ข่าวนี้ที่ 1

| 25 สิงหาคม 2560 | 17:05

SETเดือนก.ย.พักฐานในกรอบ 1,555-1590 จุด รอบทสรุป"ยิ่งลักษณ์"

       กูรูมองแนวโน้ม SET เดือนก.ย.ยังผันผวน เหตุการเมืองยังไม่จบ หลังศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นวันที่ 27 ก.ย.60 พร้อมจับตาแผนปรับงบดุล - อัตราดบ.ของเฟด แต่ยังมีข่าวดีเรื่องประมูลรถไฟทางคู่ประจวบฯ ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ ยังมีช่องให้ไปต่อ ขณะที่เงินบาทยังอ่อนค่า ช่วยหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง มองแนวรับ 1,560 - 1,555 จุด แนวต้าน 1,590 จุด   

*** มอง SET เดือนก.ย.ยังพักฐาน ในกรอบ 1,555-1,560 จุด จับตาบทสรุปคดี"ยิ่งลักษณ์" 
    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ประเด็นทางการเมืองในขณะนี้เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนัก เนื่องจากไม่น่าจะมีการก่อเหตุความวุ่นวายขึ้น แต่การตัดสินจำคุกคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะส่งผลต่อทิศทางเชิงลบต่อคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมากขึ้นด้วย แต่การที่ศาลฎีกาฯ เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปเป็นวันที่ 27 ก.ย. 60 ก็จะทำให้ความไม่ชัดเจนต่อปัจจัยดังกล่าวมีผลกับตลาดหุ้นไทยไปอีก 1 เดือนข้างหน้าด้วย
    แต่อย่างไรก็ตามมองว่าปัจจัยจากต่างประเทศน่าจะเข้ามามีผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยมากกว่า ซึ่งปัจจัยที่จะมีความสำคัญเแนะจับตาความชัดเจนของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ในเดือนกันยายนนี้ ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย หรือปรับลดงบดุล(Balance Sheet)หรือไม่ เนื่องจากเฟดเริ่มที่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น 
    โดยมองบรรยกาศตลาดหุ้นในเดือนก.ย.นี้จะซึมลงและเข้าสู่ช่วงปรับฐาน เนื่องจากตลาดหุ้นยังขาดปัจจัยสนับสนุนเข้ามา โดยมีลักษณะแกว่งตัวคล้ายตลาดหุ้นในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. โดยมีกรอบแนวรับในเดือนก.ย.ที่ 1,560 - 1,555 จุด    

*** บล.ฟิลลิป ชี้การเมืองยังไม่แน่นอน ตลาดไปโฟกัสศก.สหรัฐฯ มากขึ้น 
    นาวสาวธีรดา  ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นช่วงนี้ยังกังวลประเด็นการเมืองที่ไม่แน่นอน  หลังนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ไม่มาฟังคำตัดสินของศาลในคดีจำนำข้าว แต่โดยรวมตลาดฯ ไม่ได้ตกใจมากนัก เพราะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง โดยภาพทางการเมืองไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลงไปกว่าเดิม เพียงแต่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
    จากนี้ ตลาดฯ จึงกลับไปติดตามปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศสำคัญอย่างสหรัฐฯ ที่สัปดาห์หน้าจะประกาศ GDP ไตรมาส 2 และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (non-farm payroll) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจต่อการปรับลดงบดุล และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ล่าสุดความเข้มข้นของเสียงคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ลดน้อยลง หลังตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมออกมาไม่สม่ำเสมอ และนโยบายของโดนัล ทรัมป์ ค่อนข้างง่อนแง่น
    สำหรับสัปดาห์นี้ (28 ส.ค.-1 ก.ย.) คาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนออกด้านข้างอิงทางลง แม้ประเด็นการเมืองอาจจะสงบชั่วคราว แต่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น  โดยปัจจัยต่างประเทศยังเป็นประเด็นกดดันหลักตามที่กล่าวข้างต้น

*** ลุ้นก.ย.นี้ หากไม่หลุด 1,560 ยังลุยกลุ่ม รพ.- โรงไฟฟ้าได้   
    นาวสาวธีรดา กล่าวต่อว่า ส่วนแนวโน้มการลงทุนในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 3 มองว่าน่าจะคล้ายกับ 8 เดือนแรกของปี และโดยปกติไตรมาสที่ 3 จะเป็นช่วงที่เงียบที่สุดของปีอยู่แล้ว ขณะที่มีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การประชุมเฟดในเดือย ก.ย. แม้ตลาดฯ จะคาดว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ แต่ต้องจับการการประกาศกอรบเวลาปรับลดงบดุล จะประกาศพร้อมปรับลดเลย หรือเพียงแค่ประกาศกรอบเวลาอย่างเดียว ตลอดจนการเลือกตั้งของเยอรมนีในช่วงปลายเดือน และการแถลงคำตัดสินของศาลในคดีจำนำข้าว ถึงแม้ว่านางสาวยิ่งลักษณ์จะหนีตามข่าวลือจริงก็ตาม
    ด้านกลยุทธ์ ตราบใดที่ดัชนีฯ ไม่หลุดแนวรับ 1,560 จุด ยังสามารถเก็งกำไรหุ้นรายตัวที่ defensive อย่างกลุ่มรพ. และโรงไฟฟ้า แต่ด้วย upside จำกัด ต้องเก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง และกำหนดจุดขายตัดขาดทุนอย่างมีวินัย พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,560 จุด แนวต้าน 1,590 จุด

*** ลุ้นประมูลรถไฟทางคู่ประจวบฯ หนุนรับเหมาไปต่อ  
    บล.หยวนต้า เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า กลุ่มรับเหมาฯ มีประเด็นต้องติดตาม คือ การประมูล e-Auction โครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร สัญญาที่ 1 และ 2 วงเงิน 1.27 หมื่นล้านบาทในวันที่ 31 ส.ค. และเส้นทาง มาบกะเบา-จิระ สัญญาที่ 1 และ 2 วงเงิน 1.48 หมื่นล้านบาทในวันที่ 1 ก.ย. 
    ทั้งนี้มองว่า หากปัจจัยการเมืองคลายตัวลง กลุ่มรับเหมาฯน่าจะได้รับปัจจัยเชิงบวกจากความคาดหวังต่อการประมูลดังกล่าว 
    ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ติดตามการรายงาน GDP Q2/60 ของสหรัฐฯ รอบ 2 วันที่ 30 ส.ค.   รายงาน PMI จีน และภาวะเศรษฐกิจไทย วันที่ 31 ส.ค. และภาวะการจ้างงานสหรัฐฯ วันที่ 1 ก.ย

*** เงินบาทกลับมาอ่อนค่า หนุนส่งออก - ศก.ครึ่งปีหลัง   
          บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท ที่เริ่มกลับอ่อนค่า หลังจากแข็งค่าสุดที่ 33.21 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่า  8.8%  นับจากจุดสูงสุดที่ 36.41  ต้นเดือน ต.ค. 2558  นับว่าแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค  และ ผลจากการขาดดุลการค้าในเดือนล่าสุด เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งนำเข้า เพื่อใช้ประโยชน์จากสินค้าราคาต่ำ เมื่อแปลงเป็นเงินบาท โดยเฉพาะทองคำ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ  และ เป็นผลจากที่ผู้ประกอบการนำเข้า เครื่องจักร  สินค้ากึ่งวัตถุดิบ เพื่อผลิตและส่งออก   แต่ถือว่าเป็นสัญญานที่ดีต่อการส่งออกและเศรษฐกิจของไทย
              ขณะที่ธนาคารโลก(World Bank) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ไทยปี  2560-61 เป็น 3.5%yoy และ 3.6%yoy จากเดิมคาด 3.2% และ 3.3% ตามลำดับ เนื่องจากภาคส่งออกที่ขยายตัวและลงทุนเอกชนพลิกกลับมาฟื้นตัว  ซึ่งเป็นระดับที่ ASPS คาดไว้อยู่แล้วในช่วงก่อนหน้า   แต่อย่างไรก็ตามต้องให้น้ำหนักต่อปี 2561 ซึ่ง ASPS  คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 4%  ซึ่งเป็นระดับที่น่าจะไม่แตกต่างกับเพื่อนบ้าน  เนื่องจาการฟื้นตัวของภาคเอกชนที่มีสัญญานบวกจากการยอดการขอ BOI ในช่วง Q2/60  ที่ดีมาก เมื่อรวมถึง การลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะมีการประมูลอยู่ต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 60 กว่า 2 แสนล้านบาท และ อีกกว่า 5 แสนล้านบาท สำหรับโครงการที่เตรียมขออนุมัติ ครม. และ เปิดประมูลในปี 2561  น่าจะดึงให้ fund flow กลับมาสนใจตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง 

***  เปิดโผหุ้นเด่น ครึ่งหลังปี 60  ถึง ปี 61  
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปีนี้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก โดยให้ผลตอบแทนไม่ถึง 2% ซึ่งสะท้อน EPS Growth ของตลาดหุ้นไทยที่ต่ำในปีนี้  (เทียบกับปี 2559 ที่เติบโตมากสุด)  คือ  เพียง  7.1% และต่ำกว่าบางตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ อินโดนีเซียสูงสุด 15.4%  ตามด้วยมาเลเซีย 7.9% แต่ปัจจุบันตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นตอบรับแล้ว คือ ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปรับขึ้นถึง 11%ytd ตลาดหุ้นมาเลเซีย ปรับขึ้น 8%ytd ขณะที่หากเปรียบเทียบในเชิง Valuation ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างถูก กล่าวคือ มีค่า Expected P/E ต่ำสุดในภูมิภาค คือ 15.5 เท่า ในปี 2560 และ จะลดลงเหลือ 14.3 เท่าในปี 2561 ต่ำกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มี Expected P/E ปีนี้ 16.8 เท่า ฟิลิปปินส์ 19.2 เท่า ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 16.4 เท่า
          ดังนั้น เชื่อว่า Momentum ในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ครึ่งปีหลัง โดยเน้นไปที่หุ้นในกลุ่มที่มีแนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2560 เติบโตโดดเด่น yoy อาทิ
          กลุ่มอสังหาฯ คาดว่าเติบโต 64%yoy จากยอดโอนที่จะสูงสุดในช่วงำไตรมาส 4 หลักๆ มาจาก SENA และ SC
          กลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม คาดว่าเติบโต 18%yoy จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หลักๆ มาจาก ERW และ CENTEL
          กลุ่มเช่าซื้อ-ลิสซิ่ง คาดว่าเติบโต 18%yoy ตามภาสะเศรษฐิกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัว หลักๆ มาจาก MTLS และ SAWAD
          กลุ่มยานยนต์ คาดว่าเติบโต 12%yoy ตามอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ฟื้นตัว หลักๆ มาจาก AH 
          กลุ่มโรงพยาบาล คาดว่าเติบโต 12%yoy จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาล หลักๆ มาจาก RJH และ LPH 
          กลุ่มส่งออกอาหาร  คาดว่าเติบโต 8%yoy จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลส่งออก หลักๆ มาจาก CPF,  GFPT 
          อิงเศรษฐกิจภายนอก : IRPC, IVL, MCS, HANA
          อิงเศรษฐกิจในประเทศ :  VGI, JWD, HMPRO, COM7, BEAUTY, RS

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด