หุ้นฮ็อต

| 5 มกราคม 2560 | 09:37

SVI พุ่งแรงแซงเป้าโบรกฯ แต่ P/E ยังต่ำกว่ากลุ่ม

        SVI พุ่งแตะ 5.45 บาท นิวไฮรอบ 9 เดือน แต่ค่า P/E ยังต่ำเพียง 6.19 เท่า เทียบค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 18.7 เท่า ฟากโบรกฯ ให้เป้าเฉลี่ย 5.24 บาท จับตาลูกค้าใหม่เพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง และดีลซื้อกิจการเพิ่มเติมในสหรัฐ ล่าสุดสางปัญหาคอขวด เดินหน้าผลิตเต็มกำลัง

 หุ้น บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI มีปริมาณการซื้อขายเข้ามาอย่างหนาแน่น ล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 539% เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันก่อนหน้า (ตามโปรแกรม F6 ของ eFin Stock Pick Up) หนุนราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแตะ 5.45 บาท ทำจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 17% ในรอบ 1 เดือน
  SVI เป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจรในการประกอบผลิตภัณฑ์ประเภทวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และลูกค้าที่เป็นผู้รับจ้างออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป (Turnkey Box-Build) และการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปประเภทงานระบบ (System-Build)
  แม้จะผ่านวิกฤติใหญ่ 2 ครั้ง คือ น้ำท่วมเมื่อปี 54 และไฟไหม้โรงงานเมื่อปี 57 แต่หุ้น SVI ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 51 ราคาหุ้นวิ่งจากจุดต่ำสุดราว 0.90 บาท ขึ้นมาราว 6 เท่าตัว แต่ก็ถือว่านักลงทุนให้มูลค่ากับหุ้น SVI ต่ำกว่าอุตสาหกรรมอยู่มาก
  หากพิจารณาในแง่ P/E ของ SVI เทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าปัจจุบัน SVI ซื้อขายกันที่เพียง 6.19 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม (นับเฉพาะหุ้นที่มีกำไร) อยู่ที่ 18.7 เท่า ขณะที่ 2 บริษัทใหญ่ในกลุ่มอย่าง เดลต้า (DELTA) และ เคซีอี (KCE) ซื้อขายกันที่ 17.86 เท่า และ 23.72 เท่า ตามลำดับ
  บล.บัวหลวง ระบุว่า ในระยะยาว SVI มีแผนที่จะขยายประเภทสินค้าใหม่ๆ หลังจากที่ได้ลูกค้าใหม่จำนวน 4 รายในด้าน Green energy และ Utility ขณะที่การดำเนินงานในสโลวาเกียจะเปลี่ยนไปสู่ผู้ประกอบการ EMS รายใหญ่ นอกจากนี้บริษัทจะเน้นสินค้ากลุ่มยานยนต์ โดยเฉพาะที่ชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและระบบเสียง รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องวิเคราะห์เลือด และไมโครอิเล็กทรอนิกส์
  ส่งผลให้ในอีก 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้ของธุรกิจ system build และ box build ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกำไรสูง น่าจะขยายตัวไปอยู่ที่ 10-15% ของรายได้รวมเทียบกับในปัจจุบันที่ 5-6% และประเด็นบวกอีกอย่างหนึ่งคือลูกค้าของบริษัทได้ถูกควบรวมกิจการ ซึ่ง SVI มีโอกาสได้ออเดอร์ใหม่จากบริษัทแม่ของลูกค้ารายดังกล่าว นอกจากนี้ในอนาคตยังอาจมีดีลการเข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วโลกหลังจากได้ขยายเข้าไปในตลาดยุโรปผ่านการควบรวมกิจการในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
  สำหรับระยะสั้น น่าจะเห็นกำไรของ SVI ปรับตัวที่ดีขึ้นจากปีก่อนในไตรมาส 4/59 หลังจากการแก้ปัญหาคอขวดและการควบรวมกิจการของ Seidel อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัญหาคอขวดได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ปัญหาใหม่คือการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับการผลิตสินค้าใหม่และการผลิตที่ล่าช้าสำหรับลูกค้าใหม่และการผลิตสินค้าใหม่ให้กับลูกค้าเดิม ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันต่อการผลิตในไตรมาส 4/59 ทั้งนี้สินค้าใหม่จำนวน 6 รายการที่เริ่มในไตรมาส 3/59 จะดำเนินการผลิตได้ไตรมาส 4/59 รายได้อยู่ที่ 10 ล้านเหรียญต่อไตรมาส และกำไรไตรมาส 4/59 มีโอกาสดีกว่าที่คาด หากมีออเดอร์ที่เหลือในไตรมาส 3/59 เข้ามา
  ส่วนปี 60 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 420 ล้านเหรียญ ด้วยการเติบโตของออเดอร์จากลูกค้าเดิม 20% และลูกค้าใหม่ ซึ่งสูงกว่าที่เราคาดการณ์เชิงอนุรักษ์นิยมที่ 385 ล้านเหรียญ
  ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า เรามีความมั่นใจกับการฟื้นตัวของ SVI ในปี 60 มากขึ้น หลังจากแก้ไขปัญหาคอขวดในกระบวนการตรวจสอบสินค้าเสร็จสิ้นไปในไตรมาส 3/59 ทำให้แนวโน้มผลประกอบการ ไตรมาส 4/59 ที่ปกติจะเป็นช่วง Low Season จะฟื้นตัวทั้งจากปีก่อน และไตรมาสก่อน และกลับสู่สภาวะปกติได้ในปี 60 พร้อมกับการทยอยส่งมอบสินค้ากับลูกค้าใหม่กว่า 8 รายตลอดปี คาดการเติบโตของกำไรปกติสูงสุดในกลุ่มที่ 54% สู่ระดับ 865 ล้านบาท ขณะที่ยังมีเงินสดในมือกว่า 3 พันล้านบาท คาดจะถูกใช้สำหรับการซื้อกิจการ ซึ่งเป้าหมายต่อไปจะเป็นสหรัฐที่ยังมีช่องว่างในตลาดลูกค้าระดับกลางอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มการแพทย์ที่มีอัตรากำไรดี
  อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก 5 โบรก ให้ราคาพื้นฐานเฉลี่ยของ SVI ไว้ที่ 5.24 บาท โดยมีเพียง 1 โบรกที่ให้ราคาเป้าหมายสูงกว่าราคาปัจจุบันที่ 5.7 บาท
บล.บัวหลวง แนะนำ ถือ เป้าหมายพื้นฐาน 5.1 บาท
บล.ทิสโก้ แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.7 บาท
บล.ซีไอเอ็มบี แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 5 บาท
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.2 บาท
บล.เคจีไอ แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 5.2 บาท

          SVI เติบโตมาอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ก่อนที่จะประสบปัญหาที่ไม่สามารถคาดเดาได้ จนราคาหุ้นหยุดชะงักอยู่ในกรอบ 4.5 – 5.5 บาท แต่ในปีนี้จะกลับมาเห็นการเติบโตจากการดำเนินงานตามปกติอีกครั้ง ซึ่งคงต้องมาดูกันว่าจะทำได้ดีขนาดไหน หลังจากที่ไล่เคลียร์ปัญหาต่างๆ หมดไปแล้ว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด