ข่าวนี้ที่ 1

| 29 กันยายน 2560 | 17:05

หุ้นไทยเดือนต.ค.ผันผวนหนัก ลุ้น LTF-RMF ดันดัชนี

     โบรกฯ มองหุ้นไทยเดือน ต.ค.นี้ เริ่มผันผวน หลังพุ่งแรงมาตลอดเดือนก.ย. ชี้เงินนอกเริ่มไหลออกระยะสั้น หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดบ.อีกหนึ่งครั้งปลายปีนี้ แต่มองระยะยาวศก.ไทยที่ฟื้นอย่างแข็งแกร่ง ยังเรียกเงินนอกกลับมาในหุ้นและบอนด์ได้ต่อเนื่อง ส่วนในประเทศยังมีเม็ดเงิน LTF-RMF ช่วยตลาดอีก 3.7 หมื่นลบ.  มองกรอบทั้งเดือน 1,620-1,700 จุด ชี้หุ้นกลุ่มอิเล็กฯ-อาหาร-เกษตร-แบงก์-พลังงาน ยังน่าสนใจ 
 
*** SET ปิดเดือนก.ย. 1,673 จุด  
      ในเดือนกันยายนนี้ ตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวขึ้นมายืน เหนือ 1,600 จุดได้ และยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเริ่มมาพักฐานในช่วงสัปดาห์ที่ 3-4  ด้านของอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET ในเดือนก.ย. สามารถให้อัตราผลตอบแทนได้ถึง 3.35% โดยปรับตัวขึ้นจาก 1,616.16 จุด ไปทำจุดสูงสุดที่ 1,678.23 จุด (เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 60 ) 
     โดยวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.60) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,673.16 จุด เพิ่มขึ้น 6.80 จุด หรือ 0.41% มีมูลค่าการซื้อขาย 57,037.24 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 1,842.20 ล้านบาท   บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 273.92 ล้านบาท   นักลงทุนต่างชาติ  ขายสุทธิ 301.37 ล้านบาท  นักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 1,266.92 ล้านบาท       
 
*** ดอลล์แข็งค่า - เงินนอกไหลออก ทำหุ้นเดือนต.ค.ชะลอตัว  
    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคมนี้ มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงได้บ้าง หลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเดือนกันยายน เนื่องจากประเมินว่ากระแสเม็ดเงินต่างชาติที่เคยไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากจะชะลอลง จากการคาดการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า กดดันให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินภูมิภาคเอเชียมีทิศทางที่อ่อนค่าลง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ยังไม่ได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นตาม
    ทั้งนี้สัญญาณการแข็งค่าของดอลลาร์เกิดจาก ความคืบหน้าของมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐ (Tax reform) ที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรายละเอียดออกมาแล้ว โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ 35% และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดลงสู่ระดับ 35% จากปัจจุบันที่ 39.6%
    รวมไปถึงภาษีเงินโอนกลับเข้าประเทศทั้งในส่วนของกำไรและเงินปันผล สำหรับธุรกิจที่ตั้งถิ่นฐานนอกสหรัฐ จากเดิมที่ตั้งกำแพงภาษีไว้สูง จะมีการปรับลดลงมา ซึ่งจะจูงใจให้บริษัทข้ามชาติขนเงินกลับประเทศมากขึ้น  จึงมีโอกาสที่เม็ดเงินฟันด์โฟลว์จะไหลกลับสู่สหรัฐ โดยในเดือนตุลาคมนี้จะเริ่มมีการรับฟังความคิดเห็นในสภาล่างของสหรัฐเกี่ยวกับประเด็นปฏิรูปภาษีดังกล่าว ซึ่งคงต้องรอดูว่าทางสภาคองเกรสจะใช้เวลาในการพิจารณารวดเร็วแค่ไหน
     ขณะเดียวกันในส่วนนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะมีการเริ่มต้นของกระบวนการลดขนาดงบดุลลงในเดือนตุลาคมนี้ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะเกิดขึ้นเพียงเดือนละ 10,000 ล้านเหรียญฯ แต่จากระดับที่จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในปีหน้า น่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond yield)  ค่อยๆไต่ระดับขึ้นได้ในช่วงถัดไป จนทำให้สินทรัพย์ของประเทศเกิดใหม่มีความน่าสนใจลดลงโดยเปรียบเทียบ

*** ยังมี  LTF-RMF ช่วยตลาดอีก 3.7 หมื่นลบ. 
    นายณัฐชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า  อีกหนึ่งสัญญาณความเสี่ยงต่อดัชนีหุ้นไทย คือ การเริ่มขายสุทธิของ นักลงทุนพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์  (Prop trade) หลังจากซื้อสุทธิขึ้นมาก่อนหน้านี้ถึง 13,000 ล้านบาท ซึ่งจากการศึกษาสถิติย้อนหลังพบว่า การเริ่มขายสุทธิของนักลงทุนกลุ่มนี้หลังจากที่ซื้อติดต่อกันมาในระดับ 10,000 ล้านบาท มักทำให้ ดัชนีหุ้นไทย ปรับตัวลงในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังจากนั้นราว 1-2%
    อย่างไรก็ดีมองว่า ตลาดหุ้นไทย จะปรับตัวลดลงไม่มาก เนื่องจาก ยังมีปัจจัยบวกจากตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ราคาโภคภัณฑ์สามารถยืนอยู่ในระดับสูงได้ เป็นบวกต่อกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงในตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ยังมีประเด็นจากเม็ดเงิน LTF-RMF ที่คาดว่าเตรียมไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งประเมินว่าจะอยู่ที่ระดับ 37,000 ล้านบาท อีกทั้งตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินที่โยกย้ายมาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ จากกรณีพิพาทระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐที่เกิดขึ้น โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่เกิดการสู้รบขึ้นจริง

*** มองกรอบทั้งเดือน 1,620-1690 จุด แนะหุ้นส่งออก     
    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้นแนะนำถือเงินสดในระดับสูงกว่าปกติ แต่หากจะต้องลงทุนให้มองกรอบ 1,620-1,690 จุด เน้นกลุ่มส่งออกซึ่งได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าและยังเป็นกลุ่มที่ยังปรับตัวแพ้ตลาดนับตั้งแต่ต้นปี จึงมีความปลอดภัย สามารถถือลงทุนได้ต่อไป อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร ธุรกิจการเกษตร นอกจากนั้น นักลงทุนยังอาจโฟกัสการลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจในสหรัฐ ซึ่งจะได้ประโยชน์หากสภาสหรัฐผลักดันการลดภาษีนิติบุคคลเป็นผลสำเร็จ แนะนำ “ซื้อ” IVL ราคาเป้าหมาย 47.5 บาท และ TU ราคาเป้าหมาย 24 บาท

*** ชี้เฟดขึ้นดบ.ปลายปีไม่น่าห่วง เหตุตลาดรับรู้ไปแล้ว  
     นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยู โอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) หรือ UOBKH เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยไตรมาส 4/2560 ดัชนีมีทิศทาง Sideway Up มีโอกาสแตะ 1,700 จุด จากปัจจัยบวกด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ออกมาดีเกินคาด จากภาคการส่งออกฟื้นตัว และคาดว่ากำลังซื้อรวมถึงการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้ดีช่วงปลายปี
    โดยกระแสเงินทุนต่างชาติเชื่อว่าจะไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทยที่มีมากขึ้นส่วนประเด็นที่ต้องติดตามคือการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ที่ส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอีก 1 ครั้งช่วงปลายปี แต่คาดว่าตลาดรับรู้ไปมากแล้ว จึงจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก
    แนะนำนักลงทุนสามารถลงทุนหุ้นที่อ้างอิงกับปัจจัยในประเทศ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่คาดว่าจะเติบโตตามเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งประเมินว่าราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่แพง เมื่อเทียบกับดัชนี

*** หุ้นอิเล็กฯ - แบงก์ - พลังงาน ยังน่าสนใจ     
    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก  และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.5%
 ส่วนปี 2561 คาดโตต่อเนื่องอีกประมาณ 3.6%  ส่วนปัจจัยลบ  มาจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ  
             ทั้งนี้ประเมินว่า SET จะผันผวนในกรอบ 1,660-1,690 จุด แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ - ธนาคาร- พลังงานและปิโตรเคมี ได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และคาดการณ์กำไรไตรมาส 3/2560 เติบโตดีขึ้น

*** ศก.ไทยฟื้น ยังเรียกเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับได้  
    บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด  มองตลาดหุ้นในเดือนตุลาคมมีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้น หากดูจากสถิติย้อนหลัง 5 ปีล่าสุด ของ SET นั้น ตลาดหุ้นไทยสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 1.45% ทำให้มีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มหุ้นไทยในเดือนตุลาคมนี้ว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ต่อ หลังจากพักฐานไปแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยมีแนวต้านที่ 1,680 / 1,700 จุด และแนวรับที่ 1,660 / 1,640 จุด 
    ด้านประเด็นสำคัญที่น่าติดตาม คือท่าทีเข้มงวดทางนโยบายการเงินขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)  ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะมีท่าทีการผ่อนคลายทางการเงินต่อ  ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ที่จะยังมีให้เห็นต่อไปเป็น ระลอกๆ โดยจะมีสาเหตุจากท่าทียั่วยุกันของทั้ง 2 ฝ่าย 
              ฟากปัจจัยในประเทศ ที่ตัวเลข GDP - ส่งออก ออกมาดี ส่งผลให้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของไทยดูชัดเจนมากขึ้น โดยเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุนในไทย พร้อมกับเม็ดเงินจาก LTF ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของกองทุนรวม  โดยกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ที่สุดคงหนีไม่พ้นหุ้นในกลุ่ม Blue Chip - Big Cap ต่อหลังจากพักตัวไปเมื่อกลางเดือนกันยายน  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด