ข่าวนี้ที่ 1

| 12 ตุลาคม 2560 | 17:05

TISCOลั่นกำไรปีนี้ทุบสถิติ สินเชื่อโตกระโดด-สำรองลดลง

 
 
    "ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป"คาดกำไรปีนี้ทุบสถิติ หลังรับโอนพอร์ตรายย่อย SCBT 3.6 หมื่นลบ.ดันพอร์ตรายย่อยเพิ่มเป็น 80% ของสินเชื่อรวมจากเดิม 75% และยอดสินเชื่อคงค้างแตะ 2.5 แสนลบ. ส่วน NPL ปีนี้คาดทรงตัวที่ 2.3% แย้มแนวโน้มตั้งสำรอง Q4/60 ลด เหตุ Coverage ratio สูงแล้วที่ 185% จากค่าเฉลี่ย 130-140% ด้านกูรูกำลังทบทวนประมาณการ บางค่ายเคาะเป้าสูงสุด 90 บาท 

*** TISCO มั่นใจกำไรปีนี้นิวไฮ หลังรับโอนพอร์ต SCBT

    นายสุทัศน์  เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) เปิดเผยใน " งานแถลงข่าวผลประกอบการไตรมาส 3/60 " ว่า กำไรปีนี้คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา จากปี 59 ที่มีกำไรสุทธิ 5,005 ล้านบาท หลัง 9 เดือนปีนี้ มีกำไรแล้ว 4,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการรับโอนพอร์ตธุรกิจจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT
    ขณะที่สินเชื่อรวมปีนี้จะเติบโตได้ 10% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่คาดเติบโต 15% หลังเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่แรง การแข่งขันในธุรกิจธนาคารที่ยังรุนแรง และ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าบางส่วนลดลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง
    ทั้งนี้ หลังจากธนาคารรับโอนธุรกิจรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 60 ซึ่งมีมูลค่าสินเชื่อประมาณ 36,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการเคหะ 24,000 ล้านบาท สินเชื่อบุคคล 5,000 ล้านบาท สินเชื่อธุรกิจรายย่อย 3,400 ล้านบาท สินเชื่อบัตรเครดิด 3,300 ล้านบาท และ เงินฝากประมาณ 15,000 ล้านบาท
    ขณะที่พอร์ตสินเชื่อของ SCBT คิดเป็น 16-17% ของสินเชื่อรวม โดยสินเชื่อธนาคารหลังควบรวมมีการเติบโตแล้ว 11% จากสิ้นปี 59 ก่อนรวมสินเชื่อยังหดตัว 4.4% และคาดว่าพอร์ตสินเชื่อคงค้างสิ้นปีอยู่ที่ 240,000 ล้านบาท จากต้นปีที่ 220,000 ล้านบาท 
    "สินเชื่อปีนี้คงโตได้ 10% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 15% หลังเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นเท่าที่ควร และ เราก็พบว่าลูกค้ายังมีความสามารถในการชำระลดลง ส่วนปีหน้าคงไม่ถึง 10% หากไม่มีการซื้อพอร์ตเข้ามา เพราะมองว่าสินเชื่อรถยังคงหดตัว แต่ก็มองว่าปีหน้าสินเชื่อบ้าน และตลาดทุน ยังโตได้อยู่"นายสุทัศน์ กล่าว
    ในขณะที่ค่าธรรมเนียมปีนี้คาดจะเติบโต 10% จากปี 59 โต 5-6% หลังมีรายได้จากการขายประกัน และ ธุรกิจจากตลาดทุนเป็นหลัก

*** คาด NPL สิ้นปีนี้ทรงตัว 2.3% แย้ม Q4/60 สำรองลด

    สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สิ้นปีนี้คาดว่าจะทรงตัวจากระดับปัจจุบันที่ 2.3% โดยเป็น NPL ที่มาจาก SCBT อยู่ที่ 3% ซึ่งธนาคารได้ตั้งสำรองครบแล้วจึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
    ?สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ มองว่าน่าจะดีขึ้นหากเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา แต่ในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ยังมีปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังไม่ดี จากเดิมที่คาด NPL จะสูงสุดในช่วงไตรมาส 1-2 ปีนี้ แต่คาดว่าจะเลื่อนออกไปเป็นไตรมาส 3-4 ปีนี้ทำให้การเติบโตของธนาคารยังต้องระมัดระวังเพื่อรักษาคุณภาพสินเชื่อ ทำให้การประมาณการอัตราการขยายตัวของสินเชื่อเป็นไปอย่างระมัดระวัง
    ส่วนการตั้งสำรองของธนาคารในไตรมาส 4/60 ลดลงจากไตรมาส 3/60 หลังอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ(coverage ratio) ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 185% ซึ่งมากกว่าระบบที่เฉลี่ยอยู่ 130-140%

*** โบรกฯ เตรียมปรับประมาณการ-บางค่ายเคาะเป้าสูงสุด 90 บาท

    บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุมองเห็นการเติบโตของสินเชื่อ (หลังรวมพอร์ตสินเชื่อจาก SCBT) ในปีนี้จะโดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคาร รวมถึงแนวโน้มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญลดลงเรื่อยๆ จาก Coverage Ratio ที่สูงสุดในระบบที่ 186.2% ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และอยู่ระหว่างปรับประมาณการหลังจากการประชุมนักวิเคราะห์ 
    บล.เคจีไอ กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมรวมพอร์ตสินเชื่อที่ซื้อมาจาก SCBT เข้ามาไว้ในพอร์ตของบริษัท ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการซื้อพอร์ตสินเชื่อก้อนนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม  คาดว่า TISCO อาจจะบริหารก้อนนี้ได้ดีกว่าที่คาดไว้ เพราะบริษัทมีสำรองส่วนเกินก้อนใหญ่  และเคจีไอ กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนราคาเป้าหมายและประมาณการกำไร TISCO
    บล.ธนชาต แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 90 บาท  คาดยอดสินเชื่อจะมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญใน Q4/60 หลังการควบรวมธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากธนาคาร Standard Chartered (Thailand) แล้วเสร็จไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้ยอดสินเชื่อของ TISCO เพิ่มขึ้น 3.6 หมื่นลบ. โดย 66% จะเป็นสินเชื่อบ้าน ส่วนอีก 34% ที่เหลือประกอบด้วยสินเชื่อบุคคล (14%) สินเชื่อ SME (9.4%) และสินเชื่อบัตรเครดิต (9.2%) โดย TISCO จะยังได้ยอดเงินฝากเข้ามาอีกเป็นจำนวน 1.5 หมื่นลบ. จากการควบรวมครั้งนี้ ในขณะที่ยอดสินเชื่อ NPL เป็นเพียง 3% ของสินทรัพย์ที่ควบรวมเข้ามา

*** LHBANK เผยกำไร Q3/60 ลดลง 4% YoY  เหตุรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง

    บมจ. แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล ( LHBANK)  รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/60 มีกำไรสุทธิ 670.7 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนท่มีกำไรสุทธิ 698.8 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 31.6% ทั้งนี้ส่งผลให้ 9 เดือนปี 60 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,873.8 ล้านบาท ลดลง 9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 2,072.1 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 35.5% 
    โดยในส่วนของ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าในไตรมาส 3/60 จำนวน 140 ล้านบาทลดลง 30% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยสัดส่วนเงินสำรองพึงมีต่อเงินสำรองพึงกันอยู่ในสัดส่วนที่สูง 184.32%
    วันที่ 30 ก.ย.60 มีเงินให้สินเชื่อ (ไม่รวมรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน) จำนวน 146,844.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 5,699.6 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 59 หรือเพิ่มขึ้น 4% ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็น 62.6% รองลงมาเป็นสินเชื่อเพื่อรายย่อย คิดเป็น 20.6% และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คิดเป็น 16.8% ของเงินให้สินเชื่อทั้งหมด
    ธนาคารมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross NPL) จำนวน 3,422.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 676.6 ล้านบาท จากสิ้นปี 59 โดยอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.07%

        
               

 

 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด