หุ้นฮ็อต

| 30 ธันวาคม 2559 | 09:34

TSTH นิวไฮรอบ 2 ปี รับอานิสงส์เหล็กพุ่ง แต่ระวังอุปทานล้นตลาด

         TSTH พุ่งแตะ 1.01 บาท สูงสุดรอบ 2 ปี หลังราคาเหล็กเส้นเพิ่มขึ้น 8.5% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรครึ่งปีพุ่ง 600% สูงสุดรอบ 9 ปี แต่ระวังภาวะอุปทานล้นตลาด จับตาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหนุนความต้องการ โบรกฯ แนะเพียงเก็งกำไรระยะสั้น

  ราคาหุ้น บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH เพิ่มขึ้นแตะ 1.01 บาท ทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปี หลังราคาหุ้นวิ่งขึ้นกว่าเท่าตัวจากจุดต่ำสุดที่ 0.46 บาท เมื่อต้นปี
TSTH ประกอบการธุรกิจลงทุน (Holding Company) ในบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายสินค้าเหล็กเส้น เหล็กลวด และเหล็กรูปพรรณขนาดเล็ก ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
  ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาราคาเหล็กปรับขึ้น 70 – 80% จากระดับกว่า 300 เหรียญต่อตัน ขึ้นมาอยู่ที่ราว 600 เหรียญต่อตัน หลังจากที่ปัญหาอุปทานล้นตลาดเริ่มทุเลาลง จากการที่รัฐบาลจีนประกาศว่าจะลดปริมาณการผลิตลง 130 ล้านตัน โดยการปิดโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานและก่อมลภาวะไปหลายแห่ง
  ด้วยปัจจัยบวกนี้ ทำให้กำไรของ TSTH ฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา ทำได้ 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 608.35% จากปีก่อน ถือเป็นกำไรงวด 6 เดือนที่สูงที่สุดในรอบ 9 ปี
  บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังของ ทาทา สตีล (งวด ต.ค. 59 – มี.ค. 60) คาดจะได้แรงบวกต่อเนื่องจากภาวะราคาเหล็กเส้นในปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเดือน พ.ย. ราคาเหล็กเส้นขนาด 16 มม. ปรับขึ้นมาเป็น 1.6 หมื่นบาทต่อตัน และในเดือน ธ.ค. ปรับขึ้นมาเป็น 1.65 หมื่นบาทต่อตัน เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.52 หมื่นบาทต่อตัน (เพิ่มขึ้นราว 8.5%) เป็นไปตามทิศทางราคาเหล็กโลก โดยเฉพาะราคาเหล็กเส้นในจีน ขนาด 25 มม. ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเป็น 3.5 พันหยวนต่อตัน จากไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.59 พันหยวนต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 35%
   ทั้งนี้ ทาทา สตีล มีสต๊อกสินค้าประมาณเดือนครึ่ง คาดว่าจะทำให้กำไรในไตรมาส 3 ปี 59/60 (ต.ค. – ธ.ค. 59) ปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 200 – 300 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่ 192 ล้านบาท และสูงกว่าปีก่อนทั้งปีที่มีกำไร 132 ล้านบาท โดยรวมประเมินมูลค่ายอดขายของ TSTH เท่ากับ 1.88 หมื่นล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 820 ล้านบาท เติบโต 432%
   ปัจจัยหนุนสำคัญของผู้ค้าเหล็กอย่าง TSTH คือ โครงการลงทุนของรัฐบาล อย่างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่เพิ่งประมูลไปในช่วงปลายปีนี้ คือ สายสีส้ม เหลือง และชมพู รวมถึงโครงการอื่นๆ จะช่วยหนุนความต้องการใช้เหล็กเส้น และเหล็กลวด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ TSTH แต่ระยะยาวยังต้องระวังอุปทานล้นตลาด!
  ในระยะยาว TSTH มีปัจจัยเสี่ยงคือ มีการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตเหล็กเส้นใหม่ 3 ราย ซึ่งเป็นการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ร่วมกับผู้ประกอบการไทย กำลังผลิตรวม 1 ล้านตัน และจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ปี 58 ไทยมีความต้องการใช้เหล็กเส้น 2.2 ล้านตัน ฉะนั้นภาวะเหล็กเส้นที่ยังล้นตลาดจึงยังเป็นความเสี่ยงในระยะยาว และยังมีปัญหาจากจีนที่ยังมีช่องโหว่เข้ามาตีตลาดไทยต่อเนื่อง
  จากภาพความเสี่ยงระยะยาว จึงแนะนำเพียงเก็งกำไรระยะสั้น ให้ราคาเป้าหมาย 1.1 บาท เท่ากับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น
  ทั้งนี้ TSTH คาด EBITDA งวดปี 59/60 (เม.ย. 59 - มี.ค. 60) อยู่ที่ 1,600-1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดปีก่อน (เม.ย.58 - มี.ค. 59) ที่ 845 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 10% มาอยู่ที่ 1.22 -1.25 ล้านตัน จากงวดปีก่อนที่ 1.12 - 1.13 ล้านตัน และควบคุมต้นทุนการบริหารได้ดีขึ้น จัดหาแหล่งวัตถุดิบในราคาถูกลง และราคาเหล็กมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น
  โดย ราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ มองว่า ทิศทางราคาเหล็กช่วงครึ่งปีหลัง (ต.ค. 59 - มี.ค. 60) จะทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 1.6 หมื่นบาทต่อตัน จากสิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.47 หมื่นบาทต่อตัน โดยราคาเหล็กยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น และช่วง ม.ค. ปี 60 เป็นช่วงตรุษจีน ผู้ผลิตหยุดการผลิตทำให้ราคามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น


  ที่ผ่านมา TSTH ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากกว่า 2 บาท เมื่อปี 52 ตามผลประกอบการที่ขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ จนราคาหุ้นร่วงไปแตะจุดต่ำสุดตลอดกาลที่ 0.44 บาท ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในปีนี้ ความหวังของบริษัทคงจะหนีไม่พ้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ แต่ก็ต้องระวังว่าจะดึงดูดผู้ผลิตหน้าใหม่เข้ามา จนต้องแข่งกันดั๊มราคาเหมือนในอดีต

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด