ข่าวนี้ที่ 1

| 13 กันยายน 2560 | 17:05

SEAFCO ลั่นรายได้ปีนี้นิวไฮ-มาร์จิ้นพุ่งสูงสุดในรอบ3ปี

"ซีฟโก้" ลั่นรายได้ปีนี้แตะ 2 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์  ส่วนอัตรากำไรสุทธิ คาดสูงกว่า 10% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังได้รับงานภาครัฐมากขึ้น  ระบุหันเลือกงานเน้นเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ  ขณะที่มีแผนขยายตลาดต่างประเทศ หวังปี 61 ดันสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 5% ประเดิมรับงานใหญ่ในเมียนมา 

*** รายได้ปีนี้แตะ 2 พันลบ.ทำนิวไฮต่อเนื่อง
    นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทเชื่อมั่นว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตได้ 5% หรืออยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,878.10 ล้านบาท โดยแนวโน้มครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะการประมูลงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น จากช่วงครึ่งปีแรกบริษัทได้รับผลกระทบจากแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับไปประเทศช่วงสั้นๆ และวันหยุดทำการเยอะ ทำให้ส่งมอบงานได้ช้า
    โดย ณ สิ้นเดือน ส.ค.บริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นงานในประเทศ 97% ต่างประเทศ 3% ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท รวมถึงมีงานที่บริษัทได้รับงานแล้วแต่อยู่ระหว่างการสรุปราคาคืองานรถไฟฟ้าสายสีส้ม ของ CK ซึ่งเบื้องต้นมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท

***อัตรากำไรสุทธิสูงสุดในรอบ 3 ปี
    บริษัทคาดว่า อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ปีนี้ คาดว่าจะสูงกว่า 10% เป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากมูลค่างานภาครัฐที่มีจำนวนมาก ทำให้ขยายฐานงานของบริษัทเพิ่มมากขึ้น
    ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ยื่นเข้าประมูลงานภาครัฐและเอกชนรวม 232 โครงการ มูลค่า 18,486 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้รับงาน 52 โครงการ มูลค่าประมาณ 3,338 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการประกาศผลอีก 11,647 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคงรับเลือกงานมากขึ้น เพราะงานที่มากจนเกินไปกลัวดำเนินงานไม่มีประสิทธิภาพ

***บุกรับงานต่างประเทศ
     ส่วนงานในต่างประเทศในปี 61 คาดว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 5% หลังจากปลายปีนี้บริษัทเริ่มได้รับงานโครงการแลนด์มาร์คคอมเพล็กซ์ในเมียนมา ซึ่งเป็นงานภาคเอกชน โดยในส่วนงานเสาเข็มเจาะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท รวมถึงปีหน้ามีแผนจะเข้าประมูลงานภาคเอกชนในกัมพูชา เป็นงานประเภทเสาเข็มเจาะ และกำแพงคันดิน
    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหลังจากคณะกรรมการบริษัทอนุมัติเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิมหุ้นละ 1 บาทต่อหุ้น เหลือ 0.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 12 ต.ค. นี้ โดยวัตถุประสงค์การแตกพาร์ครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ราคาถูกลง แต่มูลค่าเท่าเดิม เพราะหุ้นของ SEAFCO มีนักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ราคาสูงจนเกินไป

***โบรกมองอุตสาหกรรมสดใสในรอบหลายปี 
    บล.บัวหลวง ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” (จากเดิมขาย ซึ่งราคาหุ้น underperform ตามคาด หลังจากบริษัทประกาศงบ 2Q17 อ่อนแอ) โดย 2H17 คาดกำไรจะกลับมาสู่โหมดการเติบโตอีกครั้ง คาดกำไรเติบโตราว 70% YoY คาดจะรับรู้รายได้ในช่วง 2H17 เกือบ 1,000 ล้านบาท จาก Backlog ที่มีรองรับไว้หมดแล้ว ส่งผลให้รายได้ 2H17 เติบโตขึ้นราว 10%YoY สูงกว่า 1H17 ราว 10% เช่นกัน ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดสูงขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมีการปิดงานและ revised ต้นทุนเพิ่มในโครงการพรานนก
    ปัจจุบันบริษัทมี backlog สูงราว 1,700-1,800 ล้านบาท และคาดจะขึ้นสู่ระดับ 2,000 ล้านบาท จากการรับงานรากฐานของรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่จะเริ่มสร้างได้ปลายปีนี้ เบื้องต้นคาดบริษัทจะได้รับงานในสัดส่วนที่มีนัยยะ หนุนให้ backlog รองรับรายได้ไปอีก 4 ไตรมาสข้างหน้า เรามองว่าด้วยbacklog จำนวนมากจะเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของบริษัทหนุนให้รายได้มีเสถียรภาพมากขึ้น กว่าสมัยก่อนปี 2016 บริษัทมี backlog รองรับรายได้ราวๆ 2 ไตรมาสล่วงหน้าเท่านั้น นอกจากนี้ backlog ของบริษัท มองว่าเป็น backlog ที่มีคุณภาพและคาดจะมีมาร์จิ้นที่ดี เพราะส่วนใหญ่เป็นการรับงานเข้ามาในช่วง 1H17 ที่มีการแข็งขันในระดับที่เหมาะสม และมีงานเฉพาะค่าแรงที่มาร์จิ้นดีอยู่มากกว่า 50%
    การประมูลโครงการภาครัฐฯ จะดูด Supply ผู้รับเหมารากฐาก การประมูลโครงการรถไฟรางคู่ 7 สัญญามูลค่ารวม 6 หมื่นล้านบาทจะเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า 1) วันที่ 31 ส.ค. สายประจวบฯ-ชุมพร 2 สัญญา มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านบาท 2) ต้นเดือน ก.ย. ลพบุรี-ปากน้ำโพธิ์ 2 สัญญา มูลค่ารวม 2.1 หมื่นล้านบาท 3) มาบกะเบา-จิระ 3 สัญญา มูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ TOR ของรถไฟฟ้าสายสีม่วงมูลค่า 1 แสนล้านบาท คาดจะออกมาได้ในช่วง 4Q17 เราคาดจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน Demand งานรากฐาน (กำแพงกันดิน – เข็มเจาะ)และเกิด Supply shortage หนุนให้มาร์จิ้นสูงขึ้น

*** หุ้นรับเหมาได้ประโยชน์ลงทุนรัฐ
    บล.ทรีนิตี้ -บล.ทิสโก้ มองในทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่น่าจะได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ CK, STEC, UNIQ, SEAFCO

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด