ข่าวนี้ที่ 1

| 31 มกราคม 2560 | 17:05

DTAC ส่อแววโคม่า! ปันผลลดวูบ ปี 60-61 เสี่ยงขาดทุน

DTAC ประกาศงดจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 59  หลังกำไรทรุด 65% -งบเฉพาะกิจการมีขาดทุนสะสม ขณะที่บริษัทเตรียมงบลงทุนปี 60 กว่า 1.7-2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายโครงข่ายรองรับการใช้งาน และทำการตลาดดึงดูดลูกค้า ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ภายในปี 63 ขณะที่โบรกเกอร์ ผิดหวังผลประกอบการไตรมาส 4/59 ออกมาต่ำกว่าคาดมาก และมองปี 60-61 เสี่ยงขาดทุน หลังการแข่งขันรุนแรง ต้องลงทุนประมูลคลื่นใหม่ 

*** DTAC กำไรทรุดหนักมากในไตรมาส 4/59 
    บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เผยไตรมาส 4/59 มีกำไรสุทธิ 30 ล้านบาท ลดลง 97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่สูงขึ้น  จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  รวมถึงการให้ส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์ และ มีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรส่งผลให้ปี 59 มีกำไรสุทธิ 2,086 ล้านบาท ลดลง 65% จากปี 2558
    โดยปี 2559 บริษัทมีรายได้รวม อยู่ที่ 82,478 ล้านบาทลดลง 6% จากปีก่อนอันเป็นผลจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการและรายได้การจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ โดยรายได้จาการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายอยู่ที่ 64,693 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากปีก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการเสียง ที่ลดลง 22% ในขณะที่รายได้จากบริการข้อมูลยังคงเติบโต 16%
    ขณะที่ค่าใช้จ่ายในปี 59 หลักๆ มาจากค่าใช้จ่ายด้านโครงข่าย อยู่ที่ 5,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายโครงข่าย 4G (รวมทั้งคลื่น 1800 MHz และ 2.1 GHz) และมีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของต้นทุนการให้บริการ ที่ 22,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน อันเป็นผลจากการขยายทั้งโครงข่าย 2.1GHz ภายใต้ระบบใบอนุญาต และโครงข่าย 1800MHz/850MHz ภายใต้ระบบสัมปทาน และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร อยู่ที่ 17,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากปีก่อนโดยส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กร ค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันในตลาด

*** งดจ่ายปันผลครึ่งหลังปี 59 หลังมีขาดทุนสะสม
    คณะกรรมการ DTAC  มีมติงดจ่ายเงินปันผล สำหรับงวดครึ่งหลังปี 2559 เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมในงบการเงินเฉพาะของบริษัท อันมาจากการประเมินการด้อยค่าของสินทรัพย์ในไตรมาส 4/59  หลังจากที่บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกปี 2559 หุ้นละ 0.42 บาท ซึ่งจ่ายจากกำไรสะสม  
    อย่างไรก็ตาม ปี 2559 บริษัทประกาศจ่ายปันผลเพียงครั้งเดียว  สะท้อนผลการดำเนินงานที่ทรุดตัว จากปกติ บริษัทจะประกาศจ่ายปันผลทุกไตรมาส โดยสถิติการจ่ายปันผลปี 2557-2558 พบว่าบริษัทจ่ายปันผลทุกไตรมาส รวมทั้งปีหุ้นละ 6.91 บาท (EPS 4.53) และ 2.93 บาท (EPS2.49) ตามลำดับ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Yield) ราว 5-6%  
    ทั้งนี้ บริษัทคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิของบริษัท ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินและแผนการประกอบธุรกิจของบริษัทในอนาคตโดยบริษัทมีเป้าหมายจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลทุกครึ่งปี

*** ตั้งงบลงทุนปี 60 ที่ 1.7-2 หมื่นลบ.
    บริษัทมีแผนการที่จะลงทุนในปี 2560 ด้วยวงเงินประมาณ 17,000-20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาความต่อเนื่องของโครงข่ายและเสริมสร้างประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้า นอกจากนี้ การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง บริษัทจึงประมาณการรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายของปี 2560 อยู่ที่ระดับเดียวกับในปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาพลักษณ์โครงข่ายของบริษัทที่ดีขึ้นและการนาเสนอบริการที่มีความคุ้มค่า 
    ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะยังมีการให้ส่วนลดค่าเครื่องในตลาดบริการระบบรายเดือนเพื่อสนับสนุนการเพิ่มฐานลูกค้าระบบรายเดือนและโน้มน้าวให้ลูกค้าเปลี่ยนจากการใช้บริการระบบเติมเงินมาเป็นบริการระบบรายเดือนแทน
    บริษัทคาดว่า EBITDA ของปี 2560 มีแนวโน้มอยู่ในระดับเดียวกับปี 2559 เป็นอย่างน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากวินัยทางการเงินและการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของบริษัท ทั้งนี้ ในช่วงที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมอยู่ในระดับสูง บริษัทจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรักษาวินัยทางการเงินเพื่อให้บริษัทมีความพร้อมต่อโอกาสทางธุรกิจซึ่งรวมถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคต

*** ตั้งเป้าเป็น แบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในปี 63
    เป้าหมายของ DTACคือการเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับหนึ่งในประเทศไทยภายในปี 2563 บริษัทจึงต้องพัฒนาภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลมากขึ้นและดียิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อโครงข่ายของเรา ทั้งนี้ ภายหลังการขยายโครงข่าย 4G ในช่วงปีที่ผ่านมา

*** มองสภาวะการแข่งขันตลาดยังรุนแรง
    DTAC ประเมินในปี 2560 อุตสาหกรรมบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากบริการอินเทอร์เน็ต โดยคาดว่าผู้ใช้บริการมีแนวโน้มในการบริโภคอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากการใช้งานสังคมออนไลน์และบริการสตรีมมิ่ง รวมทั้งภาคธุรกิจต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับช่องทางการขายและการตลาดในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนและจำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตคาดว่ายังคงเพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลจากกิจกรรมการตลาดด้านเครื่องโทรศัพท์และแพ็คเกจบริการที่ดึงดูดใจ 
    ทั้งนี้ ระบบการให้บริการคงสิทธิเลขหมาย (MNP) รูปแบบใหม่ซึ่งเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2560 มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อสภาวะการแข่งขันในตลาด

** โบรกฯ ผิดหวัง DTAC ทำกำไรต่ำกว่าคาดมาก
    บล.ทิสโก้  ระบุ DTAC รายงานผลประกอบการที่ 30 ล้านบาท ลดลง 97% YoY และ 95.4% QoQ โดยผลประกอบการต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดที่ 402 และ 414 ล้านบาท และบริษัทยังระงับการจ่ายเงินปันผล  อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการที่ออกมาเรามองว่ามีความเสี่ยงในเชิงลบต่อประมาณการของเรา แต่ผลประกอบการ 4Q16 จะเป็นจุดต่ำสุด และดีขึ้นใน 1Q17 เป็นต้นไปจาก SG&A ที่ลดลง และรายได้ที่เริ่มฟื้นตัว เราแนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 52 บาท (DCF)
    บล.ซีไอเอ็มบี  มองการประกาศกำไรปกติต่อหุ้นในปี FY16 ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 15% และ 8% มองว่าผลการดำเนินงานของ DTAC ใน FY17 จะยังไม่น่าตื่นเต้น แต่มีการพัฒนาในเชิงบวก เราปรับลดประมาณการกำไรปกติต่อหุ้นในปี FY17-19F ลง 6-17% จากค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคา ปรับลดราคาเป้าหมายตามวิธี DCF ลง 5% จาก EBITDA ที่อ่อนตัวลง คงคำแนะนำ "ถือ" โดยมองราคาหุ้นที่ 38 บาทเป็นจุดที่น่ากลับเข้ามาลงทุน

***เสี่ยงขาดทุนสูงในปี 60-61 จากการแข่งขันรุนแรง
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  ระบุตั้งเป้าปี 2560 รายได้ทรงตัว EBITDA margin ยืนได้: DTAC ตั้งเป้า service revenue ex. IC และ EBITDA margin ทรงตัว YoY และตั้งงบลงทุน 1.7-2 หมื่นล้านบาทบนคลื่น 2100MHz (licensing) เพื่อเพิ่ม network coverage เราเห็นด้วยกับความพยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาด และการตัดสินใจลงทุนใน network ต่อ เพื่อลดความเสี่ยงหากพลาด 850MHz ในอนาคต
     อย่างไรก็ดี เราคิดว่าปี 2560-61  DTAC จะยังคงเหนื่อยต่อและมีโอกาสขาดทุนสูง จาก 1) แนวโน้มการแข่งขันที่ยังรุนแรง จะบีบให้ DTAC ต้องอุดหนุนค่าเครื่องต่อไป และต้องคงค่าใช้จ่ายการตลาดไว้สูง และ 2) ภาระค่าเสื่อมที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการลงทุน และ 3) การเติบโตรายได้ที่ถูกจำกัดจากการแข่งขันที่รุนแรง      DTAC พยายามหาคลื่นมาเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยงที่คลื่นส่วนใหญ่จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2561 ล่าสุด ตั้งเป้าไปที่คลื่น 2300MHz ที่อยู่ในมือ TOT ซึ่งยังต้องเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นรายอื่น (หากรัฐไม่ล่าช้ามีโอกาสรู้ผลใน 2H60) ??ในแง่ของประมาณการ การได้คลื่นมาเพิ่มในอนาคตของ DTAC เป็นสิ่งที่เราได้ใส่สมมติฐานไว้แล้ว โดยเราประเมินว่า DTAC จะต้องการคลื่นเพิ่มไม่น้อยกว่า 30MHz ภายในปี 2561-62 สาระสำคัญจึงอยู่ที่การได้คลื่นอะไรมา และได้ที่ราคาเท่าไหร่มากกว่า ปัจจุบัน เรายังคิดว่า DTAC จะได้มาที่ต้นทุนเท่ากับคู่แข่ง (กรณีพื้นฐานของเรา) ในแง่ของกลยุทธ์ DTAC น่าจะอยากได้คลื่น 2300MHz และ 1800MHz มากกว่า 2600MHz (ยังต้องรอกฏหมาย) ซึ่งหาก DTAC ได้ 2300MHz จริงๆ ก็น่าจะยังคงต้องเอา 1800MHz เพิ่มอีกในอนาคต ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดเพิ่มขึ้นทันทีและกดดันงบในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ในขณะที่ความสามารถในการเติบโตรายได้จะกลับมาดีขึ้นหรือไม่ยังต้องขึ้นอยู่กับการลงทุนในคลื่น เพื่อเอาไปใช้ในระยะถัดไป 
      คงคำแนะนำ ขาย DTAC ที่มูลค่าพื้นฐาน 32 บาทต่อหุ้น ประเมินมูลค่า DTAC ด้วยวิธี DCF ได้มูลค่าเหมาะสม 32 บาทต่อห้น (WACC 8.7% Terminal growth 1.5%) โดยมีสมมติฐานสำคัญ ได้แก่ 1) DTAC ใช้ CAPEX อีก 8 หมื่นล้านในปี 2561 2) มีค่าเช่ากับ CAT เกิดขึ้นที่ระดับไม่เกิน 4-5 พันล้านบาทต่อปี และ 3) รายได้เริ่มฟื้นตัวในระยะยาวที่ 2% YoY 
    บล.บัวหลวง มองว่า จากการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่คาดว่าจะยังคงรุนแรงต่อไปในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 จากเงินอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์ สำหรับลูกค้าโพสต์เพดสำหรับทั้งตลาดที่เพิ่มขึ้น เราจึงยังคงไม่มั่นใจและแน่ใจว่าผลประกอบการของ DTAC จะพลิกกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดของรายได้บริการของ DTAC อย่างต่อเนื่องและเงินอุดหนุนค่าเครื่องโทรศัพท์ที่เพิ่มมากขึ้นได้ ส่งผลให้ DTAC เกือบที่จะแสดงผลขาดทุนในไตรมาส 4/59 คำถามสำคัญ ได้แก่ รายได้บริการของ DTAC จะฟื้นตัวเมื่อไร ถึงแม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้น DTAC จะแย่ลง แต่นักลงทุนก็ได้เข้ามาเก็งกำไรหุ้น DTAC เร็วๆ นี้ในประเด็นเรื่องการคาดการณ์การเปิดประมูลคลี่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซหรือความคืบหน้าของดีลพันธมิตร 2300 เมกะเฮิร์ซกับทีโอที เราเชื่อว่ากรอบระยะเวลาของทั้งสองคลื่นความถี่ยังคงมีไม่แน่นอนภายในปี 2560 
    เรายังคงคำแนะนำ ถือ โดยรอการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานหลัก และความชัดเจนที่มีมากขึ้นสำหรับคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิร์ซของทีโอทีและการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ซในอนาคต

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด