ข่าวนี้ที่ 1

| 28 เมษายน 2560 | 17:05

GGC ได้ฤกษ์ลงสนามเทรด ระดมทุนลุยโปรเจ็กยักษ์หมื่นลบ.

       "บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC"  ประเดิมเข้าเทรดเป็นหุ้นตัวแรกของเดือนพ.ค. ราคา IPO ที่ 11.20 บาท  มั่นใจกระแสตอบรับคึกคัก  พร้อมอวดงบปี 59 ที่ระดับ 936 ล้านบาท ระดมทุนลุยโปรเจ็กใหญ่ ทั้งโรงงานเมทิลเอสเทอร์ - ไบโอคอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท พร้อมศึกษาแผนตั้งโรงงานผลิตกลีเซอรีนอีก 500-800 ลบ. 

    "บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC" เรือธงของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)  พร้อมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 2 พ.ค.60 ด้วยราคา IPO ที่ 11.20 บาท ชูธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผลประกอบการปี 2559 มีกำไรเกือบ 1 พันล้านบาท พร้อมเปิดโปรเจ็ก โรงงานเมทิลเอสเทอร์ - ไบโอคอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท 
            
 *** เคาะราคา IPO ที่  11.20 บ./หุ้น 
    ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “GGC” ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โดย GGC ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ผลิตภัณฑ์ผลปาล์ม (น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ และน้ำมันเมล็ดในปาล์มบริสุทธิ์) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสารโอลีโอเคมีพื้นฐาน ได้แก่ เมทิลเอสเทอร์ แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน ซึ่งในอนาคตสามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมจากวัตถุดิบธรรมชาติอื่น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
    GGC เป็นบริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (green flagship company) ของกลุ่ม บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลกที่โดดเด่นในทุกตลาดที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทฯ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตเมทิลเอสเทอร์รายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์เพียงรายเดียว ในประเทศไทย
    GGC มีทุนชำระแล้ว 9,866.67  ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 740.00 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 246.67 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) แบ่งเป็นผู้ลงทุนสถาบัน 123.33 ล้านหุ้น และ บุคคลทั่วไป 123.33 ล้านหุ้น (ไม่รวมหุ้นส่วนเกิน) เมื่อวันที่ 20-21 และ 24 เมษายน 2560 ในราคาหุ้นละ 11.20 บาท มีมูลค่าระดมทุนราว 2,762.67 ล้านบาท (ไม่รวมหุ้นส่วนเกิน) และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 11,050.67 ล้านบาทโดยมี บล. ฟินันซ่า และ บล. ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

*** มั่นใจวันแรก นลท.ตอบรับคึกคัก 
    นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยกับ"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"  การเปิดจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO) ในช่วงวันที่ 23-24 เม.ย. ที่ผ่านมา มีผู้จองซื้อเต็มอัตราที่จำหน่าย เพราะจำนวนเสนอขายเพียง 246.66 ล้านหุ้น เป็นจำนวนที่ไม่มากนัก แบ่งเป็นเสนอขายแก่นักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศ 50% และอีก 50% เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป
    ทั้งนี้มั่นใจว่าวันที่ 2 พ.ค.นี้ หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันแรก นักลงทุนจะให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะในแง่พื้นฐานธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง และบริษัทมีแผนการลงทุนโครงการต่างๆ ในระยะยาว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นอย่างแน่นอน 
 
*** PTTGC ถือหุ้นใหญ่สุด 71.25% 
    หลัง IPO GGC มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรก ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ถือหุ้น 71.25% (ซึ่งเป็นสัดส่วนหลังจากที่ PTTGC ได้ให้ผู้จัดสรรหุ้นส่วนเกินยืมหุ้นเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน โดยที่ยังไม่ถึงกำหนดการคืนหุ้นที่ให้ยืม) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.91% และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.84% 
     
*** อวดงบปี 59 กำไรเกือบ 1 พันลบ.               
      บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC รายงานผลประกอบการงวดปี 2559 ว่ามีกำไร 936.90 ล้านบาท หรือ 1.27 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นจากงวดปี 2558 ที่มีกำไร 807.67 ล้านบาท หรือ 1.09 บาท/หุ้น     
    
*** เตรียมนำเงิน IPO สร้างโรงงานเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2
     นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) เปิดเผยว่า การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและตอบสนองแผนการเติบโตให้กับบริษัทฯ โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินลงทุนในโครงการเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 และโครงการ Biocomplex รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวข้างต้น (หากมีความจำเป็น) และโครงการในอนาคตของบริษัทฯ
     นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC เปิดเผยว่า  GGC  มีแผนจะใช้งบลงทุน 1,650 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโรงงานเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 บนพื้นที่ 30 ไร่ ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น ขนาดกำลังการผลิต 200,000 ตันต่อปี โดยมีแผนจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในช่วงไตรมาส 4/61 และจะทำให้ GGC สามารถผลิตเมทิลเอสเทอร์เพิ่มเป็น 500,000 ตันต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 300,000 ตันต่อปี
    การเดินเครื่องของโรงงานเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 จะทำให้ GGC มีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 500,000 ตันต่อปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 120-150 ล้านบาทต่อปี จากโรงงานที่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งผลิตภัณฑ์อีกด้วย
 
*** ศึกษาตั้งโรงงานผลิตกลีเซอรีน -  เดินหน้าไบโอคอมเพล็กซ์กับ KTIS 8.5 พันลบ. 
    นอกจากนี้ GGC อยู่ระหว่างศึกษาการตั้งโรงงานผลิตกลีเซอรีน มูลค่าประมาณ 500-800 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยา สารให้ความหวาน และผลิตภัณฑ์สุขอนามัยส่วนบุคคล ซึ่งใช้เมทิลเอสเทอร์ และแฟตตี้แอลกอฮอล์ เป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยจะมีการสรุปรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ในช่วงปลายปี 2560 เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินโครงการได้ภายในปี 2561
      ขณะเดียวกัน GGC เตรียมเดินหน้าโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ในจังหวัดนครสวรรค์ มูลค่าโครงการ 8,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ซูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการเสนอราคาก่อสร้างจากผู้รับเหมา และบริษัทได้ยื่นขอรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว คาดจะสรุปรายละเอียดโครงการเพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาในช่วงปลายปี 2560 เพื่อเริ่มก่อสร้างในปี 2561 และคาดว่าโครงการจะสามารถเริ่มดำเนินการในเดือน ม.ค. 2563  โดยในระยะแรกจะประกอบด้วย โรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 85 เมกะวัตต์ (MW) โรงหีบอ้อยขนาด 20,000 ตันต่อวัน และโรงเอทานอลขนาด 600,000 ลิตรต่อวัน ส่วนระยะที่ 2 มีแผนจะพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เพื่อรองรับปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น โดย GGC จะนำแผนโครงการเสนอต่อคณะกรรมการสานพลังงานประชารัฐ ตามนโยบาย Bio Economy ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ 
    ในระยะยาวบริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจไบโอดีเซลของบริษัทจะลดลงเหลือ 50% ภายใน 6-7 ปี จากปัจจุบัน 60% เนื่องจากพลังงานชีวภาพจะมีความต้องการน้อยลงและมีพลังงานอื่นๆ เข้ามาทดแทนมากขึ้น เช่น ธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
    ล่าสุด GGC ได้ร่วมลงนามและเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการขยายผลเทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซล ในฐานะผู้ผลิต B100 รายใหญ่ในไทย โดยจะพัฒนาคุณภาพไบโอดีเซลสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ไบโอดีเซลในอนาคต เช่น การศึกษาเทคโนโลยี H-FAME ซึ่งยังอยู่ในช่วงการศึกษา จึงถือเป็นความท้าทายอีกขั้นของการวิจัย เพื่อเพิ่มคุณภาพ B100 ให้ดีขึ้น    

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด