หุ้นฮ็อต

| 26 ธันวาคม 2559 | 09:44

JMT จ่อทำไฮรอบเกือบ 2 ปี แต่ราคานี้แพงไปไหม?

        JMT จ่อทำนิวไฮรอบเกือบ 2 ปี หลังแรลลี่ขึ้นต่อเนื่อง 7 เดือน กว่า 100% ล่าสุดโชว์พอร์ตบริหารหนี้ทะลุแสนล้านบาท แต่ราคานี้เทรด P/E สูงลิบลิ่ว 83 เท่า ขณะที่โบรกให้เป้าหมายต่างกันสุดขั้ว

  บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ประกาศซื้อหนี้เพิ่มจาก AEONTS มูลค่า 6.65 พันลบ. ทำให้พอร์ตบริหารหนี้ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 1.1 แสนลบ. และในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังลุ้นที่จะบรรลุข้อตกลงในการซื้อหนี้เพิ่มอีก เพื่อให้พอร์ตบริหารหนี้เป็นไปตามเป้า
  JMT ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ โดยให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการต่างๆ 2) ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ และนำมาบริหารจัดเก็บหนี้ 3) ธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเน้นให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ และเน้นปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดา
 ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงที่สุดตัวหนึ่งสำหรับ JMT หลังจากเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 59 โดยราคาหุ้นวิ่งขึ้นจาก 9.6 บาท จนทะลุ 20 บาท ขึ้นมาแล้ว คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 100% โดยปัจจัยหนุนสำคัญก็คือเรื่องของพอร์ตหนี้ที่เพิ่มขึ้น และแรงเก็งกำไรต่อผลประกอบการไตรมาส 4/59 ที่น่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
  บล.เอเซียพลัส ระบุว่า คาดการณ์กำไรสุทธิปี 59-60 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ถึง 113% และ 15% ตามลำดับ โดยได้รวมรายได้พิเศษ (non-cash item) ที่คาดว่าจะบันทึกเข้ามาในไตรมาส 4/59 ราว 100 ล้านบาท (หรือราว 80 ล้านบาท สุทธิจากภาษีฯ) จากโอนกลับรายการด้อยค่าของเงินลงทุนใน J Fintech ที่บันทึกไปแล้วรวม 120 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/59 เพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วนเงินลงทุนใน J Fintech ที่ลดลงเหลือ9.1% จากเดิมที่ถือหุ้น 90.1% 
   สำหรับพอร์ตบริหารลูกหนี้ที่ขึ้นทะลุหลัก 1 แสนล้านบาท จากการซื้อหนี้เข้ามาบริหารอย่างต่อเนื่องภายใต้เป้าหมาย 2 หมื่นล้านบาท ในปี 59 และอีก 3 หมื่นล้านบาท ในปี 60 ซึ่งจะทยอยสร้างรายได้เข้ามาต่อเนื่อง โดยปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยขึ้นในปี 60 จากมุมบวกเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้สถานการณ์ติดตามและเรียกเก็บหนี้ราบรื่นขึ้น ขณะที่ภาพรวม NPL ของสถาบันการเงินที่เชื่อว่าจะยังเพิ่มขึ้นและทำจุดพีคในช่วงกลางปี 60 ทำให้มีพอร์ตลูกหนี้ให้เลือกซื้ออีกมาก และความได้เปรียบที่เกิดขึ้น ภายหลังจากการลดสัดส่วนเงินลงทุนใน J Fintech ทำให้สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนลดลงต่ำกว่า 1 เท่า ณ สิ้นปี 59 เพิ่มความพร้อมในการประมูลซื้อหนี้เข้ามาบริหารได้อีกมาก
  ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ภายหลังการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน J Fintech ซึ่งจะทำให้บริษัทได้รับชำระคืนเงินกู้ยืมระหว่างกันราว 1 พันล้านบาทนั้น บริษัทคาดว่าจะนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน (หากชำระทั้งจำนวนคาดว่าจะทำให้ D/E ลดเหลือ 1.4-1.5 เท่า จากปัจจุบันที่ราว2 เท่า) ซึ่งสภาพคล่องที่ดีขึ้นนี้จะสามารถรองรับเป้าการซื้อหนี้ในปี 60 ได้
  ส่วนโอกาสที่จะเห็นการตีมูลค่าเงินลงทุนใน J Fintech ที่ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นอยู่ 9.84% โดยส่วนต่างของราคาเพิ่มทุนกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของ J Fintech อยู่ที่เกือบ 10 บาท ซึ่งจะคิดเป็นกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุนราว 1 ร้อยล้านบาท อย่างไรก็ตามการบันทึกกำไรดังกล่าวต้องรอการพิจารณาของผู้สอบบัญชีอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การบันทึกกำไรพิเศษหรือไม่นั้นเป็นผลกระทบเพียงแค่ทางบัญชี และจะไม่กระทบต่อการประเมินกระแสเงินสดที่เราทำไว้อย่างมีนัยสำคัญ
  แม้นักวิเคราะห์ทั้ง 2 รายจะมีมุมมองเชิงบวกต่อ JMT แต่จะเห็นว่าราคาเป้าหมายที่ให้เอาไว้นั้นต่างกันถึง 50% โดย บล.เอเซียพลัส ให้ราคาเหมาะสม 30 บาท อิงกับ P/BV 5 ปีย้อนหลังที่ 6 เท่า ส่วน บล.ทรีนีตี้ ราคาเป้าหมายไว้ที่ 20.60 บาท อิงวิธี DCF (WACC = 9.2%, G = 3%)
   เมื่อเป็นดังนี้ จะเห็นว่าราคาหุ้น JMT ในปัจจุบันเต็มมูลค่าของโบรกฯ หนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมีอัพไซด์ถึงเกือบ 50% จากอีกโบรกฯ หนึ่ง แต่หากมองในเชิงค่า P/E ราคาหุ้น JMT ขึ้นมาซื้อขายถึง 83 เท่า ซึ่งแม้บริษัทยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องจากพอร์ตหนี้ที่ซื้อเข้ามาบริหาร แต่หากคิดจะเข้าลงทุนตอนนี้คงต้องประเมินกันให้ดีว่ากำไรจะเติบโตได้ทันหรือไม่ เพราะราคาหุ้นที่วิ่งมากว่าเท่าตัว อาจจะไม่ถูกซะแล้ว
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด