ข่าวนี้ที่ 1

| 24 กุมภาพันธ์ 2560 | 17:05

RPH ได้ฤกษ์เข้าเทรด พื้นฐานปึ้ก สยายปีกรพ.อีสาน-อินโดจีน

    ตลท.ปล่อยตัว รพ.ราชพฤกษ์(RPH) เข้าเทรดหมวดธุรกิจการแพทย์ใน SET  วันที่ 27 ก.พ.นี้ ด้วยขนาดมาร์เก็ตแคป 2,620 ล้านบาท ในราคาIPO ที่ 4.80 บาท เปิดงบปี 59 สุดแจ่ม มีกำไรสุทธิ 67.9 ลบ. โต 50.93% สาเหตุหลักมาจากรายได้โต คุมต้นทุนได้ดี เตรียมนำเงินขายหุ้นไอพีโอ 786 ลบ. ไปใช้ก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ขนาดกว่า 200 เตียง และซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์  ยกระดับให้บริการมาตรฐานสากลสำหรับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอินโดจีน

***ตลท.เตรียมปล่อยตัวRPH เทรด 27 ก.พ.นี้
    นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บมจ. โรงพยาบาลราชพฤกษ์ (RPH) จะเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มบริการ หมวดธุรกิจการแพทย์ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ โดย RPH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมากว่า 23 ปี โดยกลุ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและประสบการณ์ ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลราชพฤกษ์” ขนาด 55 เตียง เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยในจังหวัดขอนแก่นและใกล้เคียง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดจีน กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ ลูกค้าทั่วไปและคู่สัญญา ปัจจุบัน RPH อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง ขนาด 202 เตียง เพื่อรองรับความต้องการการใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนที่มีต่อโรงพยาบาล คาดว่าเริ่มเปิดดำเนินงานได้ไตรมาส 2 ปี 2561
    RPH มีทุนชำระแล้ว 546 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 382.22 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 163.78 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 155.78 ล้านหุ้น กรรมการ และผู้บริหาร ของบริษัท 8 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2560 ในราคาหุ้นละ 4.80 บาท มูลค่าระดมทุนรวม 786.14 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,620.80 ล้านบาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

***RPHอวดงบปี 59 กำไรแตะ 67.9 ลบ. โต 50.93% 
    นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด(มหาชน) หรือ RPH เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวดปี 59 มีกำไรสุทธิ 67.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.93% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 44.98 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้เพิ่มขึ้น โดยปี 59 บริษัทมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาล 409.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.14% จากปี 58 มีรายได้ 382.48 ล้านบาท มาจากเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อครั้งที่เพิ่มขึ้น การเข้าพักรักษาตัวของคนไข้ในมีอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 
    ในปี 2559 มีอัตราครองเตียงกว่า 85% ประกอบกับโรงพยาบาลได้มีการปรับค่าบริการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้โรงพยาบาลก็มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง จากปี 2558 ที่สัดส่วนต้นทุนรวมของโรงพยาบาลอยู่ที่ 72.11% ของรายได้รวม ได้ปรับลดลงเหลือ 66.75%ของรายได้รวมในปี 2559
    “ผลงานปี 59 ค่อนข้างดีกำไรโตกว่า 50% สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ แม้เราจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่คิดค่ารักษาพยาบาลไม่ได้แพงมาก แต่ก็ยังสามารถทำกำไร และให้ผลตอบแทนที่ดีต่อผู้ถือหุ้นได้” นายแพทย์ธีระวัฒน์ กล่าว    
    การนำหุ้นสามัญของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนให้กับบริษัท โดยจะนำเงินจากการระดมทุนจำนวน 786 ล้านบาทไปใช้ในโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลใหม่กว่า 200 เตียง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ รองรับการขยายบริการทางการแพทย์ และใช้สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อยกระดับการให้บริการที่มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากลสำหรับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคพื้นอินโดจีน
    RPH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มครอบครัวศรีนัครินทร์ ถือหุ้นรวม 13.38% กลุ่มครอบครัวเหล่าไพบูลย์ ถือหุ้นรวม 12.47% และบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือTHG ถือหุ้น 7% การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 42.79 เท่า โดยคำนวณจากผลกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (ไตรมาส 4 ปี 2558 ถึงไตรมาส 3 ปี 2559) หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้(fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.11 บาท
    ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัทหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด 

***ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยกธุรกิจรพ.เอกชนเป็นดาวรุ่งโตไม่น้อยกว่า 10% 
    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนยังคงเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้จากค่ารักษาพยาบาลในระดับเลข 2 หลัก โดยจัดแบ่งกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกโรงพยาบาลเอกชนที่จับตลาดคนไข้ต่างชาติเป็นหลัก มี 3 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(SET) มีรายได้รวมกัน 72% ของรายได้ในกลุ่ม จะขยายตัวประมาณ 10-12%  กลุ่มที่ 2 โรงพยาบาลเอกชนที่เน้นจับตลาดคนไทย ซึ่งมี 4 บริษัทรายได้รวมกัน 15% ของรายได้ทั้งหมดบริษัทในกลุ่ม คาดว่าจะขยายตัว 7-9% เมื่อเทียบกับปี 59 
    กลุ่มที่ 3 รายได้โรงพยาบาลเอกชน ที่มีจำนวน 16 แห่งในSET นั้น ในปี 2560 และถัดไปในระยะข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนโดยรายได้จากลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาด Medical Tourism สะท้อนได้จาก รายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่มาจากกลุ่มคนไข้ต่างชาติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25.0 ของรายได้ทั้งหมดของโรงพยาบาลเอกชน ในปี 2554 เป็นกว่าร้อยละ 27.0 ในปี 2558 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30.0 ในปี 2560 
    แนวโน้มรายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่มาจากกลุ่มคนไข้ชาวไทยนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเติบโตมาจากผลของราคา (อาทิ เงินเฟ้อ ความซับซ้อนของโรค) แต่หากพิจารณาจำนวนคนไข้ชาวไทยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน อาจไม่ได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนข้อจำกัดของการเติบโตของรายได้จากค่ารักษาพยาบาลในตลาดคนไข้คนไทย 
    ทั้งนี้ จากกำลังซื้อของคนในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน สวนทางกับอัตราค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้คนไข้บางกลุ่มที่มีอาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง หรือไม่อยากไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐเนื่องจากต้องรอคิวพบแพทย์ค่อนข้างนาน อาจจะหันไปเลือกใช้บริการรักษาพยาบาลจากแหล่งอื่นที่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน อาทิ คลินิกรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การหันไปซื้อยาทานเองจากร้านขายยา ส่งผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่พึ่งพารายได้จากลูกค้าคนไทยเป็นหลักเผชิญกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบางรายจึงมีการปรับการดำเนินธุรกิจ โดยหันไปเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ซึ่งก็จะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นเดิมในตลาดที่มีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว
    ดังนั้น การเพิ่มรายได้จากตลาดคนไข้ในประเทศ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจจะต้องมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ นอกเหนือไปจากรายได้หลักจากค่ารักษาพยาบาล ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กลุ่มธุรกิจ Non-hospital จะกลายเป็นธุรกิจที่เข้ามาเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน อาทิ ธุรกิจอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เช่น ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ (Nursing Home) หรือธุรกิจบริการอาหารสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล รวมถึงธุรกิจร้านขายยา (Pharmacy) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและมูลค่าตลาดยังคงขยายตัวต่อเนื่อง 
    

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด