ข่าวนี้ที่ 1

| 24 มกราคม 2560 | 16:04

SCB ทุ่มงบพัฒนาไอที 3-4 หมื่นลบ. ก้าวสู่"ธนาคารดิจิทัล"เต็มรูปแบบ

    "ธนาคารไทยพาณิชย์" รุกสู่ "ธนาคารดิจิทัล"เต็มรูปแบบ ทุ่มงบลงทุน 3-4 หมื่นล้านบาท พัฒนาด้านไอที ภายใน 3 ปี มั่นใจกำไรปี 60 ดีกว่าปี 59 ที่ทำได้ 4.76 หมื่นล้านบาท หลังภาระตั้งสำรองลดลง พร้อมตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต 4-6% มุ่งเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน-อาหารและเครื่องดื่ม-ก่อสร้าง เล็งคุม NPL ต่ำกว่า 3% ตรึง NIM ไว้ที่ 3.1-3.3% ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโต 3-4%% ด้านโบรกฯมอง SCB เชิงบวก เหตุกำไรฟื้นตัวเร็วกว่าแบงก์ใหญ่อื่น

*** SCB มั่นใจกำไรปี 60 ดีกว่าปีก่อนที่ทำได้ 4.76 หมื่นลบ.
    นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 60 คาดว่านี้จะดีกว่าปี 59 ที่มีกำไรสุทธิ 4.76 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้ ธนาคารจะตั้งสำรองที่ลดลง จากปี 59 ที่ตั้งสำรองทั้งสิ้น 2.25 หมื่นล้านบาท พร้อมคาดหวังให้หนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวลดลง หรือ เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง อยู่ระดับไม่เกิน 3%
    "ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะดีกว่าปี 59 ด้วยการลงทุนของภาครัฐ และ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้เราตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อปีนี้ที่ 4-6% โดยแบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยโต 3% สินเชื่อรถยนต์อาจจะโตไม่มาก สินเชื่อรายใหญ่โต 3-5% แต่ตัวที่จะโตมาก คือ สินเชื่อพวกเครดิตการ์ด สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันโต 4-6% เพราะเรามาจากฐานที่ต่ำ"นายอาทิตย์ กล่าว
    และในปลายปี 60 ธนาคารมีแผนจะมีการออกหุ้นุกู้สกุลดอลลาร์เพิ่มเติม ทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน เดือน พ.ย. วงเงิน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ออกหุ้นกู้แล้ว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปปล่อยกู้ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ
 
 ***วางเป้าปี 60 สินเชื่อโต 4-6% เน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อาหาร-เครื่องดื่ม ก่อสร้าง 
     SCB  กำหนดเป้าหมายทางการเงินของธนาคาร สำหรับปี 60 โดยตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 4-6% จากปี 59 ที่สินเชื่อเติบโต 5.8% เน้นปล่อยสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมก่อสร้าง และ ภาคการค้า พร้อมขยายธุรกิจควบคู่ไปกับซัพพลายเชนของลูกค้าปัจจุบัน  พร้อมมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนธุรกิจในกลุ่มสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ส่วนธุรกิจที่เข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น สินเชื่อบ้าน และ รถยนต์ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  
     นอกจากนี้ ตั้งเป้า NPL ให้อยู่ระดับต่ำกว่าหรือใกล้เคียง 3% ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ Coverage Ratio อยู่ที่ 130% ??ขณะที่ ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM อยู่ที่ 3.1-3.3%  รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เติบโต 3-4%  โดยเน้นที่ธุรกิจอัตราแลกเปลี่ยน ธุรกรรมการค้าและส่งออก วาณิชธนกิจ ตลาดทุน และประกันชีวิต และ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 40-43%
    อย่างไรก็ตาม?เป้าหมายทางการเงินดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการดำเนินธุรกิจที่ไม่อาจเป็นไปตามคาดการณ์

***ทุ่มงบ 3-4 หมื่ลบ.พัฒนาไอที รองรับแพลตฟอร์มดิจิทัล
      นายอาทิตย์  กล่าวว่า  ธนาคารตั้งเป้าใช้เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีเพื่อรองรับแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการนำเทคโนโลยี Business Intelligence ที่ช่วยให้ธนาคารตัดสินใจด้านการลงทุนได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกธนาคาร และ เทคโนโลยี Big data analysis ที่ช่วยให้ธนาคารวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในเชิงลึกได้มากขึ้น
    โดยนปี 60 SCB จะรุกสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลที่เข้าถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง (Human Digital Banking) พร้อมเน้นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม “เจ็นวาย” (Gen Y), กลุ่มลูกค้าบุคคลกลุ่ม Mass Affluent และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย (SME) นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนผ่าน บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด โดยในอนาคตมีแผนจะขยายการลงทุนไปในภูมิภาคยุโรป และอเมริกา คาดว่าการลงทุนในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้ธนาคารเข้าถึงสตาร์ทอัพ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อนำมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ของธนาคาร
     “ปัจจัยที่เคยนำมาซึ่งความสำเร็จในอดีตของธุรกิจธนาคารอาจไม่สามารถนำไปสู่การเติบโตในอนาคตได้ เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้เกิดคู่แข่งและการแข่งขันที่เปลี่ยนไป ผลกระทบที่จะเห็นได้ชัดในอนาคตอันใกล้ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ลดลง และการจัดการรูปแบบการให้บริการของสาขาที่ต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น”
     ธนาคารจะยังพัฒนาพนักงานให้ก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ ซึ่งธนาคารมีแผนเพิ่มจุดรับบริการให้มากขึ้น โดยจุดรับบริการแต่ละแห่งจะได้รับการวางรูปแบบที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละทำเล อีกทั้งที่สาขายังแยกบทบาทการขายและการบริการออกจากกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์การทำธุรกรรมที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงความต้องการทางการเงินของลูกค้าแต่ละรายได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หน่วยธุรกิจต่างๆ ภายในธนาคารเอง ยังปรับให้ทำงานร่วมกันเพื่อส่งมอบคุณค่าของผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
 
***โบรกฯ มอง SCB กำไรฟื้นตัวเร็ว ดีกว่าแบงก์ใหญ่อื่น 
     บล.บัวหลวง มอง กำไรปี 59 ของ SCB ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% YoY  มาอยู่ที่ 4.76 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 100% ของประมาณการกำไรปี 59 ??สินเชื่อปรับตัวสูงขึ้น 1.4% QoQ และ 5.8% YoY เป็นไปตามที่เราคาด ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับไตรมาส4/59 อยู่ที่ 3.38% เพิ่มขึ้น 7bps YoY แต่ทรงตัว QoQ สินเชื่อธุรกิจและรายย่อยเติบโต 1.4% QoQ และ 1.9% QoQ ในขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% QoQ การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯปรับตัวลดลง  60% YoY และ 72% QoQ มาอยู่ที่ 2 พันล้านบาท  ขณะที่ NPL ไตรมาส4/59 ของ SCB ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.67% ของสินเชื่อรวม
    เราคาดว่า SCB จะมีกำไรที่เพิ่มขึ้นระดับปานกลาง YoY สำหรับไตรมาส1/60 จากสินเชื่อที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัว และ?เรายังคงประมาณการกำไรปี 60 ไม่เปลี่ยนแปลง
     เรามีมุมมองเชิงบวกต่อกำไรของ SCB ปี 60-61 โดยมีเหตุผลดังนี้ 1) กำไรที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกว่าธนาคารอื่นหากเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะสินเชื่อ จากโครงการของภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส2/60 เป็นต้นไป, 2) การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี (สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่เพียง 2.67% ด้วยระดับการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯสะสมที่ 134% ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายธนาคารแล้ว)  และ 3) SCB มีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูงสุดในกลุ่มที่ 15.9% ในปี 60 และ 16% ในปี 61 เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ
    ด้านบล.ทรีนิตี้  จับตาดูคุณภาพหนี้ปี 60 แต่ NPL Coverage Ratio ที่แกร่งขึ้นเป็นตัวช่วย  โดยแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ NPL Formation ในกลุ่ม SME และการเพิ่มขึ้นของ SML อาจเป็นแรงกดดันด้านคุณภาพหนี้ในปี 60 แต่ในภาพรวมคาดว่าการเพิ่มขึ้นของ NPL จะไม่รุนแรงเท่ากับในปี 59 ที่ผ่านมา และระดับ NPL Coverage Ratio ที่ 135.9% เป็นระดับที่แข็งแกร่งเพียงพอ เราจึงยังคงประมาณการกำไรปี 60 ไว้ที่ 51,919 ล้านบาท โดยคาดระดับ Credit Cost ทั้งปีอยู่ที่ 110 bps ใกล้เคียงกับปี 59
    ในภาพรวมยังดูดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่น เรายังคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 174 บาท อิง PBV 1.64 เท่า โดยยังคงแนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากคาดกำไรปี 60 จะยังเติบโตได้ดี ส่วน NPL Coverage Ratio แม้จะไม่ได้เพิ่มแรงดังที่คาดไว้ก่อนหน้า แต่ที่ระดับ 135.9% เมื่อเทียบกับธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ยังเป็นรองเพียง BBL

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด