ข่าวนี้ที่ 1

| 26 กันยายน 2560 | 17:05

SSP ลงสนามเทรดวันแรก โบรกฯให้เป้าสูงสุด 9.89 บ.

    "เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น" พร้อมเทรดใน mai วันแรก ที่ปรึกษาฯชี้ธุรกิจรับผลดีจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในไทย-ญี่ปุ่น ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายสนับสนุนพลังงานทดแทน ด้านผู้บริหารมั่นใจได้รับการตอบรับดี หลังนักลงทุนสถาบันจองล้น 9.5 เท่า เผยอยู่ระหว่างลงทุนโซลาร์ฟาร์มในไทยและญี่ปุ่น 8 โครงการ กำลังผลิตติดตั้ง 122.4 เมกะวัตต์ คาดทยอย COD ตั้งแต่ปลายปีนี้ ส่วนโบรกฯให้มูลค่าพื้นฐานระหว่าง 7.80-9.89 บาท/หุ้น

*** mai รับเข้าซื้อขายวันแรก 27 ก.ย.นี้

    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ยินดีต้อนรับ บมจ. เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มทรัพยากร โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SSP” ในวันที่ 27 กันยายน 2560 นี้ โดย SSP ดำเนินธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (holding company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นทั้งในและต่างประเทศ
    ปัจจุบัน SSP ลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยลงทุน 100% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเสริมสร้าง โซลาร์ จ. ลพบุรี ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญา 40 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และ 2) โครงการโซลาร์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) จ. ราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาและยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญา 5 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 และมีเงินลงทุน 86.9%-100% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 5 โครงการ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญารวม 93 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทะยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2561 จำนวน 23 เมกะวัตต์ และภายในปี 2563 จำนวน 70 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ SSP ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (solar rooftop) ในประเทศไทยจำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1.4 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ปี 2560
    SSP มีทุนชำระแล้ว 922.00 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 691.63 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 230.38 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 18-20 กันยายน 2560 ในราคาหุ้นละ 7.70 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 1,773.89 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 7,099.40 ล้านบาท พร้อมกันนี้ Unity I. Capital Limited ในฐานะผู้ถือหุ้นของ SSP ได้นำหุ้นสามัญเดิมออกขายจำนวน 46.00 ล้านหุ้น ในราคาเดียวกัน มี บล. กสิกรไทย จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

*** มั่นใจตอบรับดี หลังสถาบันจองล้น 9.5 เท่า
          
    นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) เปิดเผยว่า บริษัท พร้อมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรกในวันที่ 27 ก.ย.นี้ หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 276,375,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 30% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ ในราคาหุ้นละ 7.70 บาท โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการจองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ประมาณ 9.5 เท่า
    SSP แบ่งธุรกิจเป็น 2 กลุ่มคือ 1.ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และ 2.ธุรกิจลงทุนและพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ เป็นต้น
    ปัจจุบันมีการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วจำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการเสริมสร้าง โซลาร์ ในจังหวัดลพบุรี กำลังการผลิตติดตั้ง 52 MW และมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 40 MW ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Non-Firm มีอายุสัญญา 5 ปี และต่ออายุได้คราวละ 5 ปี ซึ่งได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) 6.5 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 10 ปีนับจากวันที่เริ่ม COD

*** ลุยโรงไฟฟ้าไทย-ญี่ปุ่น    

    บริษัทอยู่ระหว่างการลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและญี่ปุ่นรวม 8 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 122.4 MW และมีปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญารวม 98 MW แบ่งเป็นโครงการในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่เริ่มก่อสร้าง 1 โครงการ คือ โครงการโซลาร์ อผศ. ในจังหวัดราชบุรี ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 5 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า Feed-in Tariff (FiT) 4.12 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าตามอายุสัญญา 25 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ได้ภายในไตรมาส 4/61
    ส่วนในประเทศญี่ปุ่น มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างลงทุน 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญารวม 47 MW ได้แก่ 1.โครงการฮิดะกะ ในจังหวัดฮอกไกโด ปริมาณพลังงงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 17 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 40 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าตามอายุสัญญา 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 1/61 และ 2.โครงการยามากะ ในจังหวัดคุมาโมโต้ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 30 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 2/63
    นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาแต่ยังไม่ก่อสร้างจำนวน 2 โครงการ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญารวม 36 MW ได้แก่ 1.โครงการโซเอ็น ในจังหวัดคุมาโมโต้ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 6 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงคงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าตามอายุสัญญา 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ได้ในไตรมาส 4/61 และ 2.โครงการลีโอ ในจังหวัดชิซุโอกะ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 30 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ภายในไตรมาส 2/63
    ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาขั้นต้นอีก 1 โครงการ คือ โครงการยามากะ มีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เสนอขายตามสัญญา 10.0 MW และได้อัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT 36 เยนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง คงที่ตลอดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 2/63

*** ลุยโซลาร์รูฟไทย    
    
    บริษัทฯ ยังให้ความสนใจเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ในประเทศไทยอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ SNNP 1 ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในจังหวัดสมุทรสาคร กำลังการผลิตติดตั้ง 384 กิโลวัตต์ และโครงการ SNNP 2 ที่อยู่ระหว่างพัฒนาและยังไม่เริ่มก่อสร้างในจังหวัดราชบุรี กำลังการผลิตติดตั้ง 998 กิโลวัตต์ ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่อ้างอิงอัตราตามค่าไฟฟ้าฐานขายปลีกจาก กฟภ. และค่า Ft ขายปลีกเฉลี่ย โดยมีบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี คาดว่าทั้ง 2 โครงการจะ COD ในไตรมาส 4/60
    “เราให้ความสำคัญกับการลงทุนและพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าครบ 200 MW ภายในปี 2563 เพื่อยกระดับสู่บริษัทพลังงานชั้นนำแห่งเอเชีย โดยจะเป็นผู้ผลิตและจัดหาพลังงานที่ยั่งยืนควบคู่กับการส่งเสริมสนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่สะอาดอย่างมั่นคงเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม" นายวรุตม์ กล่าว
          
*** ที่ปรึกษาฯชี้รับผลดีความต้องการใช้ไฟในไทย-ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจของ SSP จะได้รับผลดีจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยและในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่ให้การสนับสนุนการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

***บล.กสิกรไทย ประเมินมูลค่าพื้นฐาน 7.80-9.40 บาท/หุ้น 
    
    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กสิกรไทย ระบุว่า SSP คือผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar farm) โดยมีโครงการที่ดำเนินการผลิตไฟแล้ว 1 โครงการในขณะนี้ (SPN) และอีก 7 โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในประเทศไทยและญี่ปุ่น คาดว่าโครงการ SPN สามารถสร้างกำไรต่อ MW และอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ (ROA) ในระดับใกล้เคียงกับโครงการ solarfarm หลักๆ โครงการอื่นในประเทศไทย ขณะเดียวกัน คาดว่า 5 โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะช่วยให้กำลังการผลิตของ SSP มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในปี 2560-63 ที่ 23.9% และมี CAGR สำหรับกำไรปกติที่ 10.9% นอกจากนี้ บริษัทอยู่ะหว่างการเข้าซื้ออีก 2 โครงการในญี่ปุ่น คาดว่าจะช่วยเพิ่ม CAGR ของกำลังการผลิตและกำไรปกติเป็น 35.3% และ 14.2% ตามลำดับ ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ 40% คาดว่า SSP จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้ที่ 0.19-0.34 บาท/หุ้น ในปี 2560-63
    แรงขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรสุทธิ ส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่น คาดว่ากำไรปกติของ SSP จะเริ่มปรับขึ้นจาก 447 ล้านบาท ในปี 2559 มาอยู่ที่ 677 ล้านบาท ในปี 2563 ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หรือเพิ่มขึ้นเป็น 760 ล้านบาท ในปี 2563 ในกรณีกรอบบน
    ทั้งนี้ นอกจากผลบวกจากอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย เราคาดว่าการเติบโตของกำไรของ SSP ในปี 2560-63 จะไดรับอานิสงส์จากกำลังการผลิตที่มีมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

*** บล.ไทยพาณิชย์ ระบุ กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า กำไรโต CAGR 17% ในปี 60-63
    
    บทวิเคราะห์ บล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า แม้ปัจจุบัน SSP มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพียง 1 โครงการในประเทศไทย แต่บริษัทมีโครงการที่ยืนยันแล้วที่จะช่วยสนับสนุนให้กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสามเท่า จาก 40 เมกะวัตต์ สู่ 134 เมกะวัตต์ในปี 2563 โดยส่วนใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น ทั้งนี้ เมื่ออิงกับโครงการเหล่านี้ คาดว่ากำไรของ SSP จะเติบโตอย่างน่าประทับใจที่ CAGR 17% ในปี 2560-2563  ปัจจัยกระตุ้นการเติบโตจะเกิดจากโครงการในญี่ปุ่น โครงการทุกโครงการมีสัญญาระยะเวลา 20-25 ปี ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เราประเมินมูลค่าเหมาะสมของ SSP ได้ที่ 8.55-9.12 พันล้านบาท (9.27-9.89 บาท/หุ้น)อ้างอิงวิธี sum-of-the-parts และ PE
    

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด