ข่าวนี้ที่ 1

| 29 สิงหาคม 2560 | 17:05

SET พุ่งกระฉูดทะลุ 1,600 จุด นิวไฮในรอบ 2 ปีครึ่ง

       ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดทะลุ 1,600 จุด พร้อมทำนิวไฮในรอบ 2 ปีครึ่ง  มูลค่าการซื้อขายกว่า 9.5 หมื่นลบ.สูงสุดในรอบ 10 เดือน ต่างชาติซื้อเกือบ 5 พันลบ.  กูรูชี้ พื้นฐานหุ้นไทยยังแกร่งตามภาวะเศรษฐกิจไทย - ส่งออกสดใส  มั่นใจกำไรบจ. Q4/60 ยังออกมาดี คาดปลายปี SET มีโอกาสไปแตะ 1,670 จุด  ชี้หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่เข้าได้ทุกตัว ฟากค่าเงินบาทปิดตลาดแข็งค่าในรอบ 28 เดือนที่ 33.17 บาท/ดอลลาร์  ด้านงาน "ไทยแลนด์ โฟกัส" เปิดฉากช่วยหนุนอีกแรง หลังสถาบันต่างประเทศแห่ฟังข้อมูลบจ.คับคั่ง  

    
*** หุ้นไทยกระฉูดทะลุ 1,600 จุด - ต่างชาติซื้อเฉียด 5 พันลบ. 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวานนี้ (29 ส.ค.60) ที่ระดับ 1,614.14 จุด เพิ่มขึ้น 28.35จุด หรือ 1.79% โดยระหว่างการซื้อขายขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,617.14 จุด เป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี 6 เดือน  ขณะที่มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 95,553.75 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 เดือน 
    โดยสรุปการซื้อขายนักลงทุนรายกลุ่ม นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 5,238.93 ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ  2,308.45 ล้านบาท  นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4,821.05 ล้านบาท  นักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ  12,368.43 ล้านบาท 
      
 ***SET เดือนพ.ย.-ธ.ค.ยังไปได้ถึง 1,670 
    นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า   คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น100จุด  ในช่วงเดือนพ.ย-ธ.ค. เนื่องจาก บรรยากาศลงทุนดีขึ้นหลังผ่านพระราชพิธีสำคัญในช่วงเดือนต.ค. รัฐบาลเดินหน้าการลงทุนซึ่งในเดือนก.ย.จะเปิดประมูลงานจำนวนมาก และกำไรบจ.ไตรมาส4/60ออกมาดี เช่น กลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ อสังหาริมทรัพย์ ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศกลับมาซื้อหลังเงินต่างชาติไม่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและมีขายหุ้นไทยมาต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาทำให้คงเป้าดัชนีปีนี้ที่1,670 จุด ขณะที่ปีหน้าดัชนีตลาดหุ้นไทยดีต่อเนื่อง
    "ในช่วงเดือนต.ค.ตลาดหุ้นจะลงจากบรรยากาศในประเทศและที่เฟดจะมีการลดงบดุล แต่ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายจะกลับมาดีและกัต่อเนื่องถึงปีหน้าจากเป็นช่วงเฉลิมฉลอง ขณะที่ต่างชาติกลับมาซื้อหลังจากunderweigthตลาดหุ้นไทย ขณะที่กำไรบจ.ไตรมาส4/60ดีขึ้น "นายปริญญ์ กล่าว
    ในวันที่11-15กันยายน นี้ จะพาบจ.ขนาดใหญ่10แห่งไปโรดโชว์ที่ฮ่องกง ประกอบก้วย PTT MINT CPALL CK BBL SCC BEM WHA SCB ซึ่งถือเป็นงานสัมนาใหญ่ของCLSA
 
*** ศก.ไทย - อาเซียนแกร่ง เป็นแรงหนุนสำคัญ 
    นางพัชนี ลิ่มอภิชาติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มตลาดทุนไทยว่า ภัทรยังคงเป้าหมาย SET Index สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,600 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปัจจุบันที่ 1,567.52 จุด โดยมี 3 สาเหตุหลัก คือ 1) เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นโยบายการเงินทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงยังมีเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดทุนไทย 2) เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องตามการส่งออกของสินค้าและบริการ และ 3) งบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนไทยยังคงแข็งแกร่ง ทำให้มีภูมิต้านทานสูงต่อความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก
    ?สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนตามการเติบโตของภาคส่งออกสินค้าและรายได้จากภาคการท่องเที่ยว ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชนอย่างไรก็ตาม หากภาครัฐสามารถเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ต่อเนื่อง โดยการผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งตะวันออก (EEC) ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวและเพิ่มศักยภาพการเจริญเติบโตของไทยในอนาคต ซึ่งจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนไทยเป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
    นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายสำคัญในการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนต่างชาติ ส่วนหนึ่งมาจากการเชื่อมโยงอย่างแข็งแกร่งกับกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเชื่อว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ประกอบกับแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจลงทุนให้แก่ประเทศไทยในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลก

*** บลจ.วรรณมองตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ลุ้น 1,620 จุด รับคาดการณ์กำไรบจ.ปี 61 สดใส 
    นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนวรรณ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้ บริษัทมองว่า นักลงทุนเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลกำไรบริษัทจดทะเบียนและ Valuation ของปี 2561 โดยตลาดคาดการณ์ EPS ไว้ที่ 111.23 จาก ปีนี้ที่คาดการณ์ อยู่ที่ 100.75 จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น
    “สัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นบ้าง โดยมองปัจจัยการเมืองภายในประเทศในกรณีโครงการรับจำนำข้าว หลังอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เข้ารับฟังการตัดสิน ส่งผลให้ศาลเลื่อนการตัดสินเป็นวันที่ 27 ก.ย. 60 ส่งผลกระทบต่อตลาดในวงจำกัด แต่ดัชนีตลาดฯอาจจะได้รับแรงกดดันจากการจ่ายปันผลของหุ้น PTT และ PTTGC ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งนี้ มองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,560 – 1,620 จุด” นายพจน์ กล่าว
    อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าภาพจะเป็นนลักษณะ Rotation เนื่องจากไม่มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆมากนัก อีกทั้ง SET Index ยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเป็นระยะ 
  
*** หุ้นมาร์เก็ตแคปสูงพาเหรดขึ้นทุกตัว  
    บล.เอเซียพลัสเปิดเผยว่า  หากดูราคาหุ้นในกระดานที่เป็น top active value พบว่า ที่บวกแรงและวอลุ่มหนาแน่น เป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่สูงกว่า 2 แสนล้านบาทขึ้นไป และเกือบทุกตัวอยู่ใน 15 อันดับแรก ที่มูลค่ามาร์เก็ตแคปสูงสุดของตลาดไม่ว่าจะเป็น PTT, AOT, SCB, SCC, KBANK, ADVANC, BDMS, PTTGC, CPALL, KTB, CPN, PTTEP, BBL และ CPF
    ฝ่ายวิจัย ASP ไปรวบรวมข้อมูลหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่สุดของตลาด 15 อันดับแรก พบว่า 14 บริษัท เป็นหุ้นที่เรามองว่าพื้นฐานดี และแนะนำ “ซื้อ” มีเพียงรายเดียว คือ KTB ที่แนะนำ switch เช่น  
    PTT มาร์เก็ตแคปราว 1.13 แสนล้านบาท (ข้อมูลวันที่ 28 ส.ค.) สูงสุดอันดับ 1 ของตลาด เรามองว่าราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมี ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จึงช่วยจำกัด downside ของราคาหุ้น ขณะที่ซื้อขายกันที่ PER ต่ำเพียง 8.7 เท่า และคาดหวัง Dividend Yield ได้กว่า 4% แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 460 บาท
    AOT มาร์เก็ตแคปใหญ่เป็นอันดับ 2 ที่ราว 7.46 แสนล้านบาท เป็นหุ้นใหญ่ ที่เติบโตได้อย่างมั่นคง เนื่องจากผูกขาดบริการสนามบินของประเทศ ปี 60-61 เราคาดในช่วง 4 ปีข้างหน้า กำไรจะเติบโตเฉลี่ย 9.2% ต่อปี ถือเป็นหุ้นที่น่าลงทุนสุดในกลุ่มขนส่งทางอากาศ ให้ราคาพื้นฐาน 58 บาท แนะนำซื้อ
    SCC หุ้น big cap ใหญ่เป็นอันดับ 3 ราว 5.83 แสนล้านบาท เรามองแนวโน้มครึ่งปีหลัง SCC จะรักษาฐานกำไรได้ 1.2-1.4 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส แรงหนุนมาจากธุรกิจปิโตรเคมี ส่วนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง น่าจะเห็นการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในปีหน้า ราคาพื้นฐานที่ 320 บาท มี PER 13 เท่า แนะนำซื้อ
    ADVANC มาร์เก็ตแคปใหญ่เป็นอันดับ 4 ราว 5.5 แสนล้านบาท เราคาดว่ากำไรจะกลับมาแติบโตใน Q3 และ Q4 ดีขึ้นจากช่วงฤดูกาล แม้คาดกำไรปีนี้ลดลง 3.2% แต่จะกลับมาเติบโตได้ 8% ในปีหน้า และระยะยาว ราคาพื้นฐาน 210 บาท แนะนำซื้อ
    SCB มูลค่ามาร์เก็ตแคป 4.91 แสนล้านบาท อยู่อันดับที่ 6 เป็นหุ้นแบงก์ที่ราคา laggard เมื่อเทียบกับพื้นฐาน ที่มีแนวโน้มบวก เรามองว่าความต้องการสินเชื่อจะเข้ามาต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง ผลักดันให้กำไรปี 60-61 กลับมาโตได้ 7% และ 7.6% ให้ราคาพื้นฐาน 178 บาท แนะนำซื้อ และให้เป็นหุ้น top pick 

 *** เงินบาทปิดตลาดแข็งค่าในรอบ 28 เดือนที่ 33.17 บาท/ดอลลาร์ 
     นักค้าเงิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า (29 ส.ค.60) ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 33.17 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าในรอบ 28 เดือน จากเปิดตลาดที่ 33.21 บาท/ดอลลาร์ หลังพบว่ามีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจนส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,600 จุดได้ ประกอบกับ สกุลดอลลาร์ยังคงถูกเทขายอย่างหนักจากความไม่มั่นใจต่อนโยบายการเงินของสหรัฐ และ นโยบายปฎิรูปภาษีของสหรัฐเช่นเดียวกัน โดยระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 33.22 บาท/ดอลลาร์ และ อ่อนค่าสุดที่ระดับ 33.15 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามในคืนนี้ คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐในเดือนสิงหาคม
    วันนี้ (30 ส.ค.60) คาดค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.10-33.25 บาท/ดอลลาร์
 
 
***  "ไทยแลนด์ โฟกัส"ดึงกองทุน ตปท.ร่วมงาน 116 ราย- AUM 2.6 ล้านลบ.  
    นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ บล. ภัทร และ ธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินซ์ จัดงาน Thailand Focus 2017 ภายใต้แนวคิด “Establishing the New Engine” จุดเด่นของงานครั้งนี้จะเป็นการให้ข้อมูลโดยตรงจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในรูปแบบการประชุม one-on-one meeting แก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจ จากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Thailand 4.0 ของรัฐบาล พร้อมกันนี้ ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงในตลาดเงินตลาดทุน ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมให้ข้อมูลถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ในการพัฒนาประเทศ รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี
    และการจัดงานครั้งนี้มีผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกร่วมงาน 116 ราย มูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) สูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีผู้บริหาร บจ. ร่วมให้ข้อมูล 142 บริษัท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และมีการประชุมในรูปแบบ one-on-one และ group meeting รวมทั้งสิ้น 1,464 ครั้ง มากที่สุดตั้งแต่มีการจัดงาน ชี้ให้เห็นว่าผู้ลงทุนสถาบันเห็นถึงโอกาสและยังเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น” นางเกศรากล่าว
    "ปีนี้มีกองทุนต่างประเทศเข้ามาร่วมงานไทยแลนด์โฟกัส จำนวน116 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีจำนวน112 ราย เพราะการเมืองไทยนิ่งมาสักระยะแล้วและรัฐบาลมีนโยบายการลงทุนต่างๆหลายโครงการ เศรษฐกิจไทยมีการโตต่อเนื่องแม้จะอาจจะไม่มากก็ตาม แต่บริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไรเติบโตต่อเนื่องโดยครึ่งปีแรกโต5.6%จากช่วงเดียวกันปีก่อร"นางเกศรา กล่าว
    ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะมีความผันผวน แต่ บจ. ไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากตัวเลขผลการดำเนินงานที่เติบโตประกอบกับการประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่มากกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ขยายตัวร้อยละ 3.7 ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 3.3 จึงเชื่อว่าจะส่งผลบวกต่อการดำเนินงานของ บจ. ในช่วงที่เหลือของปี ประกอบกับแรงหนุนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้เห็นถึงศักยภาพและการเติบโตของประเทศ
    สำหรับปัจจุบันP/Eตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ16เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย P/Eอยู่ที่19-20เท่า เชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศเริ่มกลับมาพิจารณาการลงทุนตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง จากราคาหุ้นตลาดหุ้นไทยไม่แพงเทียบกับเพื่อนบ้านแล้ว และผลประกอบการบจ.ไทยมีการเติบโตที่ดี

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด