ข่าวนี้ที่ 1

| 29 ธันวาคม 2559 | 17:05

10 ข่าวเด่น ประจำปี 2559

 ปี 2559  เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ท่ามกลางความผันผวน ทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ  เป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการค้า การลงทุน และแม้แต่การใช้จ่ายประชาชน  ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะที่มีแรงกระเพื่อมไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนที่ต้องประคองตัว เพื่อรับความเสี่ยงให้ได้น้อยที่สุด และเช่นเดียวกับทุกๆ ปี ทีมข่าว "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์" ได้รวบรวม 10 ข่าวเด่นในรอบปี 59  พร้อมกับข้อมูลและเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนและแวดวงตลาดเงิน-ตลาดทุน  รวมไปถึงดีลการซื้อกิจการขนาดใหญ่หลายราย  และวอลุ่มเทรดของตลาดหุ้นไทยทุบสถิติใหม่เป็นประวัติการณ์


*** อันดับ 1 JAS สุดยอดหุ้นแซ่บแห่งปี 
    สุดยอดหุ้นแซ่บแห่งปี คงต้องยกให้ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)  หรือ JAS ภายใต้การกุมบังเหียนของ "พิชญ์ โพธารามิก" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ "อดิศัย โพธารามิก" 
     ไล่เรียงเกมหุ้น JAS เริ่มตั้งแต่การทิ้งใบประมูล 4G ที่ได้มาตั้งแต่ปลายปี 2558 โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนมาใช้จ่ายค่าใบอนุญาตได้ตามกำหนด แต่แทนที่จะเป็นข่าวร้าย กลับกลายเป็นแรงบวกสำคัญที่ทำให้หุ้น JAS วิ่งยาวตลอดทั้งปี เพราะโดยพื้นฐานของ JAS ในธุรกิจอินเทอร์เนตบอร์ดแบรนด์ ถือว่าดีอยู่แล้ว และยังไม่ต้องลงทุนขนาดใหญ่กับโครงข่าย 4G ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นการลงทุนที่ “เกินตัว” 
    อีกทั้งหลังเบี้ยวจ่ายไลเซ่นส์ 4G "พิชญ์" ก็จัดหนัก จัดเต็มให้กับผู้หุ้น JAS ด้วยการดึงกำไรสะสมมาจ่ายปันผลระหว่างกาลอีกหุ้นละ 0.15 บาท หลังจากต้นปีเพิ่งปันผลไป 0.30 บาท และควักเงินซื้อหุ้นคืนอีก 6 พันล้านบาท หลังจากนั้นไม่นานก็ประกาศทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์หุ้นทั้งหมด ด้วยเงินส่วนตัวที่ได้วงเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ที่ราคา 7.25 บาท ส่งผลให้ราคาหุ้น JAS ทำ All Time High ถึง 10.20 บาท เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 59 ส่วนในปี 2560 ยังคงต้องติดตามใกล้ชิดว่า JAS จะมีเซอร์ไพร้ส์อะไรมาฝากผู้ถือหุ้นอีก 


*** อันดับ 2 วอลุ่มแสนล้านทุบสถิติ
    ตลาดหุ้นไทยปีนี้ได้สร้างสถิติใหม่สำคัญด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน พุ่งทะลุ 1.3 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 59 สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  โดยวันดังกล่าวดัชนีฯ มีความผันผวนอย่างมาก เปิดตลาดช่วงเช้าที่ 1,432.42 จุด ช่วงบ่ายปรับตัวลงแรงถึง 90 จุด ดัชนีฯ ลงไปต่ำสุด 1,343.13 จุด ก่อนจะรีบาวน์ด้วยความรวดเร็ว ปิดตลาดที่ 1,406.18 จุด มูลค่าการซื้อขายรวมสุทธิ 130,035.02 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักมาจากปัจจัยในประเทศ
    กลุ่มนักลงทุนที่ขายมากที่สุดในวันนั้น คือบัญชีโบรกเกอร์ 3,023.47 ล้านบาท ตามด้วยนักลงทุนสถาบันที่ 1,221.54 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติที่ 411.36 ล้านบาท มีเพียงนักลงทุนทั่วไปเท่านั้นที่ซื้อสุทธิระดับ 4,656.37 ล้านบาท
    ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 3 วันติดต่อกัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 10 ต.ค.-วันพุธที่ 12 ต.ค. จากดัชนีฯ ที่ระดับ 1,504.34 จุด เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ต.ค.59 กดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market cap) หายไปถึง 9.55 ล้านบาท
    อย่างไรก็ตาม หากนับทั้งปี 59 ตลาดหุ้นไทยปีนี้สร้างผลตอบแทนถึง 18% สูงสุดในอาเซียน และมีสภาพคล่องสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท 

***อันดับ 3 สุดเข้มพ.ร.บ.หลักทรัพย์เวอร์ชั่นปี 59
    นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 59  ได้แก้ไขจุดสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ (market misconduct) และ 2. มาตรการลงโทษทางแพ่ง (civil penalty)
    สำหรับการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องแรก เกี่ยวกับ market misconduct นั้น ได้กำหนดลักษณะความผิดให้ชัดเจนและครอบคลุม  4 กลุ่มความผิด ได้แก่     กลุ่มที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล เผยแพร่ข้อมูลเท็จ รวมถึงการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน    กลุ่มที่ 2 เป็นความผิดเกี่ยวกับการเอาเปรียบผู้ลงทุนรายอื่น โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลตนรู้มา โดยกฎหมายจะ สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลวงใน เช่น กรรมการผู้บริหาร ที่ซื้อขายหุ้นในช่วงที่มีข้อมูลสำคัญและยังไม่เปิดเผย ถือว่าเป็นผู้ซื้อขายที่รู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน กฎหมายยังครอบคลุมถึงบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจัดการกองทุน รวมทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว นำข้อมูลคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของลูกค้าไปใช้ประโยชน์โดยการซื้อขายหลักทรัพย์ตัดหน้าลูกค้า (front running)
    สำหรับความผิดในกลุ่มที่ 3 เป็นความผิดเกี่ยวกับการสร้างราคาหลักทรัพย์  และกลุ่มที่ 4 เป็นกฎหมายที่ดูแลความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ โดยกำหนดให้การส่งคำสั่งซื้อขายที่อาจจะเป็นเหตุให้ระบบการซื้อขายดังกล่าวสะดุดหรือหยุดชะงักลงเป็นความผิด
    ในเรื่องที่ 2 เกี่ยวกับการเพิ่มมาตรการลงโทษทางแพ่ง (civil penalty) เมื่อ ก.ล.ต. เห็นควรใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง จะเสนอคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบังคับใช้กฎหมาย และด้านตลาดเงินตลาดทุน ได้แก่ อัยการสูงสุด (เป็นประธาน) ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขาธิการ ก.ล.ต. อย่างไรก็ดีหากผู้กระทำผิดยินยอมและชำระเงินครบถ้วนตามบันทึกการยินยอม คดีจะสิ้นสุดลงทั้งในส่วนมาตรการลงโทษทางแพ่งและทางอาญา แต่หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมชำระเงิน สำนักงานจะดำเนินการฟ้องผู้กระทำความผิดต่อศาลแพ่งต่อไป

*** อันดับ 4 เสี่ยเจริญ ซื้อ BIGC 
    ต้นปี59  ที่ผ่านมาวงการธุรกิจห้างค้าปลีกต้องให้ความสนใจข่าวนี้ หลัง "เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี" เจ้าพ่อน้ำเมา จาก TCC GROUP ประกาศซื้อหุ้นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในไทยอย่าง บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) สัดส่วน 58% ด้วยเงินลงทุนสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท เป็นดีลที่ถือว่าใหญ่รองจากดีลที่ CPALL ซื้อ MAKRO เมื่อหลายปีก่อน !!...โดย TCC GROUP ส่งบริษัทในเครือเข้าซื้อหุ้นแทน คือ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ผู้ผลิต สินค้าและบริการที่ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และช่วงแรกกู้เงินระยะสั้นจากธนาคาร ก่อนที่อีก 2 เดือนต่อมา BJC ประกาศเพิ่มทุนขายผู้ถือหุ้นเดิมเพื่อระดมเงินมาคืนหนี้ที่กู้แบงก์มาซื้อบิ๊กซี 
     ดังนั้น ตั้งแต่ปี60 เป็นต้นไปจะเป็นปีแรกที่ BJC จะรับรู้รายได้และกำไรเต็มปีจากการถือหุ้น BIGC ต้องติดตามว่า อนาคตของ BJC หลังรวมงบบิ๊กซีเข้ามาจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเพียงใด เพราะภาระดอกเบี้ยก็น่าจะลดลงจากการได้เงินเพิ่มทุนไปชำระหนี้แบงก์ รวมถึงอีกส่วนหนึ่งก็ระดมเงินมาจากการออกหุ้นกู้ ซึ่งตามแผนจะออกหุ้นกู้ทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท ตอนนี้ก็ทยอยออกในหลายคราว
    แต่ที่น่าสนใจและต้องจับตา คือ การเข้าซื้อหุ้นบิ๊กซี ในครั้งนี้ เป็นการก้าวเข้าสู่อาณาจักร "ค้าปลีก"ของ "เสี่ยเจริญ" ซึ่งปัจจุบันก็มีความมั่งคั่งอยู่แล้วจากการมีอาณาจักรธุรกิจที่หลากหลายที่เรารู้จักกันดีในไทยและต่างประเทศ เช่นเครื่องดื่มเบียร์ช้าง เครื่องดื่มโออิชิ  อาคเนย์ประกันชีวิต  บ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้  และ BJC เป็นต้น 
     
*** อันดับ 5  คิงเพาเวอร์ ฮุบ AAV
    กลางปี59 อุตสาหกรรมการบินต้องสั่นสะเทือน หลัง "นายวิชัย ศรีวัฒนประภา"ประธานกรมการ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์  ประกาศซื้อหุ้น บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV)เจ้าของสายการบินไทยแอร์เอเชียในสัดส่วน  39% จากครอบครัว "แบเลเว็ลด์" ราคาหุ้นละ 4.20 บาท รวมมูลค่า 7.9 พันล้านบาท หลังประกาศดีลนี้ตามมาด้วยคำถามมากมายจากนักลงทุน โดยเฉพาะประเด็นการซื้อในราคาที่ต่ำว่าบุ๊คแวลูที่ 4.36 บาท และต่ำกว่าราคากระดานตอนนั้นที่ 5-6 บาท  แต่ทั้งฝ่ายผู้ซื้อ-ผู้ขาย ยืนยันเป็นราคาที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย 
    ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ คลางแคลงใจว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมา แต่ทาง AAV ปฏิเสธ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปได้ โดยนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AAV ชี้แจงว่า เป็นการซื้อขายส่วนตัวระหว่างตนกับนายวิชัย ไม่เกี่ยวกับบริษัท
    โดยเงื่อนไขการเข้าซื้อ คือ นายธรรศพลฐ์ จะต้องนั่งบริหารต่อไปอีก 5 ปี ซึ่งหลังการซื้อหุ้นครั้งนี้ส่งผล "วิชัย" ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1  ส่วนครอบครัว "แบเลเว็ลด์" เหลือถือราว 5% 
    ประเด็นที่น่าสนใจจากนี้คือ Synergy ที่จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะการรุกตลาดจีน ประกอบกับชื่อเสียงของ "เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์" ที่เป็นตัวการันตีความสำเร็จ..เล็กๆไม่ ใหญ่ๆ ทำ อย่าง "วิชัย" โดยเฉพาะบทพิสูจน์ในธุรกิจสายการบิน จึงต้องติดตามตอนต่อไป

*** อันดับ 6  BDMS ทุ่ม 1.28 หมื่นลบ. เทคฯ "ปาร์คนายเลิศ"  
    ปิดตำนานโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงมายาวนานอย่าง  "ปาร์คนายเลิศ" หลังจาก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ทุ่มเงินถึง 1.28 หมื่นล้านบาท ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการปาร์คนายเลิศ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย   โดยแบ่งเป็นเงินซื้อที่ดินบริเวณโครงการปาร์คนายเลิศประมาณ 15 ไร่ และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมมูลค่าประมาณ 10,800 ล้านบาท  และงบที่ BDMS  จะทำศูนย์สุขภาพอีกประมาณ 2 พันล้านบาท 
    ขณะที่นักวิเคราะห์ ได้ออกมาประเมินว่าดีลนี้จะส่งผลดีต่อ BDMS ในระยะยาว ซึ่งคาดว่า ใช้เวลา 2 ปีจึงจะคุ้มทุนในแง่ EBITDA และใช้เวลา 3 ปี เริ่มมีกำไร และ 7-8 ปี จะคืนทุนในลักษณะ payback payment แต่ทั้งนี้หากจะประเมินในระยะสั้น เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ย่อมกระทบต่อทิศทางผลประกอบการบริษัทอย่างเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับการเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลต่างๆ ของ BDMS ในปี 2559 ที่ผ่านมาอีกหลายแห่ง ยิ่งทำให้จับตาว่าในปี 2560 นี้ BDMS อาจจะมีดีลแบบบิ๊กเซอร์ไพร์สเข้ามาอีก เพื่อปูทางไปสู่การเป็นเบอร์ 1 ในวงการธุรกิจสุขภาพของประเทศก็เป็นได้  

*** อันดับ 7  สงครามทีวีดิจิทัล NEWS-AMARIN-GRAMMY หาคู่กู้วิกฤติ  
     ปีแห่งการปรับตัวของธุรกิจทีวีดิจิทัล   หลังต้องเผชิญภาระขาดทุนอย่างหนักต่อเนื่อง เรียกได้ว่าทำธุรกิจแบบ "เลือดตาแทบกระเด็น"  ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง รายได้ค่าโฆษณาไม่ได้ตามเป้า และต้นทุนมหาศาล  การทำธุรกิจแบบฮึดสู้อย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องมีเงินทุนที่มากเพียงพอด้วย   
    ในที่สุดก็ถึงคราวของการเปลี่ยนแปลงของทีวีดิจิทัลอีกครั้ง เริ่มที่ช่องสปริงส์นิวส์  โดย บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS ประกาศขายหุ้นเพิ่มทุน 6 พันล้านหุ้น ขายให้ PPหาเงินขยายธุรกิจทีวีดิจิทัล พร้อมการซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หวังรุกธุรกิจสื่อครบวงจร พร้อมการจับมือสถานีโทรทัศน์ CNN  จัดหาคอนเท้นท์ และเป็นที่ปรึกษาเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรายงานข่าว 
    ส่วนดีลเซอร์ไพรส์ต้องยกให้ 2 ดีล ส่งท้ายปี  บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)  หรือ AMARIN  ที่งประกาศเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้น ขายให้กลุ่มสิริวัฒนภักดี รวมเป็นเงิน 850 ล้านบาท  หรือการเข้ามาถือหุ้นถึง 47.62%  หวังนำไปเงินใช้ดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัล ชำระหนี้เงินกู้สถาบันการเงิน  และคาดหวังให้กลุ่ม สิริวัฒนภักดี  เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพ การแข่งขันและดำเนินธุรกิจที่โดดเด่นยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับฝั่งอโศก ที่  บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จํากัด (มหาชน) หรือ GRAMMY ก็ต้องยอมถอยทัพ   ภายหลัง บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จํากัด  ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าระหว่าง GRAMMY กับกลุ่มนายถกลเกียรติ วีรวรรณ )   ที่ดูแลช่อง ONE 31 แจ้งการขายหุ้นเพิ่มทุน 19.05 ล้านหุ้น โดยบริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด  ( มีนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) เข้าซื้อหุ้นทั้งหมด ด้วยเม็ดเงิน 1,905 ล้านบาท   นั่นเท่ากับว่ากลุ่มปราสาททองโอสถ  ได้ถือครองช่องทีวีดิจิทัลไปอีก 2 ช่อง จากเดิมมีช่อง PPTV อยู่ในมือมาแล้ว 
    แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น เมื่อหัวหน้า คสช. ประกาศ ใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยขยายระยะเวลาการชำระใบอนุญาตที่ค้างอยู่ 1 งวด ซึ่งต้องชำระภายใน 1 ปี ด้วยการแบ่งออกเป็น 2 งวด ชำระภายใน 2 ปี โดยเสียดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี  ส่วนที่เหลืออีก 3 งวด ก็ให้แบ่งจ่ายไปได้อีก 6 ปี ยืดเวลาจากเดิมอีก 3 ปี ช่วยต่อลมหายใจผู้ประกอบการไปได้อีกระยะ ข่าวที่ออกมาส่งผลให้ราคาหุ้นทีวีดิจทัลดีดตัวรับเรื่องราวดีๆ แม้เป็นแค่ช่วงสั้นๆก็ตาม  แต่ในระยะยาวยังต้องตามกันต่อไป เพราะศึกนี้ใหญ่หลวงนัก ในที่สุดจะเหลือผู้รอดอยู่กี่ราย  

*** อันดับ 8 ตลท.ปรับเกณฑ์รับหุ้นไอพีโอเริ่ม 1 ม.ค. 2560
      ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไท  ตลท.ปรับคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เกณฑ์ที่ปรับ อาทิ กำหนดให้บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนจะต้องมีส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวก ก่อนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) โดยบริษัทที่จะจดทะเบียนใน mai จะต้องมีทุนชำระแล้วและส่วนของผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้กำหนดให้บริษัทมีการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ไม่น้อยกว่า 25% เช่นเดียวกับบริษัทที่เข้าจดทะเบียนใน SET ทั้งนี้ เพื่อให้มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดมากขึ้น    
    รวมทั้งปรับคุณสมบัติของบริษัทที่จะจดทะเบียนด้วยเกณฑ์มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาด (market capitalization) ต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นต้น โดยมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2560 ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบกับบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณารับหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก
    ตลท.ยังกำหนดให้หุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนต้องมีมูลค่าที่ตราไว้ (Par) ขั้นต่ำไม่น้อยกว่าหุ้นละ 0.50 บาท เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ลงทุน อย่างไรก็ดี จะยกเว้นการกำหนดพาร์ขั้นต่ำดังกล่าวสำหรับหุ้นของบจ.ที่มีราคาพาร์ต่ำกว่า 0.50 บาทในปัจจุบัน รวมถึงในบางกรณีที่บจ.มีความจำเป็นในการลดพาร์ให้ต่ำกว่า 0.50 บาท เช่น บริษัทที่มีราคาตลาดไม่น้อยกว่า 100 บาทต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง หรือบริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้าง เป็นต้น โดยการกำหนดพาร์นี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 59 ที่ผ่านมา 

*** อันดับ 9 วิกฤติ NOK ทำขาดทุนหนัก
    ต้องถือเป็นปีแห่งความยากลำบากของสายการบินนกแอร์ หลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนนักบิน และความระส่ำระสายภายในองค์กร  จากจุดเริ่มต้นที่นักบินนกแอร์ประท้วงไม่ยอมทำการบินกระทันหัน ในช่วงวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ส่งผลให้นกแอร์ต้องประกาศยกเลิก 9 เที่ยวบินทันทีกระทบต่อผู้โดยสารกว่าเกือบ 1,500 คน  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งวันต่อมาราคาหุ้น NOK ร่วงทันที 5.5 % 
    ปัญหาหลักคือการขาดแคลนนักบิน ยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง  จึงกลายเป็นปัญหา "น้ำลดตอผุด"  นกแอร์ต้องยกเลิกเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วไว้แล้วขาดความเชื่อมั่นต่อสายการบินนี้ทันที จนนำไปสู่การเกิดวิกฤติศรัทขึ้น ในที่สุดนกแอร์ต้องพึ่งพาพันธมิตรสายการบินอื่นเพื่อโอนย้ายผู้โดยสาร เพื่อลดผลกระทบ  ควบคู่ไปกับการประกาศหานักบินเพิ่ม  ซึ่งผู้บริหารอย่าง พาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ต้องเร่งจัดทัพใหม่ ปรับแผนฟื้นฟูภาพลักษณ์ใหม่  แม้สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้นบ้าง แต่ภายใต้ธุรกิจโลวค์คอสต์แอร์ไลน์ ที่ยังมีการแข่งขันสูง  ผลที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด คือนกแอร์  ขาดทุนหนักเพิ่มขึ้นไปอีกในปีนี้ โดย งวด 9เดือน 59 มีผลประกอบการขาดทุนหนักมากขึ้นถึง  2,110 ล้านบาท จากปี 58  ที่มีผลขาดทุน 726.10 ล้านบาท  
    ล่าสุด NOK ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรใหม่อีกครั้งรับศักราชใหม่ ปี 60  โดยการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.60   ซึ่งคงต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของนกแอร์ จะสามารถฟื้นฟูวิกฤติศรัทธา และฐานะของบริษัทได้มากน้อยอย่างไร  

*** อันดับ 10 Brexit - ทรัมป์ เขย่าตลาดทุนโลก      
    ข่าวต่างประเทศปี 2559 ที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนมากที่สุด คงหนีไม่พ้น การลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit ที่มีขึ้นในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อนการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์นี้ คะแนนเสียงของ 2 ฝั่งสูสีกันมากจนไม่สามารถประเมินผลออกมาได้ชัดเจน ซึ่งหลังจากผลประชามติออกมาอย่างเป็นทางการ ฝั่งที่ต้องการแยกตัวชนะด้วยคะแนน 52% ส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนตอบรับในเชิงลบทันที จากประเด็นการเสียผลประโยชน์ทางการค้าของอังกฤษเป็นสำคัญ  ขณะที่สำนักเศรษฐกิจส่วนใหญ่ประเมินแล้วว่าแรงกระเพื่อมจาก Brexit ครั้งนี้ จะมีอิทธิพลต่อการค้าการลงทุนโลก รวมถึงไทยไปอีกในหลายปีข้างหน้า    
    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องพูดถึง คือ โฉมหน้าว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ นามว่า "โดนัลด์ ทรัมป์"  หลังจากมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ชาวอเมริกันพรรครีพับลิกัน ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 โดยมีคะแนนนำห่าง นางฮิลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต  อย่างขาดลอยด้วยคะแนนเสียง 276 ต่อ 218 แม้หลังจากการเลือกตั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทั่วโลกจะตอบรับอย่างดีเกินคาด  แต่ที่ทั่วโลกยังหวาดหวั่นนั่นคือนโยบายสุดโต่งของทรัมป์  โดยเฉพาะการกีดกันการค้ากับประเทศมหาอำนาจจากจีนอาจจะสร้างผลเสียในระยะยาวหรือไม่  ซึ่งวันที่ 20 มกราคม 2560 ที่จะนายทรัมป์  จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ต้องติดตามว่าจะตอกย้ำนโยบายเดิม หรือมีนโยบายใหม่ออกมาให้ทั่วโลกตื่นตะลึงอีกหรือไม่            

รวมรวมโดย :  สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด