ข่าวนี้ที่ 1

| 23 มิถุนายน 2560 | 17:05

KTB เศร้า! สินเชื่อปีนี้ส่อพลาดเป้า 4-6% เร่งตั้งสำรองเข้มข้น

     KTB รับสินเชื่อปีนี้ส่อพลาดเป้า 4-6% หลังศก.ไทยยังฟื้นไม่เต็มที่ แถมการแข่งขันในวงการแบงก์ยังสูง แต่ยังคงนโยบายตั้งสำรองแบบเข้มข้น หลัง NPL ทั้งจากรายย่อย - เอสเอ็มอี พุ่งไม่หยุด พร้อมรักษา Coverage Ratio ไม่ต่ำกว่า 110% ประกาศ ปี 63 เร่งทำกำไรติดอันดับ 3 ของกลุ่ม ฟากโบรกฯ ยังไม่ไว้ใจหลังเจอมรสุม EARTH ชี้กรณีเลวร้ายสุด กดกำไรปีนี้วูบราว 29% แนะยังต้องระมัดระวังการลงทุน
         
*** รับสินเชื่อปีนี้ไม่ถึงเป้า 4-6% หลังศก.ฟื้นไม่เต็มที่  
     นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า สินเชื่อรวมในปีนี้คาดว่าจะไม่เติบโตได้ตามเป้าหมายที่ธนาคารวางไว้ที่ 4-6% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และการแข่งขันในระบบอุตสาหกรรมธนาคารที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกิดการแย่งชิงลูกค้า และ กระทบต่อการขยายสินเชื่อของธนาคาร
    โดยสิ้นไตรมาส 1/60 สัดส่วนสินเชื่อของธนาคารแบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 37% สินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ 4.67% สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 20.26% สินเชื่อรายย่อย 38.04% และ สินเชื่ออื่นๆ 0.02% ซึ่งปีนี้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งเป้าเติบโต 4% สินเชื่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเติบโต 2% สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเติบโต 5% และ สินเชื่อรายย่อยเติบโต 5%
    “ลืมกรอบบนที่ 6% ไปได้เลย เอาแค่ฐานล่าง 4% ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก ซึ่งเราก็พยายามทำอยู่ แต่ก็ยอมรับว่าเหนื่อยด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ลูกค้าใหม่มีน้อย ก็แย่งกันเอง หมดจากแบงก์นี้ก็วิ่งไปแบงก์นั้น ประกอบกับ หนี้ครัวเรือนก็สูง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะต่อยอด หรือ เพิ่มสินเชื่อก็มีข้อจำกัด”นายผยง กล่าว

*** ยันนโยบายกันสำรองเพิ่ม ตาม NPL  - คุม Coverage Ratio ไม่ต่ำ 110%  
    สำหรับนโยบายการตั้งสำรองปีนี้ยังเข้มข้น และยังต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น เนื่องจากหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสินเชื่อรายย่อย และ ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ของธนาคารต่ำกว่า 100% ในบางเดือน แต่ขณะนี้ธนาคารมีนโยบายต้องไม่ต่ำกว่า 110% ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนมากน้อยไหนเพียงใด ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ 112-113%
    อย่างไรก็ตาม การบริหาร NPL ธนาคารมีการปรับรูปแบบการบริหารจัดการภายใน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้รูปแบบเดิม คือ การปรับโครงสร้างหนี้ แต่ขณะนี้มีเครื่องมือที่ต้องใช้ร่วมกัน คือ right off และ ตัดขายหนี้เสียออกไป ซึ่งต้องพยายามดำเนินการให้สอดคล้องกัน นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการติดตามหนี้ เพื่อวางแนวทางไม่ให้หนี้ที่ชำระปกติไหลมาเป็นหนี้ค้างชำระ หรือ ค้างชำระ 1-2 เดือนไหลเข้าสู่ 90 วันจนกลาย NPL ได้
    “เราเร่งดูสัญญาณตรงนี้เพิ่มขึ้นเพื่อเตือนภัยล่วงหน้า จะได้ไปคุยกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงิน หรือ เปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อตอบสนองให้กับลูกค้าบางกลุ่มที่อาจจะสะดุดในบางจังหวะ บางเวลาได้ทันท่วงที ซึ่งตอนนี้ก็เร่งทำอยู่ แต่เหตุการณ์ใหญ่ๆที่เข้ามาเป็นเรื่องปกติของการบริหารพอร์ตสินเชื่ออยู่แล้ว แต่ว่าบางเคสก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนก็มี ก็ตั้งสำรองก็ต้องเพิ่มไปกับ NPL ที่เพิ่มขึ้น”นายผยง กล่าว 

*** ตั้งเป้าเป็นแบงก์อันดับ 3 ในปี 63 
    ธนาคารยังตั้งเป้าหมายผลักดันกำไรเติบโตขึ้นสู่อันดับ 3 ของกลุ่มธนาคารภายในปี 63 จากปัจจุบันธนาคารทำกำไรอยู่ในอันดับ 4 ของระบบ ซึ่งถือว่าล่าช้าจากแผนเดิมที่เคยวางไว้ในปี 61 เนื่องจากยังมีหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข และปรับปรุงระบบทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจจะช้ากว่าคู่แข่งไปบ้าง แต่ต้องดำเนินการบนสินทรัพย์ของธนาคารที่ปัจจุบันสูงถึง 2 ล้านล้านบาท

*** โบรกฯ มองปัญหา EARTH ยังกดดันกำไรปี 60 หายไปถึง 29%   
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า KTB ยังมีปัญหาเรื่อง EARTH ผิดนัดชำระหนี้เพื่อการค้า คอยกดดัน ซึ่งจะส่งผลลบโดยตรงต่อผลประกอบการของธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ใน Q2/60 ได้แก่  KTB - KBANK และ BAY
    ทั้งนี้สถานการณ์เลวร้ายสุดที่จะเกิดกับธนาคาร ได้แก่ 1) EARTH ไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ทุกประเภทจากทั้งสามธนาคาร 2) เช่นเดียวกับกรณี SSI กับแบงก์  SCB/KTB/TISCO ซึ่ง ธปท. อาจบังคับให้ธนาคารดำเนินการตั้งสำรองหนี้เสีย 100% โดยไม่พิจารณามูลค่าหลักประกันเนื่องจากความซับซ้อนและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับหลักประกัน ท้ายที่สุด ธนาคารจะต้องตั้งสำรองใหม่สำหรับกรณีนี้ และจะไม่ใช้วงเงินสำรองส่วนเกินที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในกรณีที่ทั้ง 3 กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกัน KTB จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะลดผลกำไรหลังหักภาษีในปีงบประมาณ 2560 ลงไปประมาณ 29%  
    โดยคาดว่ากรณีเฉพาะนี้  KTB น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากเป็นผู้ให้เงินกู้รายใหญ่แก่  EARTH เราแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนใน KTB ต่อไปจนกว่าจะมีผลประกอบการในไตรมาส 2/60 (เมื่อรายละเอียดของมูลค่ามูลหนี้ชัดเจนขึ้น)

*** กังวล NPL พุ่งต่อเนื่อง กดงบกลุ่มแบงก์ Q2/60 
    บล.ฟิลลิป เปิดเผยว่า สินเชื่อของ 10 ธนาคารที่ทำการศึกษาเพิ่มขึ้น 0.44% m-m ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่สินเชื่อเติบโต 0.45% m-m และทำให้เมื่อเทียบกับสิ้นปี 59 สินเชื่อของกลุ่มเติบโตได้แล้ว 0.79% ytd  โดยใน 10 ธนาคารที่ทางฝ่ายทำการศึกษามีถึง 7 ธนาคารที่สินเชื่อเติบโตขึ้น มีเพียง LHBANK, BBL และ TISCO เท่านั้นที่สินเชื่อหดตัว และในไตรมาสนี้ KKP เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 2.34% m-m และทำให้ KKP กลายมาเป็นธนาคารที่สินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในปี 60 โดยเพิ่มขึ้นแล้ว 3.44% ytd
       สินเชื่อที่เติบโตน่าจะทำให้รายได้ดอกเบี้ยของกลุ่มยังเติบโตได้ แต่การตั้งสำรองที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของ NPL รวมไปถึงการตั้งสำรองพิเศษจากสินเชื่อที่อาจจะถูกจัดชั้นเป็น NPL ของลูกค้าธุรกิจเหมืองถ่านหินในบางธนาคาร อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการ Q2/60 เมื่อเทียบกับ Q1/60 ยังทรงตัว แต่เมื่อเทียบกับ Q2/59 ยังมองว่าการตั้งสำรองจะลดลงได้ และทำให้กำไรเพิ่มขึ้น y-y
            มองว่าสินเชื่อน่าจะเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตามยังมองว่ายังมีความเสี่ยงที่ NPL จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อได้ใน Q2/60 ยังคงเลือก TISCO (ราคาพื้นฐาน 83 บาท) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มถึงแม้ว่าสินเชื่อของ TISCO ยังคงหดตัว แต่ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงยังทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเพิ่มขึ้น และ NPL ยังคงลดลงได้อย่างต่อเนื่อง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด