคาดว่า Cost to Income Ratio ของ KBANK จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% มาอยู่ที่ระดับ 46% ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิในปี 60 จะลดลง 9.1% จากปี 59
  ส่วนไตรมาส 4/59 คาดว่า กำไรสุทธิจะโตขึ้นได้จากงวดเดียวปีก่อน และคาดว่า NIM จะทรงตัวได้ที่ 3.4-3.5% ตามการเติบโตของสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนของลูกค้าขนาดใหญ่และ SME ซึ่งโดยปกติจะเร่งใช้จ่ายช่วงปลายปี และโดยรวมคาดว่าสินเชื่อปี 59 จะเติบโต 5% จากเป้าผู้บริหารที่ 6-7% ขณะที่ 9 เดือน เพิ่มขึ้น 3.8% 
  ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ผู้บริหาร KBANK ประกาศเป้าหมายปี 60 โดยมีประเด็นสำคัญคือ คาดว่าการกันสำรองจะปรับตัวขึ้นจาก 1.9% ในปี 59 ไปอยู่ที่ 2 – 2.25% ในปี 60 แม้มีการคาดการณ์ว่าระดับ NPLsจะลดลง ซึ่งเรามองว่าธนาคารพยายามลดความคาดหวังของตลาดภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และความไม่แน่นอนหลายประการ ซึ่งธนาคารอาจไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองสูงขนาดนั้น เนื่องจากระดับ Coverage ratio ในปัจจุบันที่ประมาณ 130% ถือว่าน่าพอใจแล้ว 
  ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารก็ปรับตัวดีขึ้น โดยมองว่า NPL อาจปรับตัวขึ้นสูงที่สุดแล้วในไตรมาส 3/59 อย่างไรก็ตามเราปรับสมมติฐานการกันสำรองในปี 60 ขึ้นจาก 1% เป็น 1.5% เพื่อสะท้อนเป้าหมายดังกล่าวของธนาคาร
  ในเชิงของราคาหุ้น หากพิจารณาจากเป้าหมายของนักวิเคราะห์บางแห่ง จะเห็นว่าปัจจุบันเริ่มจะเต็มมูลค่าแล้ว โดยมีราคาเป้าหมายที่ราว 183 – 186 บาท 
  อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวในปี 60 จึงยังคงให้ราคาเป้าหมายซึ่งยังพอมีอัพไซด์จากปัจจุบันอยู่บ้าง และคาดว่าสินเชื่อในปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมายของธนาคารที่ 4-6% 
  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย 206 บาท 
  บล.โกลเบล็ก ให้ราคาเป้าหมาย 215 บาท 
  บล.เอเชีย เวลท์ ให้ราคาเป้าหมาย 217 บาท
  บล.บัวหลวง ให้ราคาเป้าหมาย 225 บาท
  
  หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึง KBANK ดิ่งลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 58 ก่อนจะเริ่มเห็นจุดต่ำสุดในช่วงต้นปี 59 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นราคาหุ้นค่อยๆ ฟื้นตัวกลับไปแตะ 200 บาท ก่อนจะร่วงลงอีกครั้งในช่วงปลายปี ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคงจะหนีไม่พ้นการเติบโตของสินเชื่อ และคุณภาพสินเชื่อ ว่าจะกลับมาดีอีกครั้งหรือไม่ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นอาจเป็นปัจจัยหนุนพิเศษที่รออยู่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด