ข่าวนี้ที่ 1

| 27 เมษายน 2560 | 17:05

PTTEP กำไร Q1 พุ่งเฉียด 120% กูรูจ่อเพิ่มประมาณการปีนี้

     "ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" โชว์กำไร Q1/60 ที่ 12,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118% จาก Q1/59 ผลจากเงินบาทแข็งค่า-กำไรป้องกันความเสี่ยง และรายได้รวมสูงขึ้น จากราคาขายผลิตภัณฑ์-ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น คาดทั้งปีปริมาณขายเฉลี่ยลดลงมาที่ 3-3.1 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมคาด 3.12 แสนบาร์เรล/วัน ยันพร้อมเข้าประมูลแหล่งก๊าซในอ่าวไทย เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองระยะยาว ด้านโบรกฯมองงบ Q1/60 ออกมาสูงกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปีขึ้น     
     นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 1 ปี 2560 ด้วยกำไรสุทธิที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 349 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สรอ.) หรือเทียบเท่า 12,284 ล้านบาท ซึ่งโดยหลักเป็นผลจากสัญญาณบวกของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกส่งผลให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับสูงขึ้นเป็น 38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากงวดเดียวกันปีก่อนที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล พร้อมทั้งสามารถรักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับที่ต่ำตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สามารถรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับแผนการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการ พร้อมเข้าประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน

***อานิสงค์บาทแข็ง-เฮดจิ้ง เพิ่มประสิทธิภาพกำไร    
      ปตท.สผ.มีกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (Non-recurring) จำนวน 138 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 4,847 ล้านบาท) โดยหลักเกิดจากผลประโยชน์ทางภาษีจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. และการรับรู้กำไรจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (oil price hedging) ผลการดำเนินงานข้างต้นส่งผลให้ ปตท.สผ. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรโดยมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) สูงถึงร้อยละ 74 และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ 688 ล้านดอลลาร์ สรอ. ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปตท.สผ. มีเงินสดในมือกว่า 4,400 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 153,158 ล้านบาท)

***รายได้รวม 1,092 ล้านเหรียญฯ สูงขึ้นจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลก
      ในไตรมาส 1/60 มีรายได้รวม 1,092 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 38,377 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/59 ซึ่งมีรายได้ 1,085 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 38,692 ล้านบาท) ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณขายที่ปรับลดลงจาก 329,858 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็น 304,108 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งเป็นผลหลักจากปริมาณขายที่ลดลงของโครงการในออสเตรเลียและการขายโครงการผลิตในโอมาน แต่มีผลกำไรสุทธิที่สูงขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/59 โดยเป็นส่วนของกำไรจากการดำเนินงานตามปกติ (Recurring Net Income) จำนวน 211 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 7,437 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลหลักจากการปรับตัวขึ้นของราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยมาอยู่ที่ 38 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ตามการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 35 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ในไตรมาสนี้ที่ต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของค่าเสื่อมราคาซึ่งแปรผันตามกิจกรรมการลงทุน และปริมาณปิโตรเลียมสำรอง (Reserves) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยปรับลดมาอยู่ที่ 27.54 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เมื่อเทียบกับต้นทุนต่อหน่วยในไตรมาส 1/59 ที่ 28.57 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
    
***แผนงานปี 60 คาดปริมาณขายเฉลี่ยทั้งปีโอกาสปรับลงมาที่ 3-3.1 แสนบาร์เรล/วัน จากที่คาด 3.12 แสนบาร์เรล/วัน
      การดำเนินงานในปี 60 ปริมาณการขายเฉลี่ยของมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยอาจจะอยู่ในช่วง 300,000-310,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เป็นผลจากความไม่แน่นอนของปริมาณการเรียกก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยของผู้ซื้อ ที่ได้รับผลกระทบจากราคา LNG ในตลาดจร (spot LNG) ที่ปรับตัวลดลง ปตท.สผ.ได้มีแนวทางในการลดผลกระทบดังกล่าวโดยการปรับแผนการผลิตซึ่งจะเน้นการผลิตจากหลุมที่มีปริมาณคอนเดนเสทเพื่อชดเชยปริมาณการขายและรายได้จากก๊าซธรรมชาติที่อาจจะลดลง ในขณะเดียวกันเพื่อเสริมกำลังการผลิตในระยะยาวจะต้องเร่งรัดการพัฒนาโครงการที่มีอยู่ในมือ เช่น โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน และแหล่งอุบลในโครงการคอนแทร็ค 4 เป็นต้น
    มองว่าด้วยราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความร่วมมือตามข้อตกลงในการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปก โดยคาดว่าในครึ่งแรกของปี 60 ราคาน้ำมันน่าจะเคลื่อนไหวที่ระดับ 50-55 ดอลลาร์ สรอ. ซึ่งจะส่งผลบวกกับราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยของ ปตท.สผ. ทั้งปี และ ปตท.สผ. ยังคงมีความพยายามในการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ประมาณการต้นทุนต่อหน่วยที่ 29 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบสำหรับปี 2560 ลดลงจากต้นทุนต่อหน่วยของปี 2559 ที่ 30.46 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

***พร้อมเข้าประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะหมดอายุสัมปทานปี 65-66
     ในส่วนของแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565-2566 นั้น ยืนยันถึงความพร้อมที่จะเข้าประมูลแหล่งสัมปทานดังกล่าว เชื่อว่าประสบการณ์และความชำนาญในการสำรวจ พัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งบงกช ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินงานเกือบ 20 ปี จะทำให้ ปตท.สผ. สามารถดำเนินการในการผลิตก๊าซได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานเป็นอย่างดี มีต้นทุนที่แข่งขันได้ ที่สำคัญคือสามารถสร้างความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศ ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคต
     นอกจากนี้ ยังคงแสวงหาโอกาสในการร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพื่อลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (LNG Value Chain) โดยจะมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายในปีนี้ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการที่อยู่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ ปตท.สผ. มีความชำนาญและสามารถดำเนินการได้ด้วยต้นทุนและความเสี่ยงต่ำ

***โบรกฯมองกำไรสูงกว่าคาด 86% เล็งปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิ
     นายมงคล พ่วงเภตรา นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้าน หลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า กำไรสุทธิของ PTTEP ออกมาดีกว่าคาดไว้ประมาณ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากการพบปริมาณสำรองที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของ PTTEP ลดลงมากพอสมควร ขณะเดียวกันได้รับปัจจัยบวกจากเงินบาทแข็งค่า 1.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีผลบวกจากการแปลงค่าเงินกว่า 5,000 ล้านบาท แนวโน้มไตรมาส 2 ยังต้องจับตาทิศทางค่าเงินบาทว่าจะเป็นแรงผลักดันต่อหรือไม่ แต่หากประเมินพื้นฐานปกติยังเชื่อว่ากำไรสุทธิมีโอกาสปรับตัวสูง จากปริมาณสำรองที่เพ่มมากขึ้น ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของบริษัทลดลง รวมถึงราคาขายก๊าซมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงก่อนหน้านี้ ความเสี่ยงหลักยังเป็นเรื่องทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ต้องจับตาการเจรจาเรื่องลดกำลังการผลิตทั้งในกลุ่ม OPEC และ NON-OPEC เพราะทิศทางราคาน้ำมันมีผลต่อราคาหุ้นของ PTTEP มากกว่าพื้นฐานบริษัท แนะนำทยอยซื้อสะสม ราคาเป้าหมาย 107 บาท โดยฝ่ายวิจัยฯอยู่ระหว่างปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ขึ้นจากเดิมคาด 24,000 ล้านบาท เพราะหลังจากนี้มีทิศทางเชิงบวกขึ้นมาก
     บล.ซีไอเอ็มบี ระบุ PTTEP รายงานผลประกอบ 1Q17 มีกำไรสุทธิ 12,284 ล้านบาท (+118% YoY, +1,508% QoQ) มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ 86%

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด