ข่าวนี้ที่ 1

| 31 มีนาคม 2560 | 17:05

D ลั่น!วิ่งทะลุจอง กูรูให้เป้า 7.80 บ.-SETจ่อเข้าสู่จุดพีคของปี

     บมจ.เดนทัล คอร์ปอเรชั่น (D) ประเดิมลงสนามเทรดวันแรกใน mai เป็นไอพีโอตัวแรกของ Q2/60 ผู้บริหารมั่นใจนักลงทุนตอบรับล้นหลาม ประกาศขอผงาดเป็นศูนย์ทันตกรรมระดับโลกของไทย พร้อมอวดงบ ปี 59 กำไรโต 245.55% ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 5-10% ส่วนอัตรากำไรสุทธิคาดเกิน 10% ฟากโบรกฯให้เป้าหมายปีนี้ 7-7.80 บาท ด้านเมย์แบงก์ฯมองดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 2 ทำจุดพีคของปี มีโอกาสทะลุ 1600 จุด    

    วันนี้ (3 เม.ย.60) บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) D จะเข้าซื้อขายในตลาด mai เป็นวันแรก นับเป็นหุ้น IPO ตัวแรกของ ไตรมาส 2/60  โดยทางบล.เอเซียพลัสในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินมั่นใจว่าราคาซื้อขายวันแรกจะเหนือราคาจองที่ 6 บาท ขณะที่ทางผู้บริหาร D เปิดเผยว่า การระดมทุนครั้งนี้จะนำเงินไปขยายสาขา - ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน พร้อมอวดงบปี 2559 ว่ามีกำไรโตกว่า 245 %         

*** มั่นใจเหนือจอง 6 บาท   
    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บมจ. เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “D” ในวันที่ 3 เมษายน นี้ โดย D และบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “BIDC”, “Dental Signature” และ “Smile Signature” ปัจจุบันมีศูนย์ทันตกรรมและคลินิกทันตกรรมทั้งหมด 12 สาขา ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 10 สาขา และภูเก็ต 2 สาขา ดำเนินการภายใต้ “BIDC” 1 สาขา, “Dental Signature” 3 สาขา และ “Smile Signature” 8 สาขา
    D มีทุนชำระแล้ว 100 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 150 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 50 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 23-27 มีนาคม 2560 ในราคาหุ้นละ 6.00 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 300 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,200 ล้านบาท มีบริษัทที่ปรึกษาเอเซีย พลัส จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
    นางศิริพร เหล่ารัตนกุล ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (D) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความมั่นใจ ถึงการเข้าซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในหมวดธุรกิจบริการ ของบริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (D) ในวันที่ 3 เมษายน 2560 จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากในช่วงนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน (โรดโชว์) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 รวมถึงจากการเปิดจองหุ้น IPO ของ D ระหว่างวันที่ 23 , 24 และ 27 มีนาคม 2560 พบว่า นักลงทุนให้การตอบรับเป็นอย่างดีและให้ความสนใจจองซื้อหุ้นที่บริษัทฯเสนอขายเป็นจำนวนมาก เพราะมีความมั่นใจในพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง และผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจที่ชัดเจน มีจุดเด่นและแตกต่างอย่างสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
    “ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (D) เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรก D จะสามารถยืนเหนือราคาจองซื้อที่ 6 บาทได้” นางศิริพร กล่าว 
    
*** ระดมทุนขยายสาขา - ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน   
    ทพ.พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ D  มั่นใจว่าการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม  ซึ่งหลังจากนี้บริษัทฯ จะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นต่อไปในอนาคต
    โดย D  มีพื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง มีจุดเด่นที่ชัดเจน คือให้บริการทางทันตกรรมที่ครบวงจรด้วยเทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีมาตรฐานการรักษาในระดับสากล จนสามารถเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์ทันตกรรมรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานคุณภาพจาก Joint Commission International (JCI) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวนี้ถือเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ทำให้ชื่อเสี่ยงของบริษัทฯ เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจ ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูงจากผู้เข้ารับบริการทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง
    " การระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนขยายสาขา โดยจะเลือกในทำเลที่มีศักยภาพที่โดดเด่นและมีกำลังซื้อจริงเท่านั้น อีกส่วนจะนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงาน ผลักดันให้ธุรกิจของบริษัทฯเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น " ทพ.พรศักดิ์ กล่าว 

*** ครอบครัว "ตันตาปกุล" ถือหุ้นกว่า 77%    
     D มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวตันตาปกุล ถือหุ้น 77.18% กลุ่มครอบครัวแก้วสว่าง ถือหุ้น 0.90% และ Mr. Chen Chung Ni ถือหุ้น 0.50% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 28.22 เท่า คำนวณจากผลประกอบการในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (1 มกราคม 2559-31 ธันวาคม 2559) ซึ่งเท่ากับ 42.52 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.21 บาททั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทและกฎหมาย
 
*** อวดกำไรปี 59 โต 245.55% 
    บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ D เผยผลประกอบการงวดปี 2559 สิ้นสุด 31 ธ.ค.59 มีกำไรสุทธิ 42.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 245.55% จากกำไรปี 58 ที่ 12.31 ล้านบาท โดยอัตราส่วนกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมาจากการลดลงของต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการ เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อยมีการบริหารจัดการต้นทุนให้มีความรัดกุมมากขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาเพื่อให้สะท้อนอายุการใช้งานจริง
    ประกอบกับบริษัทมีรายได้รวมปี 59 จำนวน 446.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.68% จากปี 58 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการในสาขาภูเก็ต สไมล์ ซิกเนเจอร์ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และสาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เนื่องจากสาขาดังกล่าวได้เปิดดำเนินการเต็มปี ปีแรก ประกอบกับในปีดังกล่าวบริษัทได้ขยายสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา คือ สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าปิ่นเกล้า

*** ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 5-10%  
    ทพ.พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร D เปิดเผยว่า  เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการขยายสาขา จำนวน 60 ล้านบาท ใช้ชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน 60 ล้านบาท และเป็นเงินทุนหมุนเวียน 180 ล้านบาท
    สำหรับปี 2560 ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 5-10 % จากปี 59 ที่มีรายได้ 446.52 ล้านบาท จากจำนวนผู้ใช้บริการมีต่อเนื่อง ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)คาดว่าจะ สูงกว่า 10% เพิ่มขึ้น จากปี 59 อยู่ที่ 9.52% เนื่องจาก บริษัทมีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระคืนหนี้ทั้งหมดที่มี 50-60 ล้านบาท ทำให้ไม่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น 

*** โบรกฯ มองกำไรโตเฉลี่ยปีละ 24% ให้ราคาเหมาะสม  7-7.8 บ. 
    บล.เคทีบี  เปิดเผยว่า ปี 2560 จะเติบโตได้ต่อจากสาขาที่ได้เปิดไปแล้วเริ่มทำกำไร และเริ่มมีอัตรากำไรที่ดีขึ้น เนื่องจากการเปิดสาขาแต่ละที่จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี อีกทั้งในปีนี้จะมีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีก 3 – 4 สาขา คาดว่าจะทำให้รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 508 ล้านบาท (+15%) และน่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากจากการบริหารต้นทุนที่รัดกุม อำนาจในการต่อรองราคากับคู่ค้ามากขึ้นและต้นทุนค่าแพทย์ที่ไม่ได้ผันแปรตามรายได้ทั้งหมด เนื่องจากมีการคงที่เป็นอัตราๆ ไป จึงมองว่าบริษัทจะมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 41% และจากเงินกู้ที่คืนไปหลังการเพิ่มทุน ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่าย จึงคาดว่าจะมีกำไรสุทธิเป็น 53 ล้านบาท (+24%) นอกจากนี้เรายังมองว่าในอนาคตจะทำแล็บทันตกรรมเองทั้งหมด ทำให้ต้นทุนลดลงได้อีก
    บล.ฟินันเซียไซรัสเปิดเผยว่า แนวโน้มผลงานในปีนี้ และปี 2561 ยังโตต่อเนื่อง รายได้โต 9.1% ต่อปี ทั้งลูกค้าที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับต้นทุนที่คุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดย Gross Margin จะขยายตัวเป็น 38.5% ในปีนี้ และ 39.5% ในปี 2561 ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายคาดว่าจะลดลงหลังนำเงิน IPO ไปชำระเงินกู้  คาดกำไรสุทธิโตเฉลี่ย 24.7% ต่อปี   
    บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ธุรกิจของ D ยังมีปัจจัยเสี่ยง จากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์  การถูกฟ้องร้องจากผู้ใช้บริการ ความเสี่ยงด้านการแข่งขันในธุรกิจการให้บริการด้านทันตกรรม  การไม่สามารถต่อสัญญาเช่าพื้นที่ในการประกอบธุรกิจ  การที่บริษัทฯ มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือหุ้นประมาณ 75%
 

โบรก

เป้าหมายปี60

(บาท)

ASPS 7.8
BLS 7.15
FSS 7
KTBS 7.4
RHB 7.08

    
*** โบรกฯ ฟันธง SET Q2/60 จะพีคสุดของปี ลุ้นดัชนีทะลุ 1,600 จุด 
    นายสุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET Index) ในไตรมาสที่ 2/60 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,600- 1,650 จุด ซึ่งถือว่าเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2560 โดยมีปัจจัยหนุนมาจากกระแสเงินทุน(ฟันด์โฟลว์)จากตลาดสหรัฐที่นักลงทุนเริ่มชะลอการลงทุนจากความไม่มั่นใจนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่นโยบายอเมริกันเฮลท์แคร์ถูกยกเลิก นอกจากนี้แรงกดดันจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่น่าจะคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 2/60 เนื่องจากมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนมิ.ย. และธ.ค.มากกว่
    สำหรับปัจจัยในประเทศเชื่อว่าจะมีแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 1/60 เข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนพ.ค. หลังจากที่ผลประกอบการประจำปี 59 เติบโตมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และจากการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มส่งออกเนื้อไก่ ชิ้นส่วนอีเลคทรอนิกส์ ชื้นส่วนยานยนต์ และการท่องเที่ยว และเชื่อว่าจะไม่เกิด Sell In May และอาจจะมีแรงซื้อเข้ามาด้วย เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1/60 ดัชนีฯค่อนข้างซึมตัวมาระยะหนึ่งแล้ว
    ทั้งนี้เชื่อว่าดัชนีฯในปีนี้จะเคลื่อนไหวผันผวนเนื่องจากดัชนีฯในช่วงต้นปีถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง จึงไม่น่าจะปรับตัวไปได้มากนัก ซึ่งตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเข้ามามากโดยเฉพาะสัญญาณของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเฟด และการเลือกตั้งในประเทศฝรั่งเศสที่ผู้สนับสนุนแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปมีคำแนะนำอยู่ในขณะนี้ และจะต้องจับตาราคาน้ำมันดิบที่ยังมีความผันผวนและเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นไทยด้วย
    ด้านกลยุทธ์ในไตรมาส 2/60 แนะนำเลือกหุ้นขนาดใหญ่ที่มักจะได้รับผลประโยชน์จากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ และหุ้นที่มีผลการดำเนินงานเติบโตมากกว่าตลาดที่ 8% แนะนำ BJC-SQ-KTC-IRPC-TU
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด