ข่าวนี้ที่ 1

| 26 กรกฎาคม 2560 | 17:05

FTEลั่นเทรดวันแรกเหนือจอง โชว์กำไรพุ่ง 82% กูรูชี้เป้า 4 บ.

"ไฟร์เทรด เอ็นจิเนียริ่ง (FTE)" เข้าเทรดใน SET วันแรก ผู้บริหารมั่นใจราคายืนเหนือจอง หลังเดินสายโรดโชว์ทั่วประเทศ นักลงทุนตอบรับดีเยี่ยม ลั่นมีประสบการณ์ในธุรกิจนำเข้า-ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิง มากว่า 27 ปี ชูจุดเด่นสินค้าหลากหลาย และมีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ในตลาด พร้อมตั้งเป้าสร้างรายได้เติบโตปีละ 10% โบรกฯ มองธุรกิจการแข่งขันไม่รุนแรง ชี้เป็นหุ้นไซส์เล็กทำให้ตลาดไอพีโอกลับมาคึกคักอีกครั้ง ประเมินราคาเหมาะสม 4 บาท   

***มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง 
    บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FTE เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท ในราคาเสนอขายหุ้นละ 2.95 บาท โดยจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)เป็นวันแรกในวันที่ 27 ก.ค. นี้
    นายทักษิณ ตันติไพจิตร กรรมการผู้จัดการ   FTE  มั่นใจว่า FTE เข้าเทรดวันแรกราคาจะปรับตัวสูงกว่าราคาจองที่ 2.95 บาท เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งและที่ผ่านมาบริษัทได้เดินทางไปนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน 14 จังหวัด ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ซึ่งการจองซื้อที่ผ่านมาได้กระจายหุ้นให้กับนักลงทุนรายย่อยกว่า 5,000 ราย

*** ชูจุดเด่นธุรกิจหลากหลาย
    นายทักษิณ ระบุ จุดเด่นของธุรกิจ คือ มีสินค้ากว่า 9,000 รายการ สูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่นกว่า 30% ดังนั้น จึงมีความหลากหลายมากกว่า ซึ่งตราสินค้ามีประวัติยาวนานกว่า 90-100 ปี และบริษัทมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำกว่ารายอื่น
    ปัจจุบันบริษัทเป็นเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 18% ในตลาดอุปกรณ์ดับเพลิงและงานติดตั้งระบบดับเพลิง ที่มีมูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งในระยะต่อไปตั้งเป้าจะรักษาตำแหน่งผู้นำ โดยใช้กลยุทธ์การขยายพนักงานขายเพิ่มขึ้นปีนี้ 10 ราย จากปัจจุบัน 30 ราย ซึ่งเฉลี่ยมีการทำยอดขายได้ประมาณ 20 ล้านบาทต่อคน รวมถึงจะพยายามหางานประมูลออกแบบติดตั้งงานระบบดับเพลิงใหม่ด้วย
    กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากกลุ่มผู้รับเหมา 62% เจ้าของโครงการ 25% และดีลเลอร์ 11% โดยสัดส่วนรายได้จากการขายอุปกรณ์ดับเพลิง 75% และงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง 25% โดยในอนาคตหวังเพิ่มสัดส่วนงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิงให้มากขึ้น เพราะบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีกว่า ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาสแรกอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 24.40%

*** ตั้งเป้าทำรายได้โตปีละ 10%
     ในระยะต่อไปบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% โดยปัจจุบันบริษัทมียอดรอรับรู้รายได้ (backlog)รวม 435 ล้านบาท แบ่งเป็นงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง 295 ล้านบาท และงานจำหน่ายสินค้า 140 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ปีนี้ 80% หวังเข้าประมูลงานขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รวมถึงโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2
    การขยายธุรกิจไปยังกลุ่ม CLMV ปัจจุบันบริษัทได้ส่งมอบสินค้าให้กับกลุ่มผู้รับเหมาที่ได้รับงานใน CLMV อยู่แล้ว แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาหากมีความต้องการสินค้าสูงและเติบโตได้ดี อาจมีการไปตั้งสาขา เพิ่มตัวแทนขายได้ในอนาคต
    ส่วนรายได้ปีนี้มั่นใจสูงกว่าปีก่อนที่มีรายได้รวม 822.56 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากงานในมือปัจจุบันมี 435 ล้านบาท ส่วนใหญ่รับรู้รายได้ในปีนี้ แบ่งเป็นรายได้จากการขาย 140 ล้านบาท และอีก 295 ล้านบาท เป็นงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง และบริษัทอยู่ระหว่างประมูลงานออกแบบติดตั้งระบบดับเพลิง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ. )เพิ่ม จากมีแผนที่จะติดตั้งระบบดับเพลิงในสถานีโรงไฟฟ้า อีก 168 แห่ง ในระยะ10 ปี ซึ่งปีละประมาณ 16 แห่ง ซึ่งบริษัทมีโอกาสได้งาน 65% จากมีประสบการณ์ในการรับงานดังกล่าว
    โดยไตรมาส 1/60  FTE และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 27.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 14.94 ล้านบาท 

*** ระดมเงินสร้างคลังสินค้า
     การระดมทุนครั้งนี้ FTE จะนำเงินที่ได้มาใช้ในการสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ เปิดสำนักงานขายและบริการในประเทศ ประกอบด้วย ระยอง เชียงใหม่ และภูเก็ต รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายรักษาความเป็นผู้นำตลาดอุปกรณ์ดับเพลิงครบวงจร และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
 
*** อันเดอร์ไรท์ชี้ FTE ทำกระแสไอพีโอกลับมาคึกคัก     
     ก่อนหน้านี้ นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เปิดเผยว่า สำหรับราคาหุ้น FTE ในราคา 2.95 บาท ถือเป็นระดับราคาที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากบริษัทมีพื้นฐานและโอกาสทางธุรกิจที่ดีเป็นอย่างมาก โดยมี P/E 18 เท่าเมื่อเทียบบริษัทที่ดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกัน ที่มี P/E 36 เท่า ถือเป็นการกำหนดราคาที่มีส่วนลด 49.5% เชื่อว่าการเปิดจองหุ้น IPO จะได้รับความสนใจและมีกระแสตอบรับที่ดี
      "ที่ผ่านมาหุ้น IPO ที่เข้าตลาดฯตั้งแต่ต้นปี 60 มีผลตอบแทนการลงทุนไม่หวือหวา เพราะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งนักลงทุนรอหุ้นไซส์เล็ก เช่น FTE เพื่อจะมาทำให้กระแส IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง"

*** โบรกฯให้ราคาเหมาะสม 4 บาท
    บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุ  FTE จะขาย IPO 150 ล้านหุ้น เป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงและให้บริการออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบระบบดับเพลิงที่ครอบคลุม และด้วยความที่เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความชำนาญสูง จึงทำให้การแข่งขันไม่รุนแรง คาดกำไรปี 2017 โต 22%Y-Y อยู่ที่ 106 ลบ. ส่วนปี 2018-2019 คาดโตเฉลี่ย 12% ต่อปี ประเมินมูลค่าที่เหมาะสม 4.00 บาท อิง PE 22.5 เท่า 

***"อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์)" เคาะราคา IPO 1.33 บ.
    นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) 578 ล้านหุ้น คิดเป็น 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท โดยกำหนดราคาจองซื้อที่ 1.33 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) 1 บาท โดยจะเปิดจองซื้อในวันที่ 31 ก.ค.-2 ส.ค. นี้ และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) วันที่ 9 ส.ค. นี้ ซึ่งรายละเอียดการเสนอขายจะอยู่ในแบบแสดงรายการข้อมูลซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 ก.ค. นี้
    วัตถุประสงค์บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปในลงทุนโครงการใหม่ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้า และใช้คืนเงินกู้ของกลุ่มบริษัท รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม โดยบริษัทตั้งเป้าเป็นบริษัทอาเซียนที่มีฐานลูกค้ากระจายทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีบริษัทย่อยทั้งหมด 9 บริษัท ใน 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย
    ทั้งนี้ งบปี 60 สิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค. 60 บริษัทรายได้รวม 2,915.90 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 210.40 ล้านบาท (ก่อนหักส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย) โดยกำไรสุทธิเติบได้ถึง 19% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 177 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการเข้าตลาดบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผล 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้และการจัดสรรเงินสำรองตามกฎหมาย

*** ชูจุดเด่นผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในเอเซีย ทำหุ้นน่าสนใจ
     นางวันทนา เพชรฤกษ์วงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การกำหนดราคาที่ 1.33 บาท ซึ่งถือเป็นราคาเหมาะสม น่าสนใจซื้อ โดยราคาดังกล่าวคิดเป็น PE 10 เท่า เทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันPE เฉลี่ย 15 เท่า ดังนั้นเท่ากับมีส่วนลดให้นักลงทุนไม่น้อยกว่า 30% 
    คาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ด้านฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ธุรกิจที่มีศักยภาพด้วยจุดเด่นเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในเอเชียระดับ tire-1 และมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ใน 4 ประเทศ โดย ประเมินว่าหลังจากนี้ธุรกิจยานยนต์จะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกันอัตรากำไรขั้นต้นของ INGRS อยู่ในระดับ 20% ถือว่าสูงกว่าอุตสาหกรรม เพราะมีการใช้เทคโลยีในการผลิต ช่วยลดต้นทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด