ข่าวนี้ที่ 1

| 19 พฤษภาคม 2560 | 17:05

หุ้นไทย มิ.ย. มีเฮ ลุ้นแรงซื้อ-เทศกาลปันผลหนุน

      โบรกฯ กางสถิติ หุ้นไทยจะเห็นแรงซื้อกลับช่วงต้นเดือนมิ.ย. หลัง P/E หุ้นไทยต่ำกว่าภูมิภาค มอง กลุ่มแบงก์ - ลีสซิ่ง -ยานยนต์ และโรงพยาบาล น่าสนใจ ขณะที่ช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้ ยังไม่หมดแรงขาย หลังหมดฤดูงบ -  เข้าเทศกาลปันผล  ชี้SET จะลงเฉลี่ย 0.5% ต่างชาติขายหุ้นเฉลี่ยเกือบ 1 หมื่นลบ.  ส่วนในสัปดาห์นี้(22-26 พ.ค.) คาดขยับในกรอบ 1,530-1,560 จุด  รอดูชะตากรรม "ทรัมป์" - ประชุม OPEC และ ประชุมกนง. เป็นปัจจัยชี้นำ  
               
*** เปิดสถิติ 5 ปีให้หลัง  ตลาดจะเริ่มฟื้นเดือนมิ.ย.     
      บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ในเดือน มิ.ย. เชื่อว่า SET  Index  น่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวหลังจากที่ปรับฐานมาระยะหนึ่ง  เพราะหากพิจารณาพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยโดยอิง EPS  ตลาดปี 2560 ที่หุ้นละ 101.36 บาท พบว่า Expected P/E 15.3 เท่า ซึ่งต่ำสุดในภูมิภาค ยกเว้นเพียงตลาดจีนเท่านั้น ที่มี P/E เพียง 14 เท่า  และเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้วที่มี Expected P/E ค่อนข้างสูงที่ระดับ 16 – 18 เท่า จึงเห็นว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่ถูกกว่า จุดนี้จึงน่าสะสม ทั้งนี้สอดคล้องกับ จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี SET  มักปรับตัวขึ้น 4 จาก 5 ปี เฉลี่ยราว 0.5% 

***  เตือนโค้งสุดท้ายเดือนพ.ค. SET ยังปรับฐาน 
     ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของ เดือน พ.ค. ยังอยู่ในภาวะปรับฐาน จาก 3 ปัจจัยกดดัน  คือ  การรับรู้การรายงานบริษัทจดทะเบียนงวด Q1/60 ซึ่งมีทั้งดีกว่าคาด เช่น กลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี, ค้าปลีก, วัสดุก่อสร้าง และแย่กว่าคาด เช่น กลุ่มรับเหมาฯ, โรงพยาบาล, ICT เป็นต้น
    รวมถึงการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล หลังรายงานงบเสร็จสิ้น การขึ้นเครื่องหมาย XD  ซึ่งจะตกในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. 2560  และ ต่างชาติมักขายหุ้นมากกว่าซื้อ จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ต่างชาติขายสุทธิเฉลี่ยหุ้นไทยในเดือนนี้สูงถึง 9.55 พันล้านบาท และเป็นการขายสุทธิถึง 4 ใน 5 ปี ในภาวะการณ์ปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐผิดหวังต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ของทรัมป์ ที่จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาฯ สหรัฐ พร้อมกับคะแนนนิยมของนายทรัมป์ ลดน้อยลง  
    หากดูสถิติในอดีตย้อนหลัง 5 ปี ที่ SET Index มักปรับลง 3 ใน 5 ปี เฉลี่ยราว 0.5% โดยกลุ่มที่underperform กว่าตลาดฯ ในช่วงครึ่งแรกของเดือน จะกลับมา outperform ได้ดีกว่าในช่วงครึ่งเดือนหลัง เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มยานยนต์ กลุ่มโรงพยาบาล เป็นต้น 
    หากพิจารณาดัชนีราย กลุ่มฯ ที่ปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งแรกของเดือน พ.ค. พบว่ากระจายไปทุกกลุ่มทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก  โดยหุ้น Market Cap ใหญ่  อย่าง ธ.พ. ยังได้รับ ผลกระทบซ้ำจากการที่รัฐขอให้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อย (MRR)   แต่คาดว่ากระทบต่อประมาณการกำไรฯ ปีนี้ราว 2.5% เท่านั้น 

*** เปิดโผ หุ้น 4 กลุ่ม น่าลงทุนในช่วงนี้     
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในช่วงนี้หุ้น กลุ่มที่มักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดฯ คือ กลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้ระยะสั้นยังถูกแรงกดดันจากการลดดอกเบี้ย แต่คาดว่าจะกระทบต่อกำไรกลุ่มไม่เกิน 2.5-3% ของประมาณการในปี 2560 โดยเลือก SCB  เป็น Top pick ในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ เพราะได้นำร่องลดดอกเบี้ยทุกประเภทไปก่อนหน้าธนาคารอื่น ๆ ที่ปรับลดเฉพาะ MRR ตามใบสั่งของรัฐ (ยกเว้น BBL ที่ลดทั้ง MRR และ MOR), ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก การเติบโตตามสินเชื่อรายย่อยยังโดดเด่น ตามสินเชื่อภาคครัวเรือน ทั้งรถยนต์ และ อุปโภคบริโภค แต่หากพิจารณาราคาหุ้นที่ยัง laggard  ยังเลือก TCAP เท่านั้น
    ตามมาด้วยกลุ่มลิสซิ่ง จะเห็นว่าหุ้นที่มีการเติบโตเด่น ราคาขยับขึ้นหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น SAWAD(FV@B57)  ปัจจุบันมี  PER  20.3 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นมี upside  เพียง 11.76% หรือ MTLS(FV@B35)  มี PER 30.8 เท่า เหลือ upside 9.38% จึงแนะนำให้ Switch มาเข้าหุ้น JMT (FV@B33) PER 27.4 upside 46% ซึ่งเป็นผู้บริหารหนี้เสีย ที่มีทีมงานพร้อมประสบการณ์และฐานข้อมูลรายย่อยกว่า 3 ล้านราย น่าจะมีโอกาสรับงานต่อเนื่องจาก ที่ภาครัฐมีนโยบายแก้ไข NPL ของบัตรเครดิต  โดยการให้ SAM เป็นผู้บริหารและจัดการหนี้เสียส่วนนี้ แต่ SAM มีความถนัดเฉพาะหนี้เสียที่มีหลักประกัน จึงน่าจะมีการส่งต่องานให้กับ JMT และ THANI(FV@B6.6) PER 13 เท่า upside 17.8% 
   กลุ่มยานยนต์พบว่าการฟื้นตัวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นหลังจากผ่านพ้นปีที่ 5 ของรถยนต์คันแรก นำโดย SAT(FV@B18.4) PER 10.3 เท่า upside 16.4%  ขณะที่ AH(FV@25.6)  PER 8.9  เท่า แต่upside 34%   
   และกลุ่มโรงพยาบาล  อาจจะยังไม่ชัดมากนัก เพราะช่วงไตรมาส 2 อาจเป็นช่วง low season แต่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ก็ปรับตัวลดลงกว่า 14% นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันจึงเชื่อว่าสะท้อนผลประกอบการไปแล้ว ขณะที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 ตามผลการดำเนินงานที่จะดีขึ้นตามฤดูกาล ราคาหุ้นที่ย่อตัวน่าจะเป็นโอกาสสะสม เริ่มจาก  RJH (FV@B28)  มีค่า PER 24.2 เท่า แต่ราคาหุ้นมี upside 39%, รองลงมา  LPH(FV@B21)  มีค่า PER 36.6 เท่า แต่ราคาหุ้นมี upside 22%

***บล.ซีไอเอ็มบี คาดปลาย Q2 - ต้น Q3/60 น่าจะเห็นแรงซื้อต่างชาติกลับเข้ามา        
    บล.ซีไอเอ็มบี เปิดเผยว่า  หลังการประกาศงบ Q1/60  พบว่าหุ้นที่ถูกจัดทำในดัชนี IBEC MSCI Thailand ประมาณเกือบ 200 บริษัท มีกำไรต่อหุ้นใน 12 เดือนล่วงหน้า (EPS) เพิ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวของตลาด ขณะที่ค่า P/E 12 เดือนล่วงหน้าลดลงเหลือ 14.2 จากปกติก่อนหน้านี้ในปี 2017 สูงสุดที่ 14.6 เท่า ดูรูปด้านซ้าย แม้ค่า P/E จะยังลงได้ไม่มากเนื่องจากอัตราการทำกำไรใน Q1/60 ยังโตไม่ทั่วถึง คือจะโตเฉพาะบางกลุ่มอย่าง พลังงาน ปิโตรเคมี ส่งออก และค้าปลีก แต่ถือเป็นสัญญาณในเชิงบวกกับตลาด ที่ต้องไปรอลุ้นกำไรใน Q2/60 
    ส่วนอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของตลาดหุ้นไทย ตอนนี้ถือว่าสูงสุดในภูมิภาค คืออยู่ที่ประมาณใกล้ 3.2% เทียบภูมิภาคที่ต่ำกว่า 3%  การที่แนวโน้มการทำกำไรของตลาดดีขึ้น ค่า P/E ลดลง อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงสุดและดัชนียังขึ้นได้น้อยกว่าภูมิภาค จึงมองว่าความเสี่ยงของการลงแรงๆในตลาดหุ้นไทย น่าจะมีจำกัด เพียงแต่รอเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณ สัญญาญดังกล่าวน่าจะเกิดในช่วงที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐานหรือรอตัวเลขบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะเห็นในช่วงปลาย Q2 ถึงต้น Q3/60 

*** ชี้วิบากกรรมของทรัมป์ ยังเป็นความเสี่ยง - แต่มีประชุม OPEC หนุน   
    บล.ซีไอเอ็มบี ประเมินว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะหนุนดัชนีในรอบนี้ คาดจะเป็นหุ้นใหญ่ในกลุ่มหลัก อย่าง พลังงาน ปิโตรเคมี สื่อสารใหญ่ อสังหาริมทรัพย์สร้างบ้านธนาคารพาณิชย์ ผลิตอาหารและค้าปลีก หลังงบ Q1/60 ออกมาเริ่มทรงๆ หากเปลี่ยนแปลงก็ไม่มาก สำหรับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความผันผวนมากที่สุด คือ ตลาดหุ้นสหรัฐไปไม่ไหว จากกรณีวิบากกรรมของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะส่งผลให้การออกนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ต้องล่าช้าออกไป การขึ้นดอกเบี้ยและกำไรของตลาด ส่วนประเด็นอื่นๆ ยังมองไม่เห็น หากมีจะเป็นเชิงบวกกับตลาดมากกว่า อย่าง การประชุม OPEC ในวันที่ 25 พ.ค. ส่วนปัจจัยกดดันจากภายใน ตอนนี้เหลือแค่รอดูตัวเลขเศรษฐกิจ 
              ในสัปดาห์นี้ (22-26 พ.ค.)  ทิศทางตลาดหุ้น คาดจะยังไม่มีประเด็นอะไรใหม่ๆ ที่ใช้ในการลงทุน แต่ยังต้องติดตามเหตุการณ์ในสหรัฐ ดังนั้นการแกว่งตัวของดัชนีจะอิงกับตลาดหุ้นต่างประเทศ และราคาน้ำมัน โดยตลาดให้ความสำคัญกับการประชุมของกลุ่ม OPEC ที่คาดว่าจะตกลงขยายเวลาในการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 9 เดือน อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามแรงซื้อและขายของนักลงทุนต่างประเทศ หลังงบ Q1/60 ออกมาหมดแล้ว โดยในหลายๆ ครั้งหลังการประกาศงบรายไตรมาสเสร็จ มักจะเห็นความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินจากต่างประเทศที่ชัดเจนขึ้นทั้งซื้อและขาย 
        
*** ติดตามประชุมกนง. และ รายงานประชุท FOMC 24 พ.ค.นี้   
    บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า  สัปดาห์นี้ (22-26 พ.ค.) ติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ในวันที่ 24 พ.ค.60 คาดว่าด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ฟื้นตัวขึ้นช้ามาก (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2560 โตขึ้น 1.0% YoY) ทำให้ กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% และคงนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายตามเดิมเพื่อสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศที่กำลังฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ ธปท. จะประกาศมาตรการเพื่อรองรับระดับหนี้ครัวเรือนในประเทศ ในเดือน พ.ค. 2560 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ธปท. จะเลือกใช้นโยบายอื่นๆที่หลากหลาย ในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่นโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว
              พร้อมติดตามรายงานการประชุม FOMC หรือ Fed Minutes ในวันที่ 24 พ.ค.คาดว่าจะมีการเผยรายละเอียดความคิดเห็นของกรรมการ Fed ที่ต้องการให้มีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย.60 รวมไปถึงการปรับลดขนาดงบดุลของ Fed หลังจากการรายงานจบคาดว่าจะทำให้ US Dollar ฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่จะไม่แรงจนถึงกับทำให้บาทอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ

*** คาด SET ขยับในกรอบ 1,530-1,560 จุด 
    นายอภิชาติ  ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้  เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ (22-26พ.ค.) คาดหุ้นไทยแกว่งตัว sideway ในกรอบแนวรับ 1,530 จุด แนวต้าน 1,560 จุด เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ เพียงแต่ต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯ นักลงทุนจึงเลือกที่จะเก็งกำไรด้วยความระมัดระวังมากขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางลงเหลือเพียงแค่ระดับ 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
    ขณะที่กระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติในปัจจุบัน แม้จะไม่มีเม็ดเงินออกไหลออก แต่ก็ไม่มีเงินใหม่เข้าเช่นกัน แต่แนวโน้มในอีก 2-4 สัปดาห์ข้างหน้ากระแสเงินต่างชาติยังอิงทางลบ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดฯ คาดการณ์
    ดังนั้น กลยุทธ์หลักจึงควรชะลอลงทุน (Wait&See) ส่วนการเก็งกำไรเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง โดยเน้นหุ้นรายตัว 
             
*** ตลท.เผย Q1/60 กำไรใน SET โตกว่า 21% มาที่ 2.85 แสนลบ. 
     ดร.สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.)   ใน SET จำนวน 572 บริษัท หรือคิดเป็น 92.41% จากทั้งหมด 619 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG)  มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2560 รวม 2.85 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36% จากงวดเดียวกันในปีก่อน จากการฟื้นตัวของหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคยังคงเติบโตได้ดี
    ส่วนผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่บางหมวดธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากการที่ธุรกิจมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น โดยไตรมาส 1/2560 บจ.mai มียอดขาย 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% และมีกำไรสุทธิ 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 23.77% ลดลงเล็กน้อยจาก 24.06% จากไตรมาส 1/2559
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด