ข่าวนี้ที่ 1

| 31 สิงหาคม 2560 | 16:04

III ได้ฤกษ์ลงสนามเทรด กูรูให้เป้า 5.20-6.50 บ.

    "ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์" เดินหน้าเข้าเทรดใน  SET วันแรก ที่ปรึกษาฯเชื่อกระแสตอบรับดี หลังนักลงทุนสถาบันแห่จองล้นเกือบ 20 เท่าตัว ชูพื้่นฐานแกร่ง ผู้บริหารวางเป้ารายได้ปีนี้โตกว่าปีก่อน ตามการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในธุรกิจเคมีภัณฑ์อันตราย และธุรกิจขนส่งทางอากาศ โบรกฯให้มูลค่า 5.20-6.50 บาท ชี้พื้นฐานแกร่ง รับ AEC และ E–Commerce เติบโต ด้าน ICN เคาะราคาไอพีโอสัปดาห์หน้า เข้าเทรด mai ภายใน ก.ย.นี้
    
*** III ประเดิมเข้าเทรด SET วันแรก
    
    ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “III” ในวันที่ 1 กันยายน 2560
    โดย III เป็นผู้นำในการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจร ก่อตั้งมากว่า 25 ปี บริษัทมีบริการครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ 1. การขนส่งสินค้าทางอากาศ 2. การขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบก 3. การบริหารคลังสินค้าและกระจายสินค้า และ 4. โลจิสติกส์ครบวงจรสำหรับเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย โดยมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการบริการลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก
    มีทุนชำระแล้ว 302.25 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 440 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 164.5 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคม 2560 จำนวน 160 ล้านหุ้น และ เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่พนักงานของบริษัท 4.5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 4.80 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 789.60 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,901.60 ล้านบาท โดยมี ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ บล. ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการ การจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    หลัง IPO III มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ นายทิพย์ ดาลาล ถือหุ้น 23.39% นายวิรัช นอบน้อมธรรม ถือหุ้น 17.86% และนายธีรนิติ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ถือหุ้น 10.04% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนสถาบัน (Book Building) ในแต่ละระดับราคา (Price Range) โดยอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ของบริษัทฯ เท่ากับ 22.66 เท่า โดยพิจารณาเปรียบเทียบกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทฯ ที่เท่ากับ 0.21 บาทต่อหุ้น ซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด หารด้วยจำนวน หุ้นสามัญทั้งหมด (Fully diluted) ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของบริษัทฯ หลังหักเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับแผนการลงทุน ความจำเป็นและความเหมาะสมอื่น ๆ ในอนาคตด้วย

*** ชูจุดแข็งบริการโลจิสติกส์ครบวงจร
    
    นายทิพย์ ดาลาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ III กล่าวว่า บริษัทมั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ทำได้ 2,075 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,086 ล้านบาท โตขึ้น 10% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในธุรกิจเคมีภัณฑ์อันตราย และธุรกิจขนส่งทางอากาศ  คาดอัตรากำไรสุทธิ(Net Profit Margin)ปีนี้จะทำได้ใกล้เคียงกับในช่วงครึ่งปีแรกที่ 7.55% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 4.5% ในจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับโครงสร้างทางบัญชีทำให้อัตรากำไรสุทธิค่อนข้างต่ำ โดยปัจจุบันบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างดังกล่าวแล้ว ประกอบกับในธุรกิจเคมีภัณฑ์บริษัทได้มีการลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนมากทำให้มีต้นทุนคงที่ และเกิดการประหยัดต่อขนาดเพิ่มขึ้น(Economies of Scale)ทำให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวสูงขึ้น
    การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นการระดมทุนเพื่อรองรับแผนการขยายกิจการ และสอดคล้องกันนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมธุรกิจ SME และการลงทุนในเมกะโปรเจ็คเพื่อทำให้เกิดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าของประเทศในกลุ่มอาเซียน ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บริษัทมีแผนการลงทุนในโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการท่าขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โครงการเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าและบริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ภายในประเทศ โครงการบริการจัดส่งและบริหารสินค้าคงคลังทั้งระบบเพื่อรองรับธุรกิจ e-commerce และโครงการขยายพื้นที่คลังสินค้าและเพิ่มรถขนส่งสำหรับสินค้าอันตราย เป็นต้น บริษัทคาดหวังว่าการขยายธุรกิจจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป
    โดยบริษัทฯจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เป็นเงินทุนโครงการต่างๆ กว่า 10 โครงการ อาทิ โครงการท่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งบริษัทได้รับสัมปทานจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย (จำกัด) มหาชนแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้ และบริษัทจะลงทุนเพิ่มเติมในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งโลจิสติกส์ทางด้านเคมีภัณฑ์ และขนส่งทางบก การบริหารคลังสินค้าและกระจายสินค้าในประเทศ เป็นต้น เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่จะเติบโตตามโครงการเมกะโปรเจ็คของรัฐบาล นอกจากนี้บริษัทจะใช้ทุนที่ได้รับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
    III เป็นผู้นำตลาดในการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรซึ่งครอบคลุมธุรกิจโลจิสติกส์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางอากาศ 2.กลุ่มธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางบก 3.กลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และการบริหารคลังสินค้าและการกระจายสินค้า และ 4.กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์สำหรับเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตรายด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี มีบริษัทในเครือทั้งหมด 24 บริษัท และมีฐานลูกค้าเป็นบริษัทมหาชน บริษัทข้ามชาติ และบริษัทไทยจำนวนมาก โดยมี จุดเด่นคือการเป็นผู้นำตลาดการขนส่งสินค้าทางอากาศ และ การให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรสำหรับสินค้าเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย โดยในธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ บริษัทฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนสายการบินชั้นนำหลายสาย อาทิ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และ สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ ในการขายระวางการขนส่งทางอากาศอย่างต่อเนื่องมากว่า 8 ปี ซึ่งทั้ง 2 สายการบินเป็นเจ้าตลาดการขนส่งแอร์คาร์โก้จากท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งมีการเติบโตสูงและต่อเนื่อง ทางด้านธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรสำหรับสินค้าเคมีภัณฑ์และสินค้าอันตราย
    บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดที่มีฐานลูกค้าเป็นบริษัทเคมีระดับโลกจำนวนมาก ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านสูง จึงมีคู่แข่งน้อยราย ตลาดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และให้ผลตอบแทนที่ดี
    บริษัทฯมีผลประกอบการที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับ 6 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 1,086 ล้านบาทเติบโตขึ้น10% จากรายได้รวม 985 ล้านบาทใน 6 เดือนแรกของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 82 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเติบโตขึ้น 64% เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 50 ล้านบาทใน 6 เดือนแรกปีก่อน
    ในขณะที่ในปี 59 มีรายได้รวมเติบโตเฉลี่ยปีละ 35% คิดเป็น 2,075 ล้านบาทในปี 2559 จากรายได้รวม 1,542 ล้านบาทในปี 2558 และ 1,139 ล้านบาทในปี 2557 จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายระวางสินค้าและการให้บริการโลจิสติกส์ ในขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตในอัตราที่สูง 245% เป็น 94.5 ล้านบาท ในปี 2559 จากกำไรสุทธิ 27.4 ล้านบาทในปี 2558 และ13.4 ล้านบาท ในปี 2557 และมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่น จากการบริหารจัดการรายได้และต้นทุนที่ดีขึ้น โดยอัตรากำไรสุทธิ (เน็ตมาร์จิ้น) เพิ่มขึ้นจาก 1.17% ในปี 2557 เป็น 4.50 % ในปี 2559 และ เป็น 7.55% ใน 6 เดือนแรกของปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนที่ดีมาก (IBD/E) คือเพียง 0.3 เท่าเท่านั้น มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40 % ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้และหลังการจัดสรรเงินสำรองตามกฏหมาย
    "เคาะราคา IPO ที่ 4.80 บาทต่อหุ้น คิดเป็นระดับ P/E ที่ 16 เท่าของปี 61 และอยู่ในราคาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับหุ้นที่มีการดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกัน เช่น JWD WICE โดยบริษัทจะได้รับเงินจากการระดมทุนในครั้งนี้ 789 ล้านบาท" นายทิพย์ กล่าว
    ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิ 43.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92.15% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่กำไรสุทธิ  22.43 ล้านบาท
    
*** เชื่อตอบรับดีหลังสถาบันแห่จองล้นเกือบ 20 เท่า

    นายวิรัช มรกตกาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายวาณิชธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงิน เชื่อว่าราคา 4.80 บาท เป็นราคาที่เหมาะสม เนื่องจากมีกระแสตอบรับจากนักลงทุนสถาบันอย่างสูง โดยมียอดจองซื้อหุ้นจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ( Book Building) มากกว่าปริมาณที่สามารถจัดสรรเกือบ 20 เท่าตัว บริษัททริพเพิล ไอ เป็นที่สนใจของกลุ่มนักลงทุนทั่วไปอย่างสูงเช่นกัน เนื่องจากบริษัทฯประสบความสำเร็จจากการสร้างเครือข่ายธุรกิจโลจิสติกส์แบบครบวงจร ด้วยทีมผู้บริหารที่เชี่ยวชาญในธุรกิจมากว่า 25 ปี บริษัทมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง มีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง บวกกับประเทศไทยถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์อยู่แล้ว บริษัทฯยังมีความสามารถที่จะขยายธุรกิจเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอาเซียน

*** โบรกฯให้มูลค่า 5.20-6.50 บาท ชี้พื้นฐานแกร่ง รับ AEC และ E–Commerce โต 
    
    บล. ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่ายุติธรรมหุ้นไว้ที่ 5.20 บาทต่อหุ้นอิง P/E 17.7x ในปี FY18 เชื่อมั่นว่า ธุรกิจพร้อมเติบโตตามอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ จากการที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จกับการสร้างเครือข่ายธุรกิจแบบครบวงจรด้วยบริการที่ครอบคลุม ประกอบกับทำเลยุทธศาสตร์ของไทยสู่ทำให้บริษัทฯสามารถขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตทางการค้าของ CLMV และธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีกแบบ e-commerce บริษัทฯได้ทำสัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย อีกทั้งบริษัทฯยังเป็นตัวแทนการขายระวางสินค้าแต่เพียงผู้เดียวของสายการบินไทย แอร์ เอเชีย และสายการบินไทย แอร์ เอเชีย เอ็กซ์ และการที่บริษัทฯเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์อย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ต้องอาศัยความความชำนาญเฉพาะด้าน- ลูกค้าของบริษัทกว่า 90% เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ บวกกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงทำให้บริษัทมีมาร์จินสูง อีกทั้งบริษัทฯอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่คลังสินค้าอีก 30% (5,000 ตรม.) เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต  ซึ่งคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะเติบโตสูงขึ้น
    ปัจจัยหนึ่งคือ เพิ่งทำสัญญาเป็นผู้ให้บริการด้านคลังสินค้าระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยานดอนเมือง (5,222 ตรม) เป็นเวลา 5 ปีแทน BFS (Bangkok Flight Service) บริษัทจะยังสามารถให้บริการแก่สายการบินอื่นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นอกจากนี้ มีแผนจะเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าภายในประเทศที่ให้เช่าแก่บริษัทไปรษณีย์ไทยอีกเท่าตัวเป็น 10,000 ตรม. ซึ่งคาดว่าแผนดังกล่าวจะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตได้ดี
    บล.บัวหลวง ให้ราคาเหมาะสมไว้ที่ 6.50 บาทต่อหุ้น อิง P/E ที่ 19 เท่าของปริมาณกำไร ปี 2018 มองมีบริการที่หลากหลาย แบ่งเป็น 4 หน่วยธุรกิจหลัก คือ ทางอากาศ ทางทะเล การบริหารจัดการโลจิสติส์ และการจัดการโลจิสติกส์วัสดุอันตราย โดยมีจุดเด่นในแต่ละประเภท เช่น ทางอากาศ : Cargo General Sale Agent (GSA) บริษัทฯเป็นตัวแทนขายระวางสินค้าแต่เพียงผู้เดียวให้กับสายการบินไทย แอร์ เอเชีย และไทย แอร์ เอเชีย เอ็กซ์ ในทุกเส้นทางที่เข้าและออกจากสนามบินดอนเมือง และสายการบิน Sri Lankan,Lan Cargo,Bhutan,Jeju Airlines อีกทั้งบริษัทฯมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรณ์ในจุดที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ การขนส่งสินค้าที่สนามบินดอนเมือง จากข้อมูลในอดีตจะเห็นว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านสนามบินดอนเมืองมีการเติบโตสูงถึง 38% ในปี 2015 และ 34% ในปี 2016 อีกทั้งแนวโน้มการค้า Online ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ สมรภูมิที่ตั้งของ iii ถือเป็นจุดเด่นของอุตสาหกรรม เพราะประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งกับประเทศอื่นๆใน ASEAN ทำให้จำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารพุ่งสูงขึ้นส่งผลให้การขนส่งทางอากาศขยายตัวตามไปด้วย อีกทั้งรัฐบาลยังจัดตั้งโครงการเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอีกด้วย
    บริษัทฯยังมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นผู้ชำนาญพิเศษด้านการให้บริการวัสดุอันตรายและเคมีภัณฑ์แบบครบวงจร ที่มีประสบการณ์มากว่า 13 ปีในอุตสาหกรรมที่คู่แข่ง น้อยราย

*** ICN จ่อเข้าเทรด mai ก.ย.นี้
    
    นายมนชัย มณีไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินฟอร์เมชั่น แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวิร์คส จำกัด (มหาชน) หรือ ICN เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในสัปดาห์หน้า ก่อนจะเปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในกลางเดือนกันยายน  เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ
    บริษัทได้นำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนทั่วไป (โรดโชว์) เพื่อแนะนำข้อมูลธุรกิจ ในฐานะผู้ให้บริการงานวางระบบ (System Integrator) ที่ครบวงจร ทั้งการวางระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งงานก่อสร้าง และวางระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์และให้บริการบำรุงรักษาโครงข่าย โดย ICN ได้รับความเชื่อมั่นจากทั้ง Supplier ที่เป็นผู้ผลิตชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น Nokia Alcatel-Lucent และ Huawei รวมทั้งลูกค้ารัฐบาลและเอกชนรายใหญ่ โดยแผนการเข้ามาระดมทุนใน mai ครั้งนี้ จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในอนาคต
    สำหรับแนวโน้มผลประกอบการงวดครึ่งปีหลังของปี 2560 (ก.ค.-ธ.ค. 2560) คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากงวดครึ่งปีแรก ที่มีรายได้รวม 377.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 115.02 จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 175.56 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 23.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 318.23 จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 5.65 ล้านบาท โดยผลงานครึ่งปีแรก 2560  ออกมาใกล้เคียงกับกำไรทั้งปี 2559 ซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 27.11 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 570.96 ล้านบาท  ภาพรวมธุรกิจในปี 2560 คาดว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเมื่อเทียบกับปี 2559 สำหรับ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) ในงวดครึ่งแรกของปี 2560 อยู่ที่ 1.23 เท่า และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ร้อยละ 23.40 สะท้อนความสามารถของทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ 
    นายสมภพ  กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ ICN กล่าวว่า คาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนใน mai ในหมวดเทคโนโลยี ภายในเดือนกันยายน โดยการโรดโชว์ในครั้งนี้ เพื่อให้นักลงทุนมีความเข้าใจในธุรกิจ เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯ ที่มีความแข็งแกร่ง จากทีมผู้บริหารที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์มากว่า 25 ปี รวมทั้งมีความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรเจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำของโลก และลูกค้าซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมระดับประเทศทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตอย่างโดดเด่น และเชื่อมั่นว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายหลังเข้าจดทะเบียนใน mai จะยิ่งช่วยสนับสนุนให้บริษัทฯ มีความสามารถในการเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น สอดรับกับแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นโยบายภาครัฐบาลในเรื่องของ Digital Economy ซึ่งจะทำให้ ICN เป็นอีกหนึ่งบริษัทจดทะเบียนที่น่าจับตามอง และมีแนวโน้มการเติบโตสูง จึงเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน

***`ฮิวแมนิก้า` ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 180 ล้านหุ้น เทรด SET

    บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 180 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 26.47 ของจํานวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 153 ล้านหุ้น เสนอขายต่อประชาชน และจำนวน 27 ล้านหุ้น เสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมี บล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    บริษัท ให้บริการงานด้านทรัพยากรบุคคล ทั้งในส่วนการให้บริการรับช่วงบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและการจัดทำเงินเดือน การจำหน่ายและให้บริการติดตั้งระบบงานบริหารทรัพยการบุคคล  และการให้บริการด้านการบริหารจัดการ บัญชีและการเงิน ทั้งในส่วนการจำหน่ายและให้บริการติดตั้งระบบงานวางแผนทรัพยากรองค์กร  และให้บริการจัดทำบัญชีและการเงิน
    ในปี 57-59 บริษัทฯ มีรายได้รวม 212.77 ล้านบาท 237.65 ล้านบาท และ 351.95 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 11.69 และร้อยละ 48.10 รายได้รวมของบริษัทฯเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการที่บริษัทฯ ได้ซื้อบริษัทย่อย 2 บริษัทฯ ได้แก่ POS และ ABA เมื่อ ต้นปี 2559 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 25.58 ล้านบาทในปี 2557 เป็นจำนวน 39.49 ล้านบาทในปี 2558 และ71.06 ล้านบาทในปี 2559 คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 12.02 ร้อยละ 16.62 และร้อยละ 20.19 ตามลำดับ
    สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 60 บริษัทฯมีรายได้รวมจำนวน 234.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมี 155.09 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 50.95 เป็นผลมาจากบริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อยในต่างประเทศเพื่อให้บริการรับช่วงจัดทำเงินเดือน ทำให้รายได้จากธุรกิจด้านทรัพยากรบุคคลเพิ่มขึ้น และมีกำไรสุทธิจำนวน 37.08 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 15.84
    บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้หลังหักค่าใช้จ่าย มาใช้ในการย้ายสำนักงานแห่งใหม่ ลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศ การตั้ง Learning Center การลงทุนในบริษัทอื่น และเป็นเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินธุรกิจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด