ข่าวนี้ที่ 1

| 29 พฤศจิกายน 2560 | 16:04

TUเดินหน้าซื้อกิจการ-ดันยอดขายแตะ 2.6 แสนลบ.ปี63

 "ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป" ตั้งเป้าทำยอดขายปี 63 โตแตะ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.6 แสนล้านบาท พร้อมหาโอกาสเดินหน้าซื้อกิจการต่อเนื่อง  เป้าหมายหวังเพิ่มกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม หวังดันอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 20% จากปัจจุบั 13-14% เล็งเข้าซื้อหุ้น "เรด ล็อสเตอร์ ซีฟู๊ด" ร้านอาหารซีฟู้ดรายใหญ่ของสหรัฐเพิ่มอีก จากที่ถือปัจจุบัน 25%  ขณะที่วางงบลงทุนปีละ 3,500-4,000 ล้านบาท ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต-ขยายสินค้านวัตกรรม 

***ปี 63 ทำยอดขายแตะ 8  พันล้านเหรียญ
    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU  เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตเท่าตัวแตะ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.6 แสนล้านบาท ในปี 2563 โดยจะมาจากธุรกิจที่มีในปัจจุบันและการลงทุนหรือซื้อกิจการ 
     ขณะที่ปีนี้ ยอมรับว่ายอดขายอาจจะไม่เติบโตจากปี 2559 เพราะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งบริษัทมียอดขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเกือบ 90% แต่มั่นใจว่ากำไรสุทธิจะเติบโตแน่นอน เพราะได้เน้นขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงมากขึ้น ผลกระทบจากค่าเงินจะส่งผลแค่ยอดขายเท่านั้น สะท้อนจาก 9 เดือนแรกปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 4,616.85 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 4,352.30 ล้านบาท ขณะที่รายได้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
     “ปีนี้ยอดขายอาจจะไม่โต หรือถ้าโตก็แค่ 1-2% เพราะเรารับเงินเป็นดอลลาร์ ซึ่งบาทแข็งค่า จึงได้รับผลกระทบเมื่อแปลงสกุลเป็นบาท”

***เดินหน้าซื้อกิจการหนุนการเติบโต
     นายธีรพงศ์ กล่าวว่า แผนการเข้าลงทุนหรือซื้อกิจการบริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า และมีขนาดการลงทุนไม่เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
    นอกจากนี้อยู่ระหว่างศึกษาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มใน “เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด" ผู้ประกอบการร้านอาหารซีฟู๊ดรายใหญ่ของสหรัฐฯ จากปัจจุบันถืออยู่สัดส่วน 25%
     “ถามว่ายอดขายเราจะโตเท่าตัวได้อย่างไร ก็จะมาจาก Organic growth ซึ่งเราคาดว่าจะผลักดันยอดขายได้ระดับ 8,000 ล้านเหรียญใน 3 ปีจากนี้ ส่วน Inorganic growth ก็มองหาอย่างต่อเนื่อง แต่ไซส์คงจะไม่ใหญ่มากเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ที่จริงเราเน้นการสร้างมาร์จิ้นมากกว่า เพราะยอดขายหากเราซื้อ Red Lobster เพิ่มอีกสัก 2-3% ก็สามารถรวมงบเข้ามาได้แล้ว โดย Red Lobster มียอดขายถึง 2,500 ล้านเหรียญต่อปี ตอนนี้ก็ศึกษาอยู่ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะถ้ามาเพิ่มแค่ยอดขายแต่กำไรไม่โตก็ไม่มีประโยชน์”

*** ตั้งงบลงทุน 3.5-4 พันลบ./ปี    
    TU  ได้ตั้งงบลงทุนปีละ 3,500-4,000 ล้านบาท  ไม่นับรวมงบซื้อกิจการ สำหรับพัฒนาสินค่ามูลค่าสูง สินค้านวัตกรรม และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้แตะระดับ 20% ในปี 63 จากปีนี้คาดทำได้ 13-14%
     “เราเพิ่งเริ่มนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ โดยช่วงแรกเป็นการประยุกต์เข้ากับกลุ่มสินค้าเดิมเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้มาร์จิ้นดีขึ้น ซึ่งเรามีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ แตะระดับ 10% ในปี 63”
    สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้

***โบรกฯ  มองปี 61 ท้าทายหลังต้นทุนทูน่ายังสูง
    บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า ต้นทุนราคาปลาทูน่าที่ยังคงยืนในระดับสูงต่อเนื่องจะยังคงเป็นปัจจัยที่ท้าทายสำหรับ TU ในปี 61 แต่เชื่อว่ามาร์จิ้นธุรกิจปลาทูน่าของบริษัทมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวระดับหนึ่งจากการปรับราคาขายกับลูกค้าในประเทศอียูซึ่งจะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 2/61 เป็นต้นไป   ขณะที่ธุรกิจแซลมอล คาดถึงจุดคุ้มทุน ในปี 2561 เนื่องจากต้นทุนราคาปลาแซลมอนที่ปรับตัวลดลงและการปรับราคาขายกับลูกค้าที่ถี่มากขึ้น TU ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นกลุ่มอาหารที่ ชื่นชอบเป็นอันดับแรกสำหรับการลงทุนในปี 61 ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากมาร์จิ้นของธุรกิจปลาทูน่าที่จะเริ่มฟื้นตัว  การถึงจุดคุ้มทุนเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจแซลมอน และปัจจัยหนุนระยะยาวจากรายได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งแก่ น้ำมันปลาทูน่า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ครึ่งหลังของ 61 เป็นต้นไป และการออก
ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปในประเทศจีนซึ่งคาดว่าจะเริ่มในช่วงปลายปี 
    ส่วนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ TU ในยุโรป และการปิดออฟฟิซที่ซานดิเอโก้ และการหันมาแชร์ออฟฟิศร่วมกันที่ลอสแอนเจลิสเป็นตัวอย่างแนวทางของโครงการริเริ่มลดต้นทุนการดำเนินงาน TU จะมุ่งเน้นโครงการที่เน้นสร้างผลผลิตสำหรับหน่วยงานหรือโรงงานที่มีผลการดำเนินงานที่แย่กว่ากลุ่ม รวมถึงบริหารให้ความสำคัญต่องบลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตเท่านั้น และจัดการส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนให้ฟื้นตัวในทุกๆ หน่วยธุรกิจภายในปี 61
    ด้าน บล.ฟิลลิป คาดปี  61 การดำเนินงานปกติจะฟื้นตัวโดดเด่น  ผู้บริหารคาดแนวโน้มราคาวัตถุดิบทั้งทูน่า, แซลมอนยังอยู่ในระดับสูง แต่การปรับราคาขายจากราคาที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการปรับราคาขายในฝรั่งเศสซึ่งปกติมีการปรับราคาปีละครั้งในช่วงต้นปีจะทำให้การดำเนินงานดีขึ้น ตามลำดับ อีกทั้งจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรทั้งจาก Red Lobster และการดำเนินงานในอินเดีย (Avanti) ดีขึ้น แต่คาดอาจไม่ได้ผลบวกจากอัตรภาษีจ่ายที่ต่ำอย่างปีที่ผ่านมา ทางฝ่ายประมาณการยอดขาย 139,121 ลบ. +3% y-y และการดำเนินงานที่ดีขึ้นจะช่วยให้ margin ดีขึ้น รวมถึงแผนการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มีประสิทธิภาพ ประมาณการกำไรสุทธิ 5,965 ลบ. +4% y-y 
    คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 21.30 บาท: คาดเห็นการดำเนินงานปกติกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นอีกครั้ง คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 21.30 บาท
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด