สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 29 ธันวาคม 2560 | 17:04

สรุป 10 ข่าวเด่นตลาดเงิน - ตลาดทุน รอบปี 60

สรุป 10 ข่าวเด่นตลาดเงิน - ตลาดทุน รอบปี 60

     ปี 2560 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวขึ้นมาทำระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทำให้นักลงทุนไม่อยากจดจำ กับพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง จนกระทบราคาหุ้นและสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเป็นจำนวนมาก 
    เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่า สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมเหตุการณ์สำคัญของตลาดเงิน-ตลาดทุนที่เกิดขึ้นในตลอดปี 2560 จนออกมาเป็น 10 อันดับข่าวที่น่าสนใจ ดังนี้      
    
อันดับ 1
EARTH เหมืองแตก เบี้ยวหนี้-โดนฟ้องยับ

    ยกให้เป็นหุ้นแสบแห่งปี สำหรับ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH หุ้นถ่านหินที่ก่อนหน้านี้สตอรี่ดี  อวดกำไรมาต่อเนื่อง แต่มาในปีนี้เรื่องที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้นักลงทุนมากสุดเพราะปัญหาขาดสภาพคล่อง  ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีและหุ้นกู้ก้อนโตกว่า 7,000 ล้านบาท จนโดนอายัดและระงับสินเชื่อจาก ธ.กรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ ทำให้บริษัทล้มครืนไม่เป็นท่า สร้างปรากฏกาณ์หุ่นร่วงติดฟลอร์ 3 วันติด ฟากผู้บริหารโดน Force sell และหลังจากนั้นไม่นานถูกตลท.ขึ้น SP ยาวมาจนถึงวันนี้
    EARTH แสดงความพยามที่จะล้มบนฟูกด้วยการมอบตัวเข้าแผนฟื้นฟู โดยเสกหนี้ขึ้นมาจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท แต่ไม่มีหน่วยงานใดเชื่อถือนัก เพราะไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะ ก.ล.ต.สั่งให้ตั้งผู้สอบบัญชีพิเศษเกี่ยวกับที่มาที่ไปของหนี้ดังกล่าว ซึ่งผู้สอบบัญชี้ก็ไม่เชื่อมั่นต่อประมาณการหนี้ที่ว่า จนถึงล่าสุดก็เกิดประเด็นเด็ดขึ้นอีก เมื่อ ธ.กรุงไทย ได้แจ้งต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ดำเนินคดีต่อ EARTH หลังพบการปลอมแปลงเอกสารขนส่งสินค้า โดยมีรายการนำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซีย แต่ไม่มีการขนถ่านหินเข้ามาจริง เข้าข่ายความผิดฉ้อโกงโดยใช้เอกสารปลอมขอสินเชื่อ เป็นเหตุให้ธนาคารเสียหายกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท 
    กลายเป็นว่าที่ผ่านมาบริษัทนี้ดำเนินธุรกิจอย่างไรกันแน่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่ ต้องรอผลการสืบสวนต่อไป ที่แน่ๆ ผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวน 6,949 ราย คงต้องตาละห้อยรอคอยด้วยความสิ้นหวังกันต่อไป

อันดับ 2
GL หุ้นตก 10 เท่า ผู้บริหารแต่งงบฯ-พลิกขาดทุนอ่วม

    บริษัท กรุ๊ป ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL จากหุ้นที่ราคากว่า 65 บาทเมื่อต้นปีปัจจุบันเหลือเพียง 6-7 บาท เท่านั้น ลดลง 10 เท่าตัว ต้นตอของปัญหาสืบเนื่องมาจากผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตต่องบการเงินปี 59 ของบริษัทกรณีปล่อยกู้ยืมแก่ลูกหนี้ในต่างประเทศทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้นผิดปกติ หลังจากนั้นบริษัทมีการชี้แจงข้อมูลแก้ไขข่าวอุตลุดโดยยังยืนยันว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นไปตามปกติและสุจริตจน ก.ล.ต.พบหลักฐานว่าการให้กู้ยืมเหล่านั้นเป็นการตกแต่งบัญชีและสร้างผลประกอบการให้สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งควบคุมโดย นายมิตซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการของบริษัท เข้าข่ายธุรกรรมอำพราง ยักยอก และยินยอมให้ลงข้อความเท็จในบัญชีและทำบัญชีไม่ตรงต่อความเป็นจริง สิ้นคุณสมบัติการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน 
    ล่าสุดประกาศงบประจำไตรมาส 3/60 พลิกขาดทุน 2,607.59 ล้านบาท เพราะต้องตั้งสำรองจากผลขาดทุนที่อาจจะเกิดจากการปรับมูลค่าสินทรัพย์หนี้ทั้งหมดที่เกี่ยวของกับนายมิตซึจิ โดยผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินปี 59 และไม่ให้ข้อสรุปงบไตรมาส 1-2/60 
จากสิ้นปีก่อนที่มีกำไรถึง 1,063.84 ล้านบาท กับการวาดฝันอนาคตที่สวยหรู เป็นเหตุให้ดุงดูกนักลงทุนรายย่อยไปติดกับถึง 17,557 ราย จากหุ้นที่มีความโดดเด่นด้านการเติบโตทั้งผลประกอบการและราคาหุ้น กลายเป็นซากหุ้นที่ยังไม่รู้จะไปจบลงตรงไหน เพราะถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรับทำ Special Audit หนี้ก้อนปัญหาให้ ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่จากญี่ปุ่นก็แสดงทีท่าว่าอยากตัดหางปล่อยวัดเสียแล้ว    

 อันดับ 3
 IFEC มหากาพย์ชิงอำนาจ  ลอยแพรายย่อย 2.7 หมื่นราย

    บริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เริ่มต้นจากเหตุการณ์ผิดผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน (B/E) มูลค่า 100 ล้านบาท ต่อ บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จนถูกตลท.ขึ้นเครื่องหมาย SP เมื่อ 28 ธ.ค.59 หลังชำระเสร็จสิ้นและถูกปลดเครื่องหมาย SP เพียง 8 วันก็ผิดชำระตั๋วบี/อีเพิ่มจำนวน 200 ล้านบาท ต่อ บลจ.โซลาลิส โดน ตลท.ขึ้นเครื่องหมาย SP อีกครั้ง และจากวันนั้นก็ลากยาวมาจนถึงวันนี้ 
    เรื่องราวบานปลายขึ้นเมื่อเกิดความขัดแย้งกันภายในฝ่ายบริหาร มีการชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่นำโดย ทวิช เตชะนาวากุล กับ กลุ่มเดิมที่นำโดยนายวิชัย ถาวรวัฒนายงค์ ประธานกรรมการบริหาร เกิดเหตุการณ์แย่งชิงเก้าอี้คณะกรรมการบริษัท มีล้มประชุมบอร์ดและการประชุมผู้ถือหุ้น มีการฟ้องร้องกันชุลมุนวุ่นวายในหลายคดี จนสุดท้ายเป็น "กลุ่มทวิช" ที่ชิงลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข 
    ขณะที่ล่าสุดปรากฎการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้เพิ่มอีก 3,000 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยบริษัทอ้างว่า ไม่สามารถจัดประชุมคณะกรรมการได้ หลัง ก.ล.ต.สั่งนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.60 กรณีจัดประชุมผู้ถือหุ้นทั้งที่มีกรรมการน้อยกว่าจำนวนองค์ประชุมที่กฎหมายกำหนดและได้รับประโยชน์จากผลการเลือกตั้งดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย สิ้นคุณสมบัติการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน 
    ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่า ฐานะการเงินและการดำเนินงานของ IFEC ที่แท้จริงเป็นอย่างไร บริษัทส่งงบการเงินปี 59 ล่าช้าไปกว่าครึ่งปี หนำซ้ำผู้สอบบัญชี้ก็ไม่รองรับงบการเงิน ซึ่งล่าสุด IFEC ติดอยู่ในลิสต์บจ.ที่เข้าข่ายถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าใจต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนทั้งสิ้น 27,170 ราย ที่อยู่ในสภาพถูกลอยแพอย่างสิ้นเชิง
 
อันดับ4
หุ้นไทยนิวไฮรอบ 24 ปี - IPO ทะลักสูงสุดนับแต่ก่อตั้งตลท.

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในปีนี้  จนหลายคนแอบลุ้นว่าในปีนี้ดัชนีฯ  อาจจะขึ้นทดสอบจุดสูงสุดเดิมในประวัติศาสตร์ที่เคยทำไว้ 1,789.16 จุด เมื่อปี 2537 ได้หรือไม่ แต่ท้ายที่สุด ดัชนีฯ ก็ขึ้นไปได้สูงสุดเพียง 1,763.36 จุดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.เท่านั้น แต่ถือว่าเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ก่อนที่จะปิดปี 2560 ที่ระดับ 1753.71 จุด เพิ่มขึ้น10.42 จุด หรือ 0.60% มูลค่าการซื้อขาย 45,064.78 ล้านบาท  โดยทั้งปี 60 ดัชนีฯ ทำจุดต่ำสุดที่ 1220.96 จุด  ส่วนระดับสูงสุด 1763.36 จุด คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 542.4 จุด หรือ 44.42%  
       หันมาดูหุ้นไอพีโอกันบ้าง ในปี 2560  มี IPO เข้าเทรดรวม 42 บริษัท เป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา  ซึ่ง IPO ทั้ง 42 ตัวนี้ได้เพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป)อีก  4.2 แสนล้านบาท จากปกติจะมี IPO เข้าตลาดเฉลี่ยปีละ 30-40 บริษัทเท่านั้น 
    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปิดระดับสูงสุดในประวัติการณ์มากกว่า 1,753 จุด หลังจากที่เคยเกิดขึ้นในปี 2537 โดยฝ่ายฯ เคยประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ 1,750-1,770 จุด เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมขณะนี้ถือว่ามีแต่ปัจจัยบวก ทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มแข็งแกร่ง จากการส่งออกที่ดีขึ้น การบริโภคที่ทยอยฟื้นตัว และในตลาดหุ้นมีแรงซื้อ LTF/RMF เข้ามาหนุนในหุ้นขนาดใหญ่ผลักดันตลาดอย่างโดดเด่น โดยต้องจับตาแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติหลังจากนี้ว่าจะมีทิศทางการลงทุนในไทยรูปแบบใด เพราะถือเป็นแรงเสริมที่จะเข้ามาช่วยผลักดันตลาดด้วย
    ส่วนหุ้น IPO ปีนี้ถือว่ามีความโดดเด่น เพราะมีหุ้นขนาดใหญ่จำนวนมาก และหลายบริษัทเปิดตลาดอยู่ในช่วงเหนือกว่าราคาจองซื้อ

อันดับ5
 POLAR  ลับ ลวง พราง 

    นอกจากเป็นบริษัทที่เปลี่ยนชื่อบ่อยแล้ว  บริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ POLAR  หรือชื่อเดิม บริษัท นครหลวงเส้นใยสังเคราะห์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTX  หรืออีกหนึ่งชื่อคือ บริษัท วธน แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ WAT   ในปีนี้ POLAR เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่สร้างความงุนงง และความเจ็บช้ำให้กับนักลงทุนกันเป็นจำนวนมาก  ทั้งพฤติกรรมการเพิ่มทุน - ออกวอร์แรนท์ - ขยายการลงทุน อยู่ตลอดเวลา แต่ผลการดำเนินงานขาดทุนต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี จนราคาหุ้นทรุดลงมาเหลือเพียงไม่กี่สตางค์  จนผู้ถือหุ้นรายย่อยติดกับดักอยู่กว่า 11,000 ราย โดยที่ไม่รู้ว่าบริษัทฯจะแก้ปัญหาฐานะการเงินได้เมื่อไหร่
    ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. เองถึงกับออกมาบอกเลยว่า พบประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของกรรมการและการดำเนินการของ POLAR หลายประเด็น ทัการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP)  การไม่ส่งงบการเงินประจำปี 2559 และไม่จัดประชุมตามที่ผู้ถือหุ้นร้องขอ  จนสั่งต้องสั่งพักการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560  จนท้ายที่สุด  POLAR ต้องประกาศขอเข้าฟื้นฟูกิจการ โดยอ้างว่ามีหนี้สินล้นพ้น และเมื่อ 3 ส.ค.60 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแก่ POLAR หลัง ไม่สามารถส่งสำเนาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการให้เจ้าหนี้ที่มีอยู่ทุกราย ก่อนที่การเคลื่อนไหวล่าสุดของ POLAR  เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 60 ที่ได้แจ่งว่า ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลางแล้ว 
 
อันดับ 6
AJA พระเอกตกยาก

    เจ้าของฉายา "พระเอกตัวจริง" AJA  แม้จะเปลี่ยนชื่อจาก "บริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน)"  เป็น " บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) " และชื่อย่อหลักทรัพย์ จาก AJD เป็น  AJA   แต่การมุ่งเป้าหมายการเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจตู้เติมเงิน  ท่ามกลางการแข่งขันที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้ว ทำให้ไปไม่ถึงฝัน  จนท้ายที่สุดกลับสร้างปัญหา มีหนี้ค้างชำระจากตู้เติมเงิน จนเป็นภาระต้องตั้งสำรองหนี้ -การผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี  นอกจากนี้ AJA ยังมีชื่อเข้าไปเกี่ยวโยงในแวดวงศาสนา กับวัดพระธรรมกาย ทำราคาหุ้นร่วงหนัก แม้จะร่อนหนังสือปฎิเสธความเกี่ยวพัน  แล้วก็ตาม
    ความล้มเหลวของธุรกิจตู้เติมเงิน กับภาระหนี้สินที่หนักหน่วง ฉุดงบ 9 เดือนปี 60 ต้องขาดทุนหนักกว่า 342 ล้านบาท และการนำส่งงบส่งไตรมาส 1/2560 ไม่ทันกำหนด ทำหุ้นถูกแขวน "SP" ยาวตั้งแต่เดือน พ.ค.   บริษัทต้องเร่งปรับโครงสร้างหนี้ธุรกิจในเครือ ทิ้งธุรกิจตู้เติมเงิน ก่อนหันรุกธุรกิจใหม่  ผู้นำเข้า-จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ภายใต้แบรนด์ “BYD”  พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและโรงงานผลิตแบตเตอรี่   ก่อนจะตั้งหลักใหม่ ส่งงบไตรมาส 1-2/60 ทำหุ้นถูกปลด "SP" ในช่วงปลายเดือน ก.ย.   งานนี้คงต้องลุ้นกันอีกรอบว่า โฉมใหม่ของ AJA จะนำไปสู่การเทิร์นอะราวน์ธุรกิจได้อย่างไร เพราะยังมีประเด็นที่ต้องจับตา หลังการเปิดเสรีการค้า FTA จีน-อาเซียน ลดภาษีนำเข้ารถไฟฟ้า จะเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจใหม่นี้อีกหรือไม่

อันดับ 7
สื่อดิจิทัล ถล่มอาณาจักรเนชั่นล่มสลาย 

      ปีนี้เป็นปีที่วงการสื่อต้องเผชิญกับฝันร้าย จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล แม้แต่ สื่อยักษ์ใหญ่ค่ายบางนา บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย (NMG) ยังไม่สามารถต้านกระแสดังกล่าวได้  แม้ก่อนหน้านี้กลุ่มเนชั่นจะประกาศกร้าวเข้าไปร่วมชิงประมูลทีวีดิจิทัล เพื่อเป็นช่องทางต่อยอดทางธุรกิจ  แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา กลายเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่บริษัท จนในที่สุดต้องตัดสินใจขายช่อง NOW26 ออกไป พร้อมกับการทยอยปรับลดพนักงานในเครือ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร 
    ไม่เพียงแต่ตัดสินใจขายช่อง NOW 26 เท่านั้น แต่ยังได้ตัดสินใจขายหุ้นในอีกหลายธุรกิจ เพื่อเป็นการปรับโครงสร้างภายใน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเนชั่น , ธุรกิจโรงพิมพ์ และธุรกิจด้านบริการขนส่ง  รวมถึงขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางส่วนออกไปด้วย รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,403 ล้านบาท โดยมีกำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติในวันที่ 28 ก.พ.2561 
     ทั้งหมดนี้ก็น่าจะเป็นการประคับประคองให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป โดยผลประกอบการ NMG ปีที่ผ่านมาขาดทุน 1.1 พันล้านบาท ปีนี้ 9 เดือนแรกขาดทุน 2.1 พันล้านบาท ก็ต้องจับตากันว่า สื่อยักษ์ใหญ่ค่ายบางนา จะเดินหมากเกมอย่างไรต่อเพื่อพลิกฟื้นสถานะให้ผลประกอบการมีกำไร และกลับมาเป็นเจ้าพ่อสื่ออันดับต้นของเมืองไทยได้อีกครั้งหรือไม่ 

อันดับ 8 
PACE เร่ขายสินทรัพย์ถม "มหานคร"

    เป็นปีแห่งวิบากกรรมของ PACE จากการประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว มูลเหตุจากบิ๊กโปรเจ็กต์ระดับ Luxury  ทั้ง โครงการมหานครที่ก่อสร้างล่าช้ากว่าแผน ทำให้ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าตามเป้า และโครงการมหาสมุทร ที่ขายออกไม่หมด ทำให้บริษัทต้องวิ่งระดมทุนจนสามารถปิดดีลดึงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ "อพอลโล โกลบอล แมเนจเมนท์"   และ "โกลด์แมน แซ็คส์"  ร่วมลงทุนในโครงการมหานคร ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 8.4 พันล้านบาท  แม้จะส่งผลให้งบไตรมาส 2/2560 พลิกเป็นกำไร 4.7 พันล้านบาท  แต่กลายเป็นว่าผู้สอบบัญชีกลับไม่ให้ความเห็นต่องบ และไม่สรุปผลการสอบทานรายงานประเมินมูลค่ายุติธรรมการลงทุนในโครงการมหานคร เพราะเป็นการคาดการณ์ตัวเลขในอนาคต โดยที่ PACE กลับนำผลประเมินบันทึกเงินลงทุน 8,231 ล้านบาท และรับรู้ผลกำไรจากการสูญเสียอำนาจควบคุมในบริษัทย่อย  8,857 ล้านบาท บุ๊คเป็นกำไรทันที 
     อีกหนึ่งปมที่สร้างความเคลือบแคลง คือการพบเงื่อนไขการร่วมทุนที่มีภาระผูกพันในการซื้อหุ้นบุริมสิทธิคืนจากคู่สัญญาและผลกระทบต่อภาระหนี้สินของบริษัท หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไข จะสร้างภาระหนี้สินเพิ่มอีกกว่า 3 พันล้านบาท ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ ก.ล.ต.สั่้งให้ชี้แจงการประเมินมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุน ซึ่ง PACE ได้ขอเลื่อนการส่งคำชี้แจงมาตลอดล่าสุดขอเป็นภายใน 15 ม.ค.61
    ส่วนปัญหาสภาพคล่องที่ยังตึงตัวหนัก ทำให้บริษัทต้องหันมาขายทรัพย์สินที่มีอยู่  โดยทำ MOU กับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI  ขายโครงการ "นิมิต หลังสวน" และห้องชุดโครงการมหานคร   ส่วนการขายสิทธิในธุรกิจคาเฟ่ ร้านอาหารกลับยังไม่เห็นความชัดเจนถึงผู้ซื้อ  แต่ที่แน่ชัดคือการประกาศระดมทุนอีกครั้ง โดยเพิ่มทุนอีก 1.3 หมื่นล้านหุ้น  ขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม อัตรา 1:2 ในราคา 0.50 บาท พร้อมพ่วงแจกวอร์แรนต์ 2 ชุด  และยังขายหุ้นเพิ่มทุนให้นักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) อีก 1,500 ล้านหุ้น  ในราคาต่ำกว่าพาร์ หวังนำเงินใช้หนี้   

อันดับ 9
ส่งออกฟื้น ดันจีดีพีกระฉูดสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง  
  
    ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคในปี 2560 ถือเป็นปีที่สดใสกว่าที่มุกสำนักคาดการณ์ สะท้อนออกมาจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทุกไตรมาส จนมาถึงในไตรมาส 3/2560 ที่จีดีพีปรับตัวขึ้นมาสูงสุดรอบ 4 ปีครึ่ง หรือโตถึง 4.3% เป็นผลมาจากภาคการส่งออกของไทยที่กลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในปีนี้ หลังจากที่ช่วงไตรมาส 2/25560 เป็นต้นมาภาคส่งออกของไทยเติบโตระดับตัวเลข 2 หลัก ก่อนจะมำระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี ในเดือนพ.ย.2560 ที่โตถึง 13.4% 
    การส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นถือเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อมารวมกับเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของไทยตัวอื่นๆ ทั้งภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯ รวมถึงนโยบายกระตุ้นราคาสินค้าเกษตรและการใช้จ่ายของประชาชนช่วงปลายปี นั่นยิ่งทำให้หลายฝ่ายต่างปรับเพิ่มประมาณตัวเลขจีดีพีในปีนี้ และปี 2561 กันถ้วนหน้า 
    โดยทางสภาพัฒน์เองได้ปรับเพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้เป็นโต 3.9% จากเดิมที่ 3.7% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับธนาคารแห่งประเทศไทย  ส่วนจีดีพี ปี 2561 คาดจะเติบโต 3.6-4.6% ขณะที่ตัวเลขส่งออกเอง กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าในปีนี้จะโตได้ถึง 10% ส่วนปี 61 คาดว่าจะโตอยู่ประมาณ 6-7% แต่ต้องอย่าลืมว่า ในปี 2561 แต่ละสถาบันยังไม่ได้รวมปัจจยเรื่องการเมืองเข้าไปในประมาณการ ซึ่งหากในปี 2561 มีการเลือกตั้งตามโรดแมพที่รัฐบาลตั้งไว้ จีดีพี และตัวเลขส่งออกช่วงปลายปีของไทย อาจจะออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินก็เป็นได้           
 
อันดับ10
"บิตคอยน์" เหรียญ 2 ด้านในโลกเงินดิจิทัล  

    สกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางตลอดปีที่ผ่านมา นั่นเป็นเพราะกระแสของสกุลเงินที่ชื่อว่า บิตคอยน์ (Bitcoin) ที่สร้างความฮือฮาในวงการด้วยการปรับตัวขึ้นไปถึงระดับกว่า 19,000 ดอลลาร์/1 บิตคอยน์ (ประมาณ 6 แสนบาท) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากที่ต้นปีมูลค่าของบิตคอยน์อยู่ที่ประมาณ 1,000 ดอลลาร์/1 บิตคอยน์ นั่นเท่ากับว่าในปี 2560 ที่ผ่านมา บิตคอยน์สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากสุดถึง 1,800%  ปัจจัยที่ทำให้บิตคอยน์ได้รับความนิยมอย่างมาในช่วงครึ่งปีหลัง มีขึ้นหลังจากCME Group บริษัทตลาดอนุพันธ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ  ประกาศว่าเตรียมจะออก Bitcoin Futures นั่นยิ่งตอกย้ำว่า วงการตลาดทุนโลกเริ่มให้การยอมรับสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้น    
    แม้ว่ากระแสการของบิตคอยน์จะสร้างปรากฎการณ์ให้ตลาดทุนหันมาสนใจกระแสเงินดิจิทัลก็ตาม แต่ก็ยังมีหลายฝ่ายที่ยังไม่เห็นด้วยกับสกุลเงินดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเป็นสกุลเงินที่จับต้องไม่ได้ และมองว่าเป็นเพียงการปั่นกระแสราคาเหมือนกับยุคกระแสคลั่งและปั่นราคาดอกทิวลิปในปี 1637  อย่างเช่น ประเทศจีนเริ่มมองว่าบิตคอยน์เป็นเครื่องมือการฟอกเงินของอาชญากรรม จึงสั่งยุติธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่าสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงสูง และอาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ และยังไม่ยอมรับให้สกุลเงินดิจิทัลทั้งหลายเป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย 
    ในปี 2561 นี้ต้องยอมรับว่ากระแสเงินดิจิทัลจะยังร้อนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณแน่นอน เนื่องจากหลายสถาบันการเงินชั้นนำเริ่มหันมาให้ความสนใจการทำธุรกรรมดังกล่าวมากขึ้น แม้แต่กระทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ยังคงคัดค้านสกุลเงินดังกล่าวแบบหัวชนฝาในช่วงแรก แต่ก็เริ่มมีกระแสข่าวว่าทางกระทรวงการคลัง และธปท.เองเริ่มหันมาศึกษาความเป็นไปได้ของเงินดิจิทัลมากขึ้น แต่ในเบื้องต้นยังเป็นการศึกษาเพื่อให้ความรู้และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับนักลงทุน มากกว่าการเปิดเสรีให้บิตคอยน์มีตัวตนขึ้นมาในประเทศไทย           

*** หุ้น 10 อันดับ ที่พุ่งแรงสุดประจำปี 2560       
    สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย สแกนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงสุด 10 อันดับประจำปีนี้ (สิ้นสุด 28 ธ.ค.60)  มีดังนี้
1. RS ราคาเพิ่มขึ้น 258.97% มีค่า P/E อยู่ที่ 169.44 เท่า  
2. ORI ราคาเพิ่มขึ้น 237.74% มีค่า P/E อยู่ที่ 24.43 เท่า  
3. BFIT ราคาเพิ่มขึ้น 217.86% มีค่า P/E อยู่ที่ 39.53เท่า  
4. ASIAN ราคาเพิ่มขึ้น 216.65% มีค่า P/E อยู่ที่ 11.80 เท่า 
5. ECL ราคาเพิ่มขึ้น 143.21% มีค่า P/E อยู่ที่ 30.19 เท่า
6. AMATA ราคาเพิ่มขึ้น 121.74% มีค่า P/E อยู่ที่ 14.811 เท่า
7. SYNEX ราคาเพิ่มขึ้น 116.78% ม่ค่า P/E อยู่ที่ 20.66 เท่า 
8. AH ราคาเพิ่มขึ้น 115.63% มีค่า P/E อยู่ที่ 11.81 เท่า
9. COL ราคาเพิ่มขึ้น 110.94% มีค่า P/E อยู่ที่ 48.01 เท่า
10. TCB ราคาเพิ่มขึ้น 107.84% มีค่า P/E อยู่ที่ 5.54 เท่า
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด