ข่าวนี้ที่ 1

| 27 มีนาคม 2560 | 17:05

PSH ประเดิมซื้อที่ดินสร้างโรงพยาบาล

          บอร์ด PSH ไฟเขียวทุ่มงบ 4.9 พันล้านบาท สร้างโรงพยาบาลโครงการแรก บริเวณถนนพหลโยธิน โดยจะซื้อที่ดินจากบุคคลเกี่ยวโยง มูลค่าราว 950 ล้านบาท คาดเปิดบริการปี 63 และใช้เวลาราว 3 ปีในการคืนทุน โบรกฯ มองช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคต แม้ยังไม่เห็นผลในระยะอันใกล้ โดยมองปีนี้จะเป็น "จุดเปลี่ยน" หลังปรับกลยุทธ์เจาะกลุ่ม Premium

** ประเดิมซื้อที่ดิน 950 ลบ.
          บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้บริษัท โรงพยาบาลวิมุตติ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าทำรายการซื้อที่ดินเปล่า ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 4 ไร่ 55.60 ตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวม 950 ล้านบาท จากบริษัท ที ซี ที จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโครงการโรงพยาบาลแห่งแรก และจะลงทุนที่เหลืออีกประมาณ 3,950 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้างอาคาร เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่นๆ
          การซื้อที่ดินดังกล่าว เพื่อเป็นที่ตั้งของโครงการฯ มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อบริษัทฯ เนื่องจากโครงการฯ จะสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้กับบริษัทฯ ซึ่งสอดคล้องกับแผนปรับโครงสร้างธุรกิจที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ที่ดินมีความเหมาะสมกับการประกอบกิจการโรงพยาบาล เนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่บนถนนพหลโยธินที่เป็นแหล่งชุมชน และใกล้สถานีรถไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการโรงพยาบาลได้อย่างสะดวก และสามารถเข้าถึงโรงพยาบาลได้โดยง่าย ราคาซื้อที่ดินมีความเหมาะสม และต่ำกว่าราคาประเมินที่ผู้ประเมินอิสระได้ทาการประเมินไว้
          ก่อนหน้านี้คณะกรรมการ PSH อนุมัติการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล และศูนย์บริการสุขภาพ และอนุมัติการลงทุนในโครงการแรก ซึ่งเป็นธุรกิจสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน มีจำนวนเตียง 250 เตียง ในพื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานคร โดยมีมูลค่าการลงทุนในโครงการแรกรวมประมาณ 4,900 ล้านบาท

** เปิดบริการปี 2563 
          ก่อนหน้านี้ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร  PSH เคยกล่าวว่า บริษัทได้ปรับโครงสร้างกิจการเป็นพฤกษา โฮลดิ้ง โดยธุรกิจแรกที่บริษัท ได้ตัดสินใจลงทุนคือธุรกิจโรงพยาบาลโดยจะเลือกทำเล ที่อยู่บนถนนสายหลักใจกลางเมือง (CBD) ใกล้ชุมชน เดินทางสะดวก ใช้งบลงทุนไม่เกิน 4,900 ล้านบาท เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่าง ต่อเนื่อง (Recurring Income) อีกทั้งตลาด ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health Care) มีขนาดใหญ่ โดยในแต่ละปีมีมูลค่าตลาดสูงถึงราวกว่า 600,000 ล้านบาท
          "ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนา คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2563 ซึ่งจะบริหารงานโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ยาวนานเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจโรงพยาบาลของประเทศไทย ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากลในราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้"

** โบรกฯ ชี้ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนของ PSH 
          บล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปรับเปลี่ยนของหลายๆ Developer รวมถึง PSH ที่มีการลงทุนเพิ่มในธุรกิจโรงพยาบาล และส่วนของอสังหาริมทรัพย์ มีการปรับกลยุทธ์มาเจาะกลุ่ม Premium โดยกลับมาเปิดโครงการภายใต้แบรนด์ The Reserve อีกครั้งที่ซอยทองหล่อ และมียอด Take up rate ที่สูงกว่าทาง PSH คาดไว้ 
          ทั้งนี้ PSH ได้ทำการเปิดโครงการใหม่ในปี 2560 ไปแล้ว 4 โครงการ  ในขณะที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังไม่น่าเป็นห่วงมาก ส่วนด้าน Gross Profit margin คาดว่าจะอยู่ใกล้เคียงปี 2559 ที่ราว  34% 

**ใช้เวลาคุ้มทุน 3 ปี
          นอกจากนี้ PSH จะทำการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีขนาด 250 เตียง โดยที่จะเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางและเป็น Green Field Project ที่จะมีผู้ชำนาญมารับตำแหน่งผู้บริหาร โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนรวมราว 4.9 พันล้านบาท โดยจะเริ่มที่ราว 1.5 พันล้านบาทต่อปีและคาดว่าจะใช้เวลาราว 3 ปีในการก่อสร้างและเริ่มดำเนินธุรกิจ และใช้ระยะเวลาอีกราว 3 ปี เพื่อที่จะคุ้มทุน   
          ทาง PSH ตั้งเป้ารายได้จากการขายโครงการอยู่ที่ 5.02 หมื่นล้านบาท (+7.0% Yoy) โดยที่จะเป็นรายได้จากกลุ่มโครงการ Premium ราว 1.8 พันล้านบาท และจะเน้นรายได้จากกลุ่มบ้านเดี่ยวที่คาดว่าจะโตถึง 30% YoY อย่างไรก็ดี โครงการทาวน์โฮมยังคงเป็นสัดส่วนหลักของรายได้ที่ 45% ทางด้านยอด Backlog ที่รอโอนในปี 2560 อยู่ที่ 1.34 หมื่นล้านบาท (จากระดับ 9.0 พันล้านบาทเมื่อช่วงต้นปี) และมีโครงการใน Inventory อยู่ 174 โครงการ มูลค่ารวม 8.9 หมื่นล้านบาท ที่จะมาช่วยสนับสนุนรายได้  
          บทวิเคราะห์ ระบุว่า ได้ปรับเป้าหมายรายได้ปี 2560 ของ PSH 
          ยังคงแนะนำซื้อ แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 25.40 โดยอิงค่า ESP 2560F ที่ 2.97 บาท/หุ้น และ PE ที่ 8.55X (ค่าเฉลี่ย 10 ปี) ด้วยปัจจัยสนับสนุนดังนี้ (1) ระยะเวลาการก่อสร้างเร็วขึ้น ส่งผลให้การรับรู้รายได้เร็วขึ้นเช่นกัน (2) ปรับมาเน้นโครงการระดับบนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจาก Rejection rate (3)มี Dividend payout ratio สูงถึง 50% (4) ธุรกิจโรงพยาบาลจะมาช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคต แม้ว่าจะยังไม่เห็นผลในระยะอันใกล้ 

ปัจจัยเสี่ยง
          1) การแข่งขันที่สูง อาจกดดันอัตราการทำกำไร
          2) ราคาที่ดินปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น
          3) ระดับหนี้ครัวเรือนยังคงกดดันยอดสินเชื่อจากธนาคาร
          4) พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฉบับใหม่อาจกดดันราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้น

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด