ข่าวนี้ที่ 1

| 27 มกราคม 2560 | 17:05

"พร้อมเพย์"ทำค่าต๋งแบงก์ปี60 สูญ 3.6 พันลบ.

"พร้อมเพย์" ดีเดย์ใช้แล้ว 27 ม.ค. 60 ที่ผ่านมา ส่วน 1 มี.ค. นี้ เตรียมเปิดให้นิติบุคคลใช้บริการ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดตัวเลขกรณีมีผู้ลงทะเบียนใช้งานแตะ 60% กระทบรายได้ค่าต๋งแบงก์ปี60 สูญ 3.1-3.6 พันลบ. แต่เชื่อจะผลดีในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า สร้างผลบวกต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1.9 พันลบ.ต่อปี ด้าน"สมคิด" การันตี ช่วยเพิ่มศักยภาพการเงินของประเทศ เพิ่มความสะดวกให้ปชช. ลดอุปสรรคธุรกิจ
  

*** "พร้อมเพย์" เริ่มใช้ 27 ม.ค. 60 
    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการตามยุทธศาสตร์ National e-Payment ว่า การที่ประเทศไทยจะก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม ดังนั้น ภาครัฐจึงมีบทบาทที่สำคัญในการสนับสนุนทุกภาคส่วน โดยการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ การเปิดใช้ระบบพร้อมเพย์ในวันที่27 ม.ค.59 เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการเงินของประเทศ เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี และ e-commerce ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในที่สุด  
    “นโยบายของภาครัฐบาลที่ต้องการพัฒนา และสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เข้มแข็ง เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน ช่วยประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง”นายสมคิด กล่าว 

***ศูนย์วิจัยฯคาดยอดผู้ใช้ `พร้อมเพย์` แตะ 60% กระทบรายได้ค่าต๋งแบงก์ปี 60 สูญ 3.1-3.6 พันลบ. แต่ดีในระยะยาว
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลกระทบของ "พร้อมเพย์" ทำรายได้ค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ในปี 2560 หายไป  3.1-3.6 พันล้านบาท บนสมมติฐานพื้นฐานมีผู้ลงทะเบียนใช้งาน 60%  รายได้ค่าธรรมเนียมจากการโอนเงินและการเรียกเก็บเงินคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 11.9 ของรายได้ค่าธรรมเนียม  ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ (ซึ่งราวร้อยละ 5 เป็นรายได้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพร้อมเพย์) และเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.4 ของรายได้รวมทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในกรณีพื้นฐาน 
    แต่ เมื่อโครงการพร้อมเพย์เดินหน้าอย่างเต็มที่แล้ว คงสร้างผลบวกสุทธิต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะ 10 ปีข้างหน้าได้ไม่ต่ำกว่า 1.9 พันล้านบาทต่อปี คำนวณจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค และการลดลงของต้นทุนการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ (ตามการเปลี่ยนจากธุรกรรมเงินสดไปสู่ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นทุนถูกกว่า) หักลบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ในช่วงปีแรกๆ มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าว อาจจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากยังอยู่ในระยะแรกของการลงทุนและปรับปรุงกระบวนการต่างๆ 
     ในระยะถัดไป เมื่อโครงการพร้อมเพย์สำหรับการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล (P2P) ดำเนินการได้อย่างราบรื่นแล้ว คงจะเห็นการเชื่อมต่อระบบพร้อมเพย์ระหว่างบัญชีของนิติบุคคลกับนิติบุคคล (B2B) บัญชีนิติบุคคลกับลูกค้าบุคคล (B2C) และบัญชีลูกค้าบุคคลกับนิติบุคคล (C2B) ที่จะตามมาในอีกไม่นาน พร้อมๆ กับการขยายเครือข่ายร้านค้ารับบัตร หรือเครื่อง EDC/MPOS ตลอดจนการผลักดัน e-Tax Invoice กับ e-Receipt ตามโครงการ National e-Payment ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สังคมไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสดช้าหรือเร็วเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมเชิงโครงสร้างของระบบการชำระเงินไทย และ Adoption Rate ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการใช้จ่ายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ  มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นไปที่ประมาณร้อยละ 50 ได้ภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2569 จากปี 2560 นี้ที่น่าจะมีสัดส่วนราวร้อยละ 30 เท่านั้น (จากข้อมูลล่าสุดปี 2558 ที่ร้อยละ 23.8) ส่วนการใช้เงินสดและเช็ค  ของลูกค้าที่ปัจจุบันมีสัดส่วนร้อยละ 70 จะปรับลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 50
    โจทย์หลักของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อจากนี้นั้น นอกจากจะเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบ และกระตุ้นให้มีการทำธุรกรรมผ่านโครงการนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลดต้นทุนธุรกรรมให้มีความชัดเจนขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็คงต้องผลักดันนวัตกรรมบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ และค่าธรรมเนียมประเภทอื่นๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะแรกจากโครงการพร้อมเพย์ รวมถึงสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ ธนาคารแต่ละแห่งยังต้องวางแนวทางบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ อาทิ สาขา หรือ ATM ที่อาจมีบทบาทลดลง รวมถึงพัฒนาทักษะความสามารถ (Upskill) ของพนักงานที่เกี่ยวข้องให้ตอบโจทย์ทิศทางผลิตภัณฑ์และบริการที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นได้ในอนาคต

***เปิดให้นิติบุคคลใช้บริการ "พร้อมเพย์" 1 มี.ค. 60 
    นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ซึ่งพร้อมเพย์เป็นโครงการแรก นอกจากนี้ยังมีโครงการขยายการใช้บัตรเดบิต และการติดตั้งเครื่องรับบัตร หรือ EDC การปรับปรุงระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การบูรณาการสวัสดิกสน และ e-Payment ภาครัฐ การสื่อสารให้ความรู้กับประชาชน และโครงการพัฒนาตลาดทุน ซึ่งวันนี้บริการพร้อมเพย์สำหรับการโอนเงินระหว่างบุคคล สามารถให้ประชาชนที่รอใช้บริการอย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว นอกจากนี้ จะเริ่มเปิดให้นิติบุคคลลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ และจะเริ่มให้บริการโอนเงินได้ในวันที่ 1 มีนาคม 2560  
    สำหรับการพัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ดำเนินไปอย่างราบรื่น สะดวก ปลอดภัย โดยรัฐบาลหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้ในระยะยาว  
    “ได้มีการดูแลความเรียบร้อย ปลอดภัย จากเดิมที่เราจะใช้เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันแรก ที่พร้อมเพย์ หรือ การโอนเงินระหว่างบุคคลไปบุคคลทำได้แล้ว นอกจากเรื่องนี้ ยังมีเรื่องอื่น วันนี้ให้ทุกแบงก์เริ่มลงทะเบียน กลุ่มนิติบุคคล และเมื่อลงไปแล้ว จะให้เริ่มใช้วันที่ 1 มีนาคม 2560 ยืนยันว่าพร้อมแน่นอน ทุกแบงก์คงต้องไปแข่งขันกัน ส่วนโครงการที่ 2 อีดีซี วันนี้มีคนมายื่นซอง 2 ราย ซึ่งคาดว่าจะได้รายชื่อเอกชนที่เป็นผู้ติดตั้งเครื่องรับบัตรได้กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ และจะพร้อมติดตั้ง 1 มีนาคม 2560 เช่นเดียวกัน”นายอภิศักดิ์ กล่าว  
  
***ผู้ว่าธปท.ยอมรับโมบายแบงก์กิ้งโตต่อเนื่อง 
    นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ร่วมสนับสนุนและผลักดันแผนยุทธศาสตร์ e-Payment โดยรับผิดชอบหลักใน 2 โครงการ คือ โครงการพร้อมเพย์ และโครงการขยายการใช้บัตรเดบิต ในขั้นตอนการพัฒนาระบบพร้อมเพย์นั้น ทุกฝ่ายได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของระบบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในส่วนของระบบกลาง ระบบงานของธนาคารแต่ละแห่ง และการเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า โดยธปท.ได้ติดตาม ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งซักซ้อมและเตรียมการให้ธนาคารต่างๆ สามารถดูแลและให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้บริการได้อย่างถูกต้อง มีวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที และมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ เช่น กสทช. กำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติ เพื่อให้การใช้บริการพร้อมเพย์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  
    ทั้งนี้ จากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินต่างๆ ธปท.หวังว่า ปริมาณการใช้บริการอีเพย์เม้นท์จะเพิ่มสูงขึ้น สนับสนุนให้การทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจทุกภาคส่วนดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบการเงินของไทย  
    “ธปท.ได้รับผิดชอบใน 2 โครงการหลัก คือ พร้อมเพย์และโครงการขยายการใช้บัตรเดบิต ซึ่งขั้นตอนการพัฒนาระบบดังกล่าวธปท.จะเน้นดูแลความปลอดภัยและการเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้า พร้อมติดตามการทำงานของสถาบันการเงินหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันมีการทำธุรกรรมการโอนเงินระหว่างกันอยู่ถึง 4 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งให้การบริการพร้อมเพย์เป็นการตอบโจทย์การทำธุรกรรมทางการเงินได้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้ระบบพร้อมเพย์แล้ว 20 ล้านบัญชีแล้ว”นายวิรไท กล่าว  
    ??  นายวิรไท ยอมรับว่า กระแสการใช้โมบายแบงก์กิ้งเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีการทำธุรกรรมทั้งสิ้น 264 ล้านรายการ มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท เติบโต 73% และมีบัญชีที่ใช้ทั้งสิ้น 14 ล้านบัญชี  
  
***สมาคมธนาคารไทยคาดหลังเปิดให้นิติบุคคลเริ่มใช้งาน ยอดผู้ใช้ "พร้อมเพย์" แตะ 30 ล้านบัญชี
    นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า  ยืนยันธนาคารพาณิชย์พร้อมใจกันพัฒนาระบบนี้อย่างเต็มที่ และมีการลดค่าธรรมเนียนการโอนให้กับประชาชนที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ไว้ ซึ่งคาดว่าหลังจากเปิดให้นิติบุคคลเข้ามาลงทะเบียนแล้ว จะมีผู้ใช้บริการผ่านพร้อมเพย์เพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านบัญชีได้ ในส่วนของอัตราค่าธรรมเนียมนั้น ยืนยันว่า ราคาถูกกว่าปัจจุบันที่คิดราคา 25-35 บาทอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ยอมรับว่า การโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ จะส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารบ้าง แต่ยืนยันว่า การทำโครงการดังกล่าว เชื่อว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก  
    สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์โอนเงินระหว่างบุคคล ไม่เกิน 5,000 บาท ฟรี มากกว่า 5,000-30,000 บาท ไม่เกิน 2 บาท มากกว่า 30,000-100,000 บาท ไม่เกิน 5 บาท มากกว่า 100,000-วงเงินสูงสุดที่กำหนด ไม่เกิน 10 บาท
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด