ข่าวนี้ที่ 1

| 23 สิงหาคม 2560 | 17:05

PTG รุกศูนย์บริการรถยนต์ ทุ่ม 1.4 พันลบ.ปูพรม 240 สาขา

"พีทีจี เอ็นเนอยี" จับมือพันธมิตรญี่ปุ่น ร่วมทุนธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ AUTOBACS ได้สิทธิเพียงผู้เดียว พร้อมลุยขยายสาขาต่อเนื่อง ตั้งงบ 1.4 พันล้านบาท ขยายสาขาครบ 240 แห่ง หวังช่วยดันรายได้เพิ่ม พร้อมเดินหน้ารุกธุรกิจ Non-Oil ลดความเสี่ยงจากธุรกิจน้ำมัน ตั้งเป้าซื้อธุรกิจเพิ่ม 1-2 รายต่อปี ช่วยเพิ่มสัดส่วนกำไร Non-Oil เป็น 60% ในปี 65 จากปีนี้คาดอยู่ที่ 8-10% ส่วนปีนี้ คาดทำรายได้แตะ 9 หมื่นล้านบาท กำไรทำนิวไฮต่อเนื่อง แม้ 9 เดือนแรก ผลงานชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนราว 10% หลังค่าการตลาดลดลง ยอดขายน้ำมันยังต่ำกว่าเป้า
 
***  ลงทุนศูนย์บริการรถยนต์ AUTOBACS 
    นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามซื้อขายหุ้น และสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ออโต้แบคส์ เซเว่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนใน Tokyo Stock Exchange ประเทศญี่ปุ่น และบริษัท สยาม ออโต้แบคส์ จำกัด โดยซื้อหุ้นของบริษัทสยามฯ สัดส่วน 38.26% มูลค่า 65 ล้านบาท ซึ่งหลังจากซื้อหุ้นแล้ว จะทำให้ศูนย์บริการรถยนต์ AUTOBACS เป็นผู้ได้สิทธิเพียงผู้เดียวในการขยายศูนย์บริการในประเทศไทย โดย การดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากบริษัท มุ่งหวังเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ให้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาธุรกิจน้ำมันอย่างเดียว

***ตั้งงบ 1.4 พันลบ.ขยายสาขาครบ 240 แห่ง
    นายพิทักษ์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายขยายศูนย์บริการรถยนต์ AUTOBACS ในสถานีบริการน้ำมัน PT ทั้งสิ้น 5 สาขา และขยายนอกสถานีบริการน้ำมันอีก 10 สาขา ซึ่งการขยายสาขาดังกล่าวจะทำให้ PTG ขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ AUTOBACS และผู้ที่เข้ามาใช้บริการในสถานีน้ำมัน และที่สำคัญ PTG จะสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ถือบัตรสมาชิก PT Max Card ให้เพิ่มสูงขึ้น และต่อยอดการให้บริการกับสมาชิกได้หลากหลายครบวงจร
    ขณะที่ในช่วง 5 ปี ตั้งงบลงทุน 1,400 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา AUTOBACS ต่อเนื่องทุกปี โดยคาดว่าภายใน 5 ปี จะมีสาขาทั้งสิ้น 240 สาขา สำหรับการลงทุนแต่ละสาขานั้น หากเป็นสาขาขนาดกลางจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3-5 ล้านบาท และ ขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนต่อสาขามากกว่า 5 ล้านบาท 
    บริษัทคาดว่า จากการขยายสาขา  AOTOBACS จะทำให้รายได้เติบโตมากกว่า 40% จากปีก่อนที่รายได้มากกว่า 100 ล้านบาท 

*** เดินหน้าขยายธุรกิจ Non-Oil
    นายพิทักษ์ กล่าวต่อว่า บริษัทมีเป้าหมายขยายธุรกิจ Non-Oil  อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งตั้งเป้าลงทุนเพิ่มขึ้น  2-3 ธุรกิจต่อปี  ช่วยเพิ่มสัดส่วนกำไร0kdธุรกิจ non-oil  เพิ่มขึ้นต่อเนื่องปีละ 6-8%  และภายในปี 65 คาดสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Non-Oil จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60%  จากสิ้นปีนี้คาดอยู่ที่ 8-10%   
    โดยช่วงที่ผ่านมา บริษัทตั้งงบลงทุนซื้อกิจการราว 1 พันล้านบาท  ขณะนี้คงเหลืองบดังกล่าว 500 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ในการซื้อกิจการที่ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา M&A ธุรกิจร้านอาหาร-บริการ   1-2 ราย คาดว่าจะได้ความชัดเจนในปีนี้   
    "การขยายธุรกิจนอนออยล์ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงของบริษัท เพราะต้องบอกว่า การทำบริษัท จะหวังพึ่งพากำไรสุทธิจากน้ำมันอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ไตรมาสแรก พบว่า ผลการดำเนินงานต่ำกว่าปี 59 ถึง 40% และไตรมาส 2 ต่ำกว่า 17% ดังนั้นจึงพยายามที่จะขยายธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน แต่อย่างไรก็ตามช่วง 9 เดือนนี้ยังมองว่าผลการดำเนินงานคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 10% และจะกลับมานิวไฮอีกครั้ง”นายพิทัก์ษ์ กล่าว 

*** มั่นใจรายได้ปีนี้แตะ 9 หมื่นลบ.
    นายพิทักษ์ กล่าวว่า บริษัทคาดผลการดำเนินการ 9 เดือนแรกของปีนี้ จะชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประมาณ 10% หลังจากครึ่งปีแรกผลการดำเนินงานต่ำกว่าปีที่ผ่านมา 27% เนื่องจากค่าการกลั่นที่อยู่ระดับต่ำ และยอดขายน้ำมันไม่ได้ตามเป้าหมายอย่างไรก็ตาม คาดว่าใน ไตรมาส 4/2560 ผลงานจะทำนิวไฮแน่นอน เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของการใช้น้ำมัน และมองว่าค่าการตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 1.70.-1.80 บาทต่อลิตร 
    ทำให้ปีนี้มั่นใจรายได้จะเติบโตต่อเนื่อง มาอยู่ที่ 90,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิปีนี้ยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นผลจากการขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสิ้นปีจะมีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 1,800 สาขา จากปัจจุบันที่ 1,400 สาขา ขณะที่เดินหน้าเปิดร้านกาแฟพันธุ์ไทยปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาครบ 200 สาขา จากปัจจุบัน 107 สาขา 
    อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทได้ปรับลด EBITDA margin ลงเหลือ 25-30%  จากเดิมอยู่ที่ 50-60% เป็นผลจากค่าการตลาดที่ปรับลดลงและยอดการขายน้ำมันที่ลดลงด้วย 
    ส่วนยอดขายน้ำมันปีนี้ ยอมรับว่า มีโอกาสที่จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 3,700 ล้านลิตร  เนื่องจากครึ่งปีแรก มียอดขายน้ำมันได้เพียง 1,700 ล้านลิตรเท่านั้น ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี ทำให้ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่น จึงชะลอการใช้จ่ายออกไปก่อน 
    บริษัทได้ปรับเพิ่มเป้าสมาชิกผู้ถือบัตร Max Card ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 7.6 ล้านใบ จากเดิมตั้งเป้าที่ 7.4 ล้านใบ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านใบ ในปี 65 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด