ข่าวนี้ที่ 1

| 25 กันยายน 2560 | 17:05

SKN ได้ฤกษ์เข้าเทรด กูรูให้เป้า 10 บ. กำไรโตปีละ 71%

          "ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์" ประเดิมลงสนามเทรดวันแรก ที่ปรึกษาฯมั่นใจยืนเหนือจอง หลังนักลงทุนแห่จองล้น ธุรกิจไม้ MDFโตสูง-เพิ่มกำลังผลิตเท่าตัว-หนี้สินต่ำ ด้านผู้บริหารเดินหน้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในตลาดโลก หลังเห็นอัตราขยายตัวสูงกว่าปีละ 11% ขณะที่สายการผลิตใหม่เดินเครื่องทันที Q3/61 ส่วนโบรกฯให้ราคาเหมาะสม 9.20-9.40 บาท หลังมองกำไรโตก้าวกระโดดในปี 61-62 เฉลี่ยปีละ 81% ขณะที่ฐานะการเงินแกร่ง ปลอดหนี้สินในปี 61

*** ตลท. รับ SKN เข้าซื้อขายวันแรก


    ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯรับ บมจ. ส. กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์(SKN)เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดวัสดุก่อสร้าง โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “SKN” ในวันที่ 26 กันยายน 2560 นี้
    SKN เป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นไฟเบอร์บอร์ดความหนาแน่นปานกลาง หรือที่เรียกทั่วไปว่าแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ (Medium Density Fiberboard: MDF Board) ซึ่งเป็นแผ่นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติประเภทหนึ่ง ที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมก่อสร้างและตกแต่งในอาคารบ้านเรือน มีกำลังการผลิตปัจจุบัน 240,000 ลูกบาศก์เมตร/ปี และจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 260,000 ลูกบาศก์เมตร/ปี
    SKN มีทุนจดทะเบียน 800 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 600 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้น การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของบริษัทฯ ในครั้งนี้ แบ่งเป็นการเสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่าย 85 ล้านหุ้น ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 64 ล้านหุ้น ผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ 11 ล้านหุ้น และผู้มีอุปการคุณพร้อมด้วยพนักงานบริษัท 40 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 7.35 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 1,470 ล้านบาท มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 5,880 ล้านบาท โดยมี บล. ทิสโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

*** มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง


    นายทวีชัย ตั้งธนทรัพย์ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ บริษัท ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์(SKN) กล่าวว่า มั่นใจหุ้น SKN เทรดวันแรก (26 ก.ย.60) จะสามารถสูงกว่าราคาจองที่ 7.35 บาทต่อหุ้นได้ เนื่องจากนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบันในประเทศ และต่างประเทศให้ความสนใจจองซื้อจำนวนมาก เพราะบริษัทมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงหลังจากขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ซึ่งจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3/60 ทำให้กำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี จากความต้องการใช้ไม้ MDF จากปัจจุบันที่ผลิตไม่เพียงพอจำหน่าย
    นอกจากนี้ SKN ยังมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงและคิดค้นสูตรการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าและผลักดันกำลังการผลิตให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง มีทีมวิจัยและพัฒนาตามนโยบายมุ่งเน้นคุณภาพสินค้า เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้ และยังเสริมความยั่งยืนให้ธุรกิจ เนื่องจากเทรนด์การเติบโต
    ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกที่มีรายได้ 742.52 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 103.71 ล้านบาท เพราะปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากขณะนี้ใช้กำลังการผลิตได้ถึง 90% ของกำลังการผลิตรวมที่ 2.4 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี และราคาขายที่มีทิศทางปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (กรอสมาร์จิ้น) อยู่ที่ 30% และอัตรากำไรสุทธิ (เน็ตมาร์จิ้น) ปีนี้ 20%
    'มั่นใจว่าหุ้น SKN เทรดวันแรกสูงกว่าราคาจอง จากนักลงทุนใจจองซื้อจำนวนมาก เช่น นักลงทุนสถาบันไทยสนใจจองล้นถึง 15 เท่า จากหุ้นที่จัดสรร และมีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ 2-3 แห่งสนใจซื้อหุ้น ทำให้นักลงทุนที่พลาดการจองอาจเข้ามาซื้อหุ้นในกระดานในวันเทรดวันแรก'นายทวีชัยกล่าว
    นายวิชัย แสงวงศ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ เปิดเผยถึง การซื้อขายหุ้น SKN วันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯในวันที่ 26 กันยายน 60 มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน ทำให้สามารถยืนเหนือราคาจองที่ 7.35 บาทต่อหุ้นได้  จากการเป็นผู้ผลิตและส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟชั้นนำของประเทศไทย มีความได้เปรียบในเรื่องความเชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจไม้มายาวนานกว่า 30 ปี  โรงงานผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟของบริษัทฯ ตั้งอยู่ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีขนาดที่ดินรวมกว่า 144 ไร่ อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ และท่าเรือ มีกำลังการผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟสูงสุดที่ประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน หรือประมาณ 240,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา โรงงานมีอัตราการใช้กำลังผลิตเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด
    ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุน จำนวน 1,470 ล้านบาท จะนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะยาวจำนวน 650-750 ล้านบาท  สนับสนุนให้ D/E บริษัทฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากงวดครึ่งปีแรกที่ผ่านมา D/E อยู่ที่ 1.57 เท่า รวมทั้ง นำไปใช้ลงทุนขยายกำลังการผลิต 500 ล้านบาท และส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน สนับสนุนให้ในช่วงกลางไตรมาส 3/2561 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ปลดล็อคข้อจำกัดในการเติบโต และสามารถต่อยอดโครงการอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อีกมากมาย สนับสนุนให้ผลประกอบการบริษัทฯ เติบโตแข็งแกร่ง และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในอนาคต

*** ทิสโก้ให้ราคาเหมาะสม 9.40 บาท มองกำไรโตปีละ 81% 


    บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทิสโก้ ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของกำไรต่อหุ้น(EPS)ในปี 61-62 เฉลี่ยสูงถึง 81% ต่อปีจากการขยายกำลังการผลิตเท่าตัวเป็น 5 แสนลบ.ม./ปี โดยมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่งรองรับ 
    คาดกำไรสุทธิปี 60 ชะลอตัวลงเล็กน้อย 4.3% ที่ 251 ล้านบาท จากราคาขายที่ลดลงและปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักรครั้งใหญ่ แต่มองบวกต่อกำไรสุทธิปี 61-62 ที่คาดจะเติบโตก้าวกระโดด 85.8% และ 76.7% มาอยู่ที่ 467 และ 825 ล้านบาท ตามลำดับ หลักๆถูกขับเคลื่อนจาก 1) รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.1% YoY จากการเพิ่มกำลังการผลิตแผ่นไม้ MDF เป็น 5 แสนลบ.ม./ปี (+108%) จากปัจจุบันที่มีอยู่ 2.4 แสนลบ.ม./ปี ที่คาดจะแล้วเสร็จในช่วงกลาง 3Q61 และเติบโตต่อเนื่อง 63.6% เป็น 3,531 ล้านบาท ในปี 62 จากการรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตใหม่เต็มปี 2) คาดอัตรากำไรขั้นต้นปรับสูงขึ้นเป็น 36.1-36.8% จากต้นทุนกาวเคมีที่จะลดลงจากการติดตั้งเครื่องฉีดกาวใหม่และต้นทุนคงที่ต่อหน่วยที่ลดลงจากการขยายกำลังการผลิต อีกทั้งการลดสัดส่วนการขายผ่านนายหน้าลง 3) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการนำเงินเพิ่มทุนไปชำระคืนเงินกู้
    ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 61 ที่ 9.40 บาท ด้วยวิธี Relative Approach อิง PER ที่ 16.1 เท่า เหนือคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่ 13.5 เท่า ให้ Premium 20% ซึ่งถูก Justified ด้วย 1) การเติบโตของ EPS สูงเฉลี่ยถึง 81% ต่อปี CAGRในช่วง 2 ปีข้างหน้า 2) ประสิทธิภาพการทำกำไรและ Cash Cycle ที่เหนือกว่า 3)ในแง่ของ PER และ PEG ปี 2019 อยู่ที่เพียง 8.8 เท่าและ 0.11 เท่าตามลำดับ

*** เออีซี ให้ราคาพื้นฐาน 9.20 บาท-ปลอดหนี้ตั้งแต่ปี 61


    บทวิเคราะห์บล.เออีซี ระบุว่า หลังจากที่ SKN ขายไอพีโอ ฐานะการเงินจะแกร่งขึ้น และกำไรจะโตสดใสในระยะยาว คาดทำให้ปี 60-62 บริษัทมีกำไรโตเฉลี่ยปีละ 43.1% และทำให้สิ้นปี 60 คาดมี Interest bearing Debt/Equity เหลือเพียง 0.16 เท่า ลดลงจาก 0.94 เท่า ณ สิ้นช่วง 2Q60 และกลายเป็นบริษัทปลอดหนี้ (Debt Free Company)ตั้งแต่ปี 61 เป็นต้นไป
    ทั้งนี้ SKN มีความน่าสนใจจากความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดี สะท้อนได้จากอัตรากาไรขั้นต้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม อีกทั้งยังมีแผนขยายกำลังผลิตและขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพื่อผลักดันการเติบโตของผลกำไรในระยะยาว โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 61 ของ SKN ที่ 9.20 บาท โดยอิงวิธี Fwd PER ที่ 14.7 เท่า ใกล้กับค่าเฉลี่ย PER ของผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้ MDF ในตลาดโลก ซึ่งถือว่าค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เพราะคิดเป็น PEG ปี 61 เพียง 0.21 เท่า

*** ยูโอบี-กรุงศรี ให้ราคาเป้าหมาย 9.50-10 บาท


    ด้านบทวิเคราะห์บล. กรุงศรี มองว่า กำไรของ SKN ในปี 61 และปี 62 จะเติบโตในอัตรา 74% และ 68% ตามลำดับ จากระดับ 308 ล้านบาท ในปี 60 เพิ่มเป็น 904 ล้านบาท ในปี 62  ดังนั้นจึงให้ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 10 บาทต่อหุ้น อิงP/E ที่ 15 เท่าในปี 61
    ด้านบทวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุว่า คาดผลประกอบการปี 60-62 เติบโตเฉลี่ยปีละ 68% จากระดับ 329 ล้านบาท ในปี 60 เพิ่มเป็น 1,186 ล้านบาทในปี 62 โดยมีปัจจัยผลักดันจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น การประหยัดเชิงขนาด และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง จึงให้ราคาพื้นฐานยุติธรรมที่ 9.50 บาท อิง P/E 14.6 เท่าในปี 61 
    

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด