ข่าวนี้ที่ 1

| 29 มีนาคม 2560 | 17:05

กนง.เพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้เป็นโต 3.4% รับอานิสงส์ส่งออกฟื้นตัวชัด

บอร์ด กนง.ปรับเพิ่มอัตราเติบโตของ ศก.ไทยปีนี้เป็น ร้อยละ3.4  จากเดิม ร้อยละ3.2 หลังส่งออกฟื้นตัวชัดเจน คาดปีนี้กลับมาขยายตัวร้อยละ 2.2  จากเดิมคาดว่าขยายตัว 0 ชี้ส่งผลบวกต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน พร้อมมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ ร้อยละ1.50 หลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น แต่แรงกดดันจากเงินเฟ้อลดลง ขณะที่กระทรวงการคลังส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว พร้อมเร่งการลงทุนสร้างความเชื่อมั่น อัด 6 โครงการลงทุน มูลค่า 6 แสนล้านบาท เข้าโครงการ  PPP Fast Track 

*** เพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้เป็นโต 3.4% หลังส่งออกดีขึ้น
    นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวและการใช้จ่ายของภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด ทั้งผลของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ปัญหาเสถียรภาพการเงินจีน รวมถึงพัฒนาการทางการเมืองและปัญหาภาคการเงินในยุโรป
    กนง.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 60 จากเดิมเติบโต ร้อยละ 3.2 เป็นเติบโต ร้อยละ 3.4 หลังการส่งออกเริ่มฟื้นตัวชัดเจน ส่วนปี 61 คงที่ร้อยละ 3.6 ขยายตัวต่อเนื่องและมีแรงขับเคลื่อนที่สมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบปี 60 จากการใช้จ่ายในประเทศและการส่งออกฟื้นตัวต่อเนื่อง     
    สำหรับการส่งออกได้รับผลดีจากแนวโน้มความต้องการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ กนง. ปรับเป้าหมายการส่งออกปีนี้เป็นขยายตัวร้อยละ 2.2 จากเดิมร้อยละ 0 ส่วนการนำเข้าคาดขยายตัว ร้อยละ 7.2  จากเดิม ร้อยละ 7.8 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลที่ 36,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 26,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    การส่งออกที่ดีขึ้นส่งผลมาถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดีขึ้น ร้อยละ 2.4  จากเดิมคาด ร้อยละ 1.6  ในขณะที่การลงทุนภาครัฐยังขยายตัวได้ร้อยละ  11.8  ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ปรับเพิ่มขึ้นจาก 34.1 ล้านคนเป็น 34.5 ล้านคน โดยไทยได้อานิสงค์จากการที่นักท่องเที่ยวจีนแบนการท่องเที่ยวในเกาหลีใต้

***แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง
     ประมาณการอัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น  และค่อยๆ กลับเข้าสู่ค่ากลางของเป้าหมาย แม้จะต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากข้อมูลจริง โดยแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางของสาธารณชนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมาย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจผันผวนในระยะสั้นจากผลของฐานและมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากพัฒนาการราคาน้ำมันในตลาดโลก สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ผ่านมาปรับลดลงบ้าง ส่วนหนึ่งจากฐานภาษีสรรพสามิตที่สูงในปีก่อน แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนจากสภาพคล่องในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ยังอยู่ในระดับต่ำ 
    ทั้งนี้ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปีนี้ลดลงจากเดิม ร้อยละ 1.5 เหลือ ร้อยละ 1.2  ส่วน เงินเฟ้อพื้นฐาน จากร้อยละ 0.8 เหลือ ร้อยละ 0.7  ขณะที่ราคาน้ำมันดิบต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย จากอุปทานน้ำมันที่ออกมาสูงกว่าคาด แต่ระยะต่อไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 52.3 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
 
***ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน-ภายนอก
     ความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจด้านต่างประเทศที่มากขึ้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนนโยบายเศรษฐกิจ และ การค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ และ ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก  โดยประเมินเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.3 จากเดิมร้อยละ 3.1 หลังพบเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังพบว่ายังมีความผันผวน และ ความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของต่างประเทศ
    ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศยังให้น้ำหนักกับการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และ ยังไม่เร่งตัวขึ้นมาก โดยคาดว่าการส่งผ่านผลบวกจากการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นมายังการบริโภคภาคเอกชนจะชัดเจนในครึ่งหลังของปีนี้
    ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วนั้น  เป็นผลกระทบมาจากปัจจัยภายนอกมากกว่า เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ และ ยอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้เคียงกับสกุลเงินในภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนมองค่าเงินบาทเป็นเงินสกุลที่ปลอดภัยจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และ มีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง
    “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่เป็นผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าเงินทุนยังไหลเข้า เพราะมองว่าค่าเงินบาทเรามีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”นายจาตุรงค์ กล่าว  

*** กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง
    ทั้งนี้ คณะกรรมการ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นและดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอีกมากโดยเฉพาะจากด้านต่างประเทศ คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

*** รัฐเร่งลงทุน จัด 6 โครงการ เข้า  PPP Fast Track
    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ที่ประชุมมีมติให้ 6 โครงการ เข้าโครงการ PPP Fast Track รวมมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 
    1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก มูลค่าโครงการ 131,172 ล้านบาท  
     2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันตกและช่วงตะวันออก 195,642 ล้านบาท 
    3.รถไฟฟ้าภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง มูลค่าโครงการ 39,406 ล้านบาท 
    4.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองนครปฐม-ชะอำ มูลค่า 80,060 ล้านบาท 
    5.โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่าโครงการ 152,488 ล้านบาท 
     6.โครงการรถไฟฟ้าสายเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันระหว่างการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจร ถึงกรอบวงเงินลงทุนที่ชัดเจน  
    ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีชมพู  ช่วงแคราย-มีนบุรี และสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณากรอบโครงการลงทุนได้ไม่เกินกลางเมษายนนี้ ด้านโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี กรมทางหลวงได้ปรับปรุงรายงานผลการศึกษาให้สอดคล้องกับความชัดเจนด้านกฎหมายเพิ่มเติมและเสนอโครงการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แล้ว และคาดว่าจะส่งกลับมายังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ได้ภายในเดือนเมษายนนี้  
     “ปีนี้ตัวใหญ่จะมี 6 โครงการ ซึ่งยืนยันว่าจะไม่ล่าช้า ทุกอย่างจะต้องแล้วเสร็จภายในปีนี้อย่างแน่นอน เมื่อเม็ดเงินเกิดขึ้นโครงการต่างๆ เดินหน้าจะทำให้เกิดความมั่นใจกับประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเจอกระแสลบมาโดยตลอด ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงแต่จากนี้ไปการลงทุนโครงการเหล่านี้จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น และในอีก 1-2 วันนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องการแก้ไขกฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกาที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการจัดอันดับ Doing business ที่จะมาเก็บข้อมูลในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้” นายสมคิด กล่าว  
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. และเลขานุการคณะกรรมการ PPP ระบุว่า  เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น จะมีการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอให้ครม.พิจารณาการแก้ไขดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ จากการที่ ครม.ได้อนุมัติรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เชื่อว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น 

*** คลังส่งสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว
    นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องการให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยังมีมาตรการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่าให้กับภาคเอกชน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเตรียมหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้าไปลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ ด้านไอที เป็นต้น 
    และในเร็วๆนี้จะมีการประชุมเพื่อหามาตรการ และความคืบหน้าของอุปสรรคและปัญหาสำหรับผู้ประกอบการเริ่มต้น หรือ สตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่ปัจจุบันพบว่า ไทยยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคในการลงทุน เช่น ในเรื่องของ ฟินเทค และอื่นๆเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลัง และหน่วยงานด้านกฎหมายจะร่วมกันลงนามความร่วมมือ เพื่อแก้ไขกฎหมายต่างๆ โดยคาดว่ากฎหมายจะแล้วเสร็จและเสนอให้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. พิจารณาได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม

*** คาด กนง. ยืนดอกเบี้ยนโยบายต่อไป  
    บล.เอเซีย พลัส  ระบุว่า แนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่ากว่าค่าเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค  โดยเฉพาะในกลุ่ม TIP พบว่า เงินบาทที่แข็งค่ามากสุด ราวร้อยละ 2.2  ในช่วงกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา และแข็งค่าเกือบร้อยละ 4 นับจากกลาง ธ.ค. 2559 เนื่องจากไทยได้ดุลการค้าในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (หลังการส่งออกกระเตื้องขึ้น) และเงินทุนที่ไหลกลับเข้าในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น  หลังตลาดรับรู้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามตลาดคาด    
    อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเงินบาทมีโอกาสยืนเหนือ 34.4-34.5 บาท/ดอลลาร์ ได้เนื่องจากเชื่อว่า กนง. จะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ โดยการประชุม กนง. ที่ยืนดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5  ที่เดิม (ติดต่อกันตั้งแต่ เม.ย. 2558)  เพราะสภาพคล่องในระบบของประเทศปัจจุบันที่มีอยู่ราว 6 แสน ล้านบาท (เทียบกับช่วงที่มีวิกฤติหนี้สาธารณะ ปี 2552-2553 ที่สภาพคล่องในประเทศที่มีอยู่ในระดับ 1 ล้านล้านบาท)  ยังนับว่าสูง (แม้ Fund Flow  ที่ไหลออก ไปช่วงก่อนหน้า) และอัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยล่าสุด เดือน ก.พ.60 อยู่ที่ร้อยละ 1.44  จากร้อยละ 1.13  ธ.ค.59 และร้อยละ 0.6 เดือน พ.ย.59 ใกล้แตะดอกเบี้ยนโยบาย  แต่หากแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีนี้เพิ่มขึ้นเร็ว และขึ้นมาสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะหนุนให้ กนง. ต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น  ดังสถิติที่ผ่านมา พบว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากที่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นล่วงหน้า นานราว 6 ดือน
    EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ คาด กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ร้อยละ1.5  ตลอดปีนี้ แม้ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจต่างประเทศต่อเศรษฐกิจไทยจะยังคงมีอยู่ในระดับสูง แต่เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มขยายตัวได้อย่างทั่วถึงและมีความต่อเนื่องจากแรงขับคลื่อนทั้งของภาครัฐและเอกชน ทำให้ความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันมีน้อยลง ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมายังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อภายในปีนี้ยังไม่สูงเพียงพอที่จะนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด