ข่าวนี้ที่ 1

| 28 สิงหาคม 2560 | 17:05

TKN รับต้นทุนสาหร่ายพุ่งกดกำไร - โบรกฯ ตบเท้าหั่นเป้า

          บมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง  มั่นใจรายได้ปีนี้โตมากกว่า 10% โดยคาดตลาดในประเทศโต 7-10% ต่างประเทศโต 15% แย้มครึ่งปีหลังเข้าไฮซีซั่น เตรียมออกผลิตภัณฑ์สาหร่ายใหม่ 2 รายการ  รวมถึงออกเวย์รสชาติใหม่ช่วยกระตุ้นตลาด พร้อมยอมรับ Net Profit Margin ปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนที่ 16.53% เหตุต้นทุนสาหร่ายยังพุ่ง เดินหน้าบุกตลาดจีน-สหรัฐ ฟากโบรกฯ ตบเท้าหั่นประมาณการ แต่มองปีหน้าฟื้นตัว

          บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ให้ข้อมูลนักลงทุนในงาน Opportunity Day โดยมีนายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายคู่สูรย์ รัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน เป็นผู้ให้ข้อมูล 

** มั่นใจรายได้โตมากกว่า 10%
          บริษัทมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 10% ที่มีรายได้ 4,729.39 ล้านบาท โดยคาดว่าตลาดในประเทศจะเติบโตได้ 7-10% และตลาดต่างประเทศโตจะโตได้ 15% ซึ่งช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ซึ่งภาพรวมงบการตลาดในประเทศทั้งปีตั้งไว้ที่ 5-6% ของรายได้ โดยช่วงที่เหลือของปีจะเปิดผลิตภัณฑ์สาหร่ายใหม่ 2 รายการ และเวย์โปรตีน  My Whey อีก 2 รสชาติ โดยปัจจุบันได้เริ่มจำหน่าย 2-3 เดือน มีรายได้ประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน

** รับต้นทุนสาหร่ายพุ่งกดมาร์จิ้น
          ปีนี้บริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) จะต่ำกว่าปีก่อนที่ 16.53% โดยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 13.05% เนื่องจากยอมรับว่าต้นทุนสาหร่ายที่เพิ่มขึ้นในปี 59 ประมาณ 15% และปีนี้ยังสูงต่อเนื่องอีก 8% ทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงยังพยายามไม่ปรับเพิ่มราคาสินค้าเพื่อผลักภาระให้กับผู้บริโภคมากจนเกินไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการแข่งขันที่สูงด้วย
          ส่วนประเด็นค่าเงินบาทแข็งมีผลกระทบนำเข้าสาหร่ายของบริษัทพอสมควร โดยเมื่อต้นปีบริษัททำ Forward Contract ที่ราคา 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึงยอมรับว่าคงมีขาดทุนค่าเงินพอสมควร แต่ไม่กระทบมากนัก
          แผนการร่วมทุนกับบริษัทผลิตสาหร่ายบริษัทอยู่ระหว่างการพูดคุยกับหลายบริษัทผู้ผลิตสาหร่าย แต่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการหลายอย่าง ซึ่งต้องศึกษาพอสมควร และยังไม่ลงตัว ถ้ามีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบ

** เดินหน้าบุกตลาดจีน
          บริษัทเริ่มขยายตลาดในจีนอย่างจริงจังมากขึ้น โดยปีนี้จะเริ่มลงทุนการตลาดประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจ้างผู้จัดการประจำที่จีน และซื้อข้อมูลตลาดขนมทานเล่นในจีน เพื่อนำมาวางกลยุทธ์ ซึ่งปัจจุบันตลาดขนมทานเล่นในจีนคิดเป็นมูลค่า 1 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท
          ในอนาคตยังพยายามรักษาสัดส่วนรายได้จากจีนให้อยู่ในระดับ 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 38% ส่วนตลาดอื่นๆ จะเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยอินโดนีเซียอยู่ระหว่างหาผู้กระจายสินค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดในสหรัฐฯอยู่ระหว่างทำวิจัยอยู่ ถือเป็นตลาดใหม่ที่บริษัทจะเข้าไปอย่างจริงจังในปี 61

** โรงงานใหม่เดินเครื่อง
          ด้านโรงงานใหม่กำลังการผลิต 6,000 ตัน ได้เริ่มเฟสแรกไปแล้ว 2,000 ตัน และในครึ่งปีหลังจะเริ่มไลน์การย่างสาหร่ายอีก 2,000 ตัน และปี 61 อีก 2,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะรอบรับความต้องการสินค้า โดยเฉพาะจากจีนให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งปีนี้ปัจจุบันมีการใช้กำลังการผลิตโรงงานทั้ง 2 แห่ง รวมอยู่ที่ 76% 
          ส่วนการเปิดสาขาเถ้าแก่น้อยแลนด์ปัจจุบันมี 9 สาขา โดยกลุ่มเป้าหมายเพื่อรองรับลูกค้านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เที่ยวด้วยตนเองเป็นหลัก และจะเปิดอีก 1 สาขาในช่วงที่เหลือของปี

** โบรกฯ ชี้มาร์จิ้นหดเหตุสต็อกสินค้าเพิ่ม
          บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่ากำไรสุทธิของ TKN ใน 2Q60 อยู่ที่ 135 ล้านบาท (-21% QoQ; -27% YoY) ต่ำกว่าประมาณการของเรา/consensus ประมาณ 26% เนื่องจากมาร์จิ้นลดลงอย่างรุนแรง ในขณะที่กำไรสุทธิใน 1H60 ลดลง 11% YoY เหลือ 306 ล้านบาท โดยผู้บริหารบอกว่าเป็นเพราะต้นทุนสาหร่ายแพงขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดก็เพิ่มขึ้นมาก จากการจ้างซุปตาร์เกาหลีมาช่วยโปรโมตยอดขายในประเทศ GPM โดยรวมลดลง 280bps QoQ และ 350bps YoY, ซึ่งดูไม่ปกติสำหรับการดำเนินงานตามปกติ โดยบริษัทคาดว่าสถานการณ์ต้นทุนสาหร่ายแพงน่าจะคลี่คลายลงใน 2H60 และกลับเข้าสู่ระดับปกติในปี 2561 
          นอกจากประเด็นเรื่องมาร์จิ้นที่หดตัวแล้ว เรายังเห็นความผิดปกติในแง่ของการสะสมสินค้าคงคลังซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก และทำให้บริษัทต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น และเป็นผลให้บริษัทกลายสภาพมาเป็นบริษัทที่มีสถานะหนี้สินสุทธิ (จากเดิมที่เป็นบริษัทที่มีสถานถานะเงินสดสุทธิ) โดยระดับของสินค้าคงคลังในปัจจุบันเทียบเท่าการผลิตสำหรับ  96 วัน ซึ่งสูงกว่าปกติที่อยู่ที่ 55-70 วัน 
          เราคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H60 จากการเริ่มเปิดดำเนินการโรงงานใหม่ในเขต BoI แต่เนื่องจากกำไรสุทธิใน 1H60 คิดเป็นสัดส่วนแค่ 35% ของประมาณการทั้งปีของเราเท่านั้น ดังนั้น เราจึงน่าจะต้องปรับลดประมาณการกำไรสุทธิ และคำแนะนำหุ้น TKN ลงอีก

** ปรับกำไรปีนี้ลง 20%
          บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ ระบุ ปรับประมาณการกำไรปี 2560-2661 ลง 20% และ 17% สะท้อนยอดขายต่ำกว่าคาดและต้นทุนสาหร่ายเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี คาดกำไรจะฟื้นตัวขึ้นใน 2H60 เนื่องจากโรงงานใหม่ที่โรจนะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้การส่งออกเติบโตได้ดีขึ้น อีกทั้งมีการออกสินค้าใหม่คือสาหร่ายอบเพื่อส่งออกไปจีนใน 3Q17 ซึ่งมีการปรับราคาสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น
          จากการเยี่ยมชมโรงงานใหม่ที่โรจนะพบว่า สินค้าส่งออกหลักของ TKN ได้เริ่มผลิตแล้วซึ่งคาดจะทำให้การส่งออกไปจีนฟื้นตัว มีการนำเครื่องจักรมาใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนแรงงาน แม้เราปรับลดประมาณการสะท้อนกำไร 1H60 ที่ชะลอตัว แต่คาดกำไร 2H60 ฟื้นตัวจากอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นและออกสินค้าใหม่โดยปรับเพิ่มราคาขาย สะท้อนต้นทุนสาหร่ายที่สูงขึ้น เราปรับคำแนะนำจาก ถือ เป็น Trading Buy ปรับราคาเป้าหมาย (DCF) เป็นปีหน้าที่ 23 บาท

** กังวลต้นทุน-กำลังผลิตไม่พอ
          บล.บัวหลวง  ระบุเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้เข้าประชุมนักวิเคราะห์และเข้าเยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของ TKN ที่โรจนะ (ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนมี.ค)หลังจากที่เข้าประชุมเรารู้สึกเป็นกังวลต่อความเสี่ยงทั้งเรื่องต้นทุนสาหร่ายที่สูงขึ้นและกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ที่ไม่สามารถรองรับยอดสั่งซื้อจากประเทศจีนได้ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อที่จะสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นและยอดขายในจีนที่ต่ำกว่าคาด เราจึงปรับประมาณการกำไรใรปี 2560 ลง 9% และในปี2561 ลง 24% รวมทั้งปรับราคาเป้าหมายลงจาก 30.25 เหลือ 26 บาท 
          เราเชื่อว่ากำไรในไตรมาส2/60ที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง ได้สะท้อนในราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว รวมถึงกำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ดังนั้นตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะเข้าซื้อเนื่องจากำ ไรในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยณ ระดับราคาปัจจุบันยังมีอัพไซด์ 30% จากราคาเป้าหมายปี 2560 โดยเรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” 
 
** มองปีหน้าฟื้นตัวสูง
          บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่สำหรับโรงงานแห่งใหม่ที่ล่าช้า ยังผลให้เกิดแรงกดดันต่ออัตราการเติบโตของผลการดำเนินงานในงวด 1H60 แต่ข่าวดีคือ สถานการณ์ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมได้แล้ว
          ปรับลดประมาณการปีนี้และปีหน้าในอัตรา 14%/12% เพื่อสะท้อนความล่าช้าจากการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ (ramping up) สำหรับโรงงานแห่งใหม่ เมื่อพิจารณาการเปรียบเทียบอัตราการเติบโตกำไรหลักแบบปีต่อปี (y-o-y) หลังปรับประมาณการ พบว่าปีนี้เติบโตเพียง 3% แต่พอมาถึงปี 61 จะกลับมาฟื้นตัวได้สูงถึง 43% y-o-y
          คงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐานใหม่ที่ลดต่ำลงเป็น 24.00 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 61 ที่ 28 เท่า

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด