หุ้นฮ็อต

| 4 มกราคม 2560 | 15:05

CPALL หุ้นเด่นตลอดกาล ทำนิวไฮทั้งกำไร - ราคาหุ้น

        CPALL พุ่งแรงข้ามปีทำ All Time High อีกครั้ง โบรกฯ ชูเป็นหุ้นเด่นตลอดกาล คาดกำไรปีนี้ - ปีหน้า ยังนิวไฮต่อเนื่อง หลังรัฐปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หนุนกำลังซื้อเพิ่ม แถม Q4/59 ได้อานิสงส์ช็อปช่วยชาติ กูรูแห่อัพเป้าสูงสุด 75 บาท

  ราคาหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในวันทำการแรกของปี โดยเปิดที่ 63 บาท ก่อนแตะระดับสูงสุดที่ 64.25 บาท ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 64 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 2.40% มูลค่าการซื้อขาย 1,029 ล้านบาท หนาแน่นเป็นอันดับ 8 ในการซื้อขายช่วงเช้า
  CPALL เป็นหนึ่งในหุ้นขวัญใจมหาชน เจ้าของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และผู้ถือหุ้นใหญ่ใน MAKRO
  ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวขึ้นจากราว 39 บาท ในเดือน ธ.ค. ปีก่อน ขึ้นมาทะลุ 64 บาท ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน สะท้อนความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงาน แม้จะยังมีข้อกังขาในเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทฯ จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศเปรียบเทียบปรับผู้บริหารระดับสูงของ CPALL ซึ่งนำโดยนายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ กรณีใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด(มหาชน) หรือ MAKRO เมื่อปลายปี 58 ที่ผ่านมา
  โดยนายก่อศักดิ์ และผู้บริหารที่ถูกเปรียบเทียบปรับไม่ได้ลาออกตามกระแสกดดันของสังคม แต่ของดรับเงินเดือนเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือน ส.ค. 59 ในขณะที่ CPCLL ตั้งบอร์ดธรรมมาภิบาล เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ส่งผลให้แรงกดดันผ่อนคลายลง
  หากไม่นับเรื่องธรรมภิบาลของผู้บริหาร CPALL จัดว่าเป็น "หุ้นเด่นตลอดกาล" ที่นักวิเคราะห์แนะนำ จากการเป็นเครื่องปั๊มเงิน 24 ชั่วโมง มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนการเงินที่ชัดเจนมากขึ้น
  ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา CPALL สามารถทำกำไรเติบโตต่อเนื่อง โดยกำไรสุทธิพุ่งเกิน 1 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่งวด 9 เดือนปี 59 มีกำไรสุทธิถึง 12,375 ล้านบาท ใกล้เคียงปี 58 ทั้งปีที่มีกำไรสุทธิ 13,682 ล้านบาท ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าในปี 2559-2560 กำไรสุทธิมีโอกาสทำนิวไฮที่ระดับ 1.6 และ 1.8 หมื่นล้านบาทตามลำดับ จากกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ และการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  บล.เคจีไอ ระบุว่า เราคาดกำไรสุทธิของ CPALL ใน 4Q59 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 12.5% YoY เป็น4.3 พันล้านบาท จากการบริโภคในประเทศที่ค่อยๆฟื้นตัวขึ้น, การขยายสาขาต่อเนื่อง, อุปสงค์ที่แข็งแกร่งของสินค้าทั้งประเภทอาหาร และไม่ใช่อาหาร และรวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 21.9% ในขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการเลิกขายบัตรเติมเงินของ AIS น่าจะมีจำกัด เนื่องจากรายได้จากการขายบัตรเติมเงินดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนแค่ไม่ถึง 1.0% ของยอดขายรวมของ CPALL ในปี 2558
  ทั้งนี้ เนื่องจากกำไรสุทธิงวด 9M59 คิดเป็นสัดส่วนถึง 77.0% ของประมาณการทั้งปีของเรา และผลประกอบการใน 4Q59 ก็มีแนวโน้มแข็งแกร่งทั้งในส่วนของ CPALL และ MAKRO ดังนั้น เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ขึ้น 4.2% เป็น 1.67 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.6 หมื่นล้านบาท
  กลยุทธ์หลักของ CPALL คือการนำเสนอสินค้าจำนวนมากขึ้นและหลากหลายมากขึ้น ทั้งประเภทอาหารพร้อมรับประทาน และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร อย่างเช่น ของใช้ส่วนตัว และผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพ บวกกับการตั้งเป้าขยายสาขาปีละ 650 สาขา ทั้งนี้ เราประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และ same store sales growth ที่แข็งแกร่งถึง 4.0% น่าจะช่วยหนุนให้ยอดขายในปี 2017 เพิ่มขึ้นได้ 14.8% YoY เป็น 5.2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ GPM ที่สูงถึง 21.9% จากการมุ่งเน้นขายสินค้าที่มี margin สูงอย่างเช่นเครื่องดื่ม และของใช้ส่วนตัว จะช่วยหนุนให้กำไรสุทธิปี 2560 โตได้ 9.2% YoY เป็น 1.82 หมื่นล้านบาท
  จากแนวโน้มธุรกิจที่สดใส เราจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปลายปี 2560 ที่คำนวณโดยวิธี DCF ที่ 75.00 บาท จากเดิม 68.00 บาท
  ด้าน บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุ CPALL จะได้ประโยชน์มาตรการรัฐเรื่องให้เงินผู้มีรายได้น้อย และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อีกทั้งยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยวและช็อปช่วยชาติมาเสริมอีก ซึ่งมีส่วนกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี
  สอดคล้องกับ บล.กสิกรไทย ที่แนะนำลงทุนหุ้น "กลุ่มค้าปลีก" และมี CPALL เป็น Top Pick เนื่องจากมองแนวโน้มกำลังซื้อ ของผู้บริโภคในปี 2560 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาของปี 2560 โดยการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ดังกล่าวนั้นได้เพิ่มค่าลดหย่อนส่วนต่างๆ เช่น เพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท, เพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับคู่สมรสของผู้มีเงินได้ จากเดิม 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท, เพิ่มค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมคนละ 15,000 บาท (ไม่เกิน 3 คน) เป็นคนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวน ฯลฯ ซึ่งจากการเพิ่มค่าลดหย่อนดังกล่าวทำให้ฐานผู้มีเงินได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีนั้นขยับเพิ่มเป็นไม่เกิน 26,000 บาทต่อเดือนต่อคน จากเดิมที่เฉลี่ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือนต่อคน
  ขณะที่ความกังวลเรื่องภาระหนี้ของ CPALL ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงไปมาก หลังจากบริษัทฯ เสนอขายหุ้นกู้ที่ไม่กำหนดวันไถ่ถอน มูลค่า 1 หมื่นล้านบาทในปลายปีก่อน เพราะถูกจัดให้เป็นส่วนผู้ถือหุ้น ไม่ใช่เงินกู้ ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุ CPALL ใช้ประโยชน์จากการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์คล้ายทุน (perpetual bond) ในวงเงินไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ด้วยต้นทุนการเงินเฉลี่ย 5% ประมาณปลาย พ.ย.59 ที่ผ่านมา เนื่องจากตราสารประเภทนี้ถูกจัดให้เป็นส่วนผู้ถือหุ้นดังนั้นข้อดีคือ จะมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และฐานส่วนผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนปี 60 จะลดลงเป็น 2.5 เท่า จากเดิม 3.3 เท่า

  CPALL ในเวลานี้เหมือนติดจรวด แบบฉุดไม่อยู่ แต่ความเสี่ยงที่ต้องระวังก็คือราคาที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องข้ามปี จนเข้าใกล้ราคาเหมาะสมเฉลี่ยที่ราว 69 บาท ที่อาจเกิดแรงขายทำกำไรออกมาได้ตลอดเวลา

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด