ข่าวนี้ที่ 1

| 26 มกราคม 2560 | 17:05

PTTEPคืนชีพปี59 พลิกกำไร 1.28 หมื่นลบ.

     PTTEP โชว์ฟอร์มแกร่ง อวดกำไรปี 59 ที่ 1.28 หมื่นลบ. พลิกจากขาดทุนหนักถึง 3.15 หมื่นลบ.ในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้น 140.63%  แม้ไตรมาส 4/59 ยังขาดทุน 553 ลบ. ดีกว่าที่โบรกฯ คาดจะขาดทุนระดับกว่าพันลบ. หลังรายได้ทรุดตามราคาน้ำมันโลก แต่สถานะการเงินยังแกร่ง อวดเงินสดในมือถึง 1.44 แสนลบ. พร้อมประกาศปันผลครึ่งปีหลังอีก 2.50 บ. ขึ้น XD 7 ก.พ.นี้  กางแผนปี  60 ตั้งเป้าปริมาณการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 3.12 แสนบาร์เรล ฟากโบรกฯ มองครึ่งปีแรก 60 จะเป็นจุดต่ำสุด แต่จะเริ่มฟื้นขึ้นตามราคาน้ำมัน ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 105 บ.

     ปตท.สผ. (PTTEP) เป็นบริษัทแรกในเครือ PTT ที่ประกาศผลประกอบการออกมา โดยปี 2559 นี้ สามารถพลิกกลับมามีกำไรถึง 1.28 หมื่นล้านบาท จากที่ขาดทุนหนักถึง 3.15 หมื่นล้านบาทในปี 2558 นอกจากนี้ยังประกาศปันผลช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเปิดแผนปี 2560 โดยตั้งเป้าปริมาณการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 3.12 แสนบาร์เรล 
    โดยวานนี้ (26 ม.ค.59) ราคาหุ้น PTTEP ปิดการซื้อขายที่ระดับ 98.50 บาท เพิ่มขึ้น 4  บาท หรือ 4.23% มูลค่าการซื้อขาย 3.43 พันล้านบาท            

   
*** ปี 59 พลิกกำไร 1.28 หมื่นลบ. จากขาดทุน 3.15 หมื่นลบ. ปี58   
     นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. (PTTEP) เปิดเผยว่า ปตท.สผ. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปี 2559 ที่ 372 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 12,860 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 140.63% จากปี 2558 ที่ขาดทุนสุทธิ 854 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 31,590 ล้านบาท)  
    โดยในไตรมาส 4/59 ขาดทุนสุทธิจำนวน 16 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 553 ล้านบาท ) ผลการดำเนินงานลดลง 172 ล้านดอลลาร์  สาเหตุหลักมาจากภาษีเงินได้ที่เกิดจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นจำนวน 143 ล้านดอลลาร์ สรอ.  รวมทั้งมีการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 47 ล้านดอลลาร์ สรอ. 

*** โชว์เงินสดในมือ 1.44 แสนลบ. 
    นายสมพร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า รายได้ปี 2559 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 4,339 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 152,745 ล้านบาท) ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับรายได้ 5,614 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในปี 2558 ซึ่งเป็นผลจากการปรับลดของราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยซึ่งลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกมาอยู่ที่ประมาณ 35.91 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ จากในปีก่อนหน้าที่ 45.29 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ 
    โดยปริมาณการขายนั้น ปตท.สผ. สามารถรักษาระดับปริมาณการขายได้ตามแผนที่ 319,521 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2559 ซึ่งต่ำกว่าปี 2558 ที่ระดับ 322,167 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันเล็กน้อย โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการยุติการลงทุนในโครงการโอมาน 44 ในช่วงครึ่งปีหลัง 
     สถานะการเงิน ณ สิ้นปี 2559 ปตท.สผ. มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 18,891 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 676,890 ล้านบาท) ซึ่งรวมเงินสดจำนวน 4,022 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 144,096 ล้านบาท) มีหนี้สินรวม 7,505 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 268,906 ล้านบาท) ซึ่งได้รวมหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจำนวน 2,832 ล้านดอลลาร์ สรอ. และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 11,386 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 407,984 ล้านบาท) 

*** ปันผลอีก 2.50 บ./หุ้น XD 7ก.พ.นี้   
    ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2559 ที่อัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น โดย ปตท.สผ. ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกในอัตรา 0.75 บาทต่อหุ้น จึงยังคงเหลือเงินปันผลจ่ายสำหรับงวด 6 เดือนหลังอีกในอัตราหุ้นละ 2.50  บาท กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อรับสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 เมษายน 2560  ขึ้นXD วันที่ 7 กุมพาพันธ์ 2560 

*** เปิดแผนปี 60 ตั้งเป้าปริมาณการขายเฉลี่ย อยู่ที่ 3.12 แสนบาร์เรล ใกล้เคียงปี 59  
    แผนดำเนินงานปี 2560 นายสมพร กล่าวว่า ปตท.สผ. ยังคงมุ่งเน้นที่จะรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย คาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยของปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 312,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยมีความพยายามที่จะรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในช่วง 30-31 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ 
    แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีแรกของปี 2560 ปตท.สผ. ยังคงมองว่าน่าจะอยู่ในช่วง 50-60 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล สูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปก โดยในครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันคงจะยังมีความผันผวน ซึ่งต้องติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบกับราคาน้ำมันในอนาคต เช่น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มโอเปก นโยบายทางด้านธุรกิจพลังงานของผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ รวมถึงปัจจัยทางการเมืองอื่น ๆ

*** เร่งพัฒนา แหล่งอุบลคอนแทร็ค 4 และอีก 2 โครงการในแอฟริกา 
    สำหรับด้านการลงทุนซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตให้กับ ปตท.สผ. ในอนาคตนั้น ปตท.สผ. ยังคงให้ความสำคัญที่จะเร่งรัดพัฒนาโครงการที่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจได้แก่ แหล่งอุบลในโครงการคอนแทร็ค 4 ( คาดผลิตปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ในปี 64  กำลังการผลิตประมาณ 25,000 -30,000 บาร์เรลต่อวัน)
    ส่วนโครงการต่างประเทศ  ได้แก่ โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรียวัน  ( กำลังการผลิต 12 ล้านตัน/ปี อยู่ในช่วงกำลังคัดเลือกผู้รับเหมาฯ - เจรจาสัญญาซื้อขาย LNG กับผู้ซื้อ -เจรจาสัญญาเงินกู้ )และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (กำลังการผลิตรวมที่วางแผนไว้ประมาณ 50,000 บาร์เรลต่อวัน) การเร่งดำเนินการในกิจกรรมสำรวจในแปลงที่มีอยู่ปัจจุบัน รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจในการขยายการลงทุนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

*** งบ Q4/59 ดีกว่าโบรกฯ คาด พร้อมมอง - มองครึ่งแรกปีนี้จะเป็นจุดต่ำสุด  
      บล.ทรีนีตี้  คาดผลการดำเนินงาน Q4/59 ขาดทุนสุทธิ 1,322 ล้านบาท โดยผลประกอบการถูกกดดันจาก (1) คาดผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบ 1,381 ล้านบาท (2) ประเมินผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิรวมผลกระทบทางภาษี 4,354 ล้านบาท นอกจากนี้ เราคาดว่าผลการดำเนินงานหลักอ่อนตัว QoQ แม้จะได้แรงหนุนกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 2.5% QoQ แต่ราคาขายเฉลี่ยอ่อนตัว จากการปรับราคาขายก๊าซในแหล่งผลิตสำคัญในช่วงเดือน ต.ค. 59 คาดราคาขายเฉลี่ยที่ 35.41 -2.5%QoQ  ทั้งนี้ คาดกำไรปกติไม่รวมรายการพิเศษก่อนภาษีไว้ที่ 5.78 พันล้านบาท -13%QoQ -2.8%YoY
    ทั้งนี้ประเมินผลประกอบการน่าจะทำจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งแรกปีนี้  เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เรายังคงกังวลต่อกำลังการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะแหล่งผลิตที่สัมปทานกำลังจะหมดอายุลง ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตลดลงอย่างมีนัย โดยบริษัทประเมินกำลังการผลิตปี 64 จะลดลงสู่ระดับ 263 KBOED ภายใต้สมมติฐานไม่มีการต่ออายุสัมปทานในแหล่งผลิตปัจจุบัน แต่จะถูกชดเชยด้วย กำลังการผลิต จาก (1) แหล่ง Contract 4 (อุบล) ขนาด 25-30 KBD (2) แหล่ง Algeria 50 KBD (3) แหล่ง Mozambique 300 KBD (คาดว่าสามารถ FID ได้ทันภายในปี 60) ในปี 64-65 คงคำแนะนำ "ขาย" ที่ราคาเป้าหมาย 76 บาท

*** บล.ดีบีเอสฯ  ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 60-61
    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 60-61 ขึ้น สะท้อนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบในปี 60 ที่เพิ่มเป็น 55 ดอลลาร์/บาร์เรล และปี 61 เป็น 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนระยะยาวเท่ากับ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT มี Spread 3 ดอลลาร์/บาร์เรลบนราคาน้ำมันดิบดูไบ ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 60-61 จะเพิ่มขึ้น 25%/18% ตามลำดับ
    ลดงบประมาณลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า 15.9% จากแผนเดิม โดยหลักในปี 60 ซึ่งเป็นผลจากการเลื่อนระยะเวลาของโครงการใหม่ ซึ่งประกอบด้วย Contract 4 (อุบล) ในอ่าวไทย, โครงการ Mozambique Rovuma Offshore Area 1 และโครงการ Algeria Hassi Bir Rekaiz ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ปี 64 เป็นต้นไป
    แนะนำถือ ปรับเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 105 บาท ความเสี่ยงหลัก คือ ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและสัมปทานปิโตรเลียม

*** บล.เมย์แบงก์ฯ ชอบ PTT มากกว่า 
     บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง เปิดเผยว่า จากแนวโน้มผลประกอบการระยะสั้นที่ยังถูกกดดันจากการปรับลงของราคาก๊าซฯ และ Upside สู่ราคาเป้าหมายที่จำกัด คงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย DCF เท่ากับ 101 บาท ในเชิงปัจจัยพื้นฐานชอบ PTT จากจากผลประกอบการระยะสั้นที่ได้ประโยชน์จากการปรับลดราคาก๊าซฯ ที่เป็นต้นทุนของ PTT ปัจจัยบวกการนำธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกเข้า IPO และการเติบโตในระยะยาวจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในธุรกิจก๊าซฯ

*** บล.เคทีบี ให้เป้า 107 บ. แนะซื้อตามจังหวะราคาน้ำมัน 
    บล.เคทีบี เปิดเผยว่า  PTTEP ประกาศแผนลงทุน 5 ปี  โดยเนื้อหาสำคัญหลักจะเป็นการปรับประมาณการปริมาณขายระหว่างปี 2017 – 2021 ลงจากเดิมหลังมีการขายสินทรัพย์ในโอมาน ปริมาณการผลิตที่ลดลงในแหล่งน้ำมัน เช่น มอนทาร่า, เวียดนามและการเลื่อน FID ของโครงการลงทุนใหม่ออกไป (ส่งผลให้เงินลงทุนลดลงด้วย) ทำให้ปริมาณขายของ PTTEP ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าจะลดลงจากแผนเดิม (ปี 2016) ราว 6 – 9% เราจึงมองการประกาศแผนการลงทุนในครั้งนี้ในเชิงลบเล็กน้อย สะท้อนความเสี่ยงด้านปริมาณการผลิตของ PTTEP ที่ยังมีความไม่แน่นอนภายใต้ความไม่ชัดเจนด้านการต่อสัมปทานและการลงทุนเพื่อพยุงระดับปริมาณการผลิต ทั้งนี้การจัดทำแผนลงทุนดังกล่าวอยู่บนสมติฐานว่าบริษัทไม่ได้ต่อสัมปทานในแหล่งบงกชซึ่งคิดหากในอนาคตมีความชัดเจนมากขึ้นก็จะเป็น upside ให้กับสมมติฐานปริมาณการผลิตในอนาคตได้ 
     ยังคงราคาเหมาะสมของ PTTEP ที่ระดับ 107 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับ P/BV ที่ 1 เท่า สะท้อนแนวโน้มราคาน้ำมันที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยมอง PTTEP จะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลเชิงบวกทั้งในแง่ sentiment และพื้นฐานจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ทำให้ upside ไม่มาก แนะนำ “ซื้อ” ตามจังหวะราคาน้ำมัน 


  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด