ข่าวนี้ที่ 1

| 23 กุมภาพันธ์ 2560 | 17:05

ทีวีดิจิทัลขาดทุนอ่วม โบรกฯมอง WORK -MONO รอดชีวิต

      โบรกฯ ประเมินงบหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลปี 59 คาดขาดทุนกันถ้วนหน้า หลัง AMARIN- MONO -RS ประกาศงบออกมาไม่น่าประทับใจ มีเพียง WORK เจ้าเดียวที่มีกำไร แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมในปี 60 ยังพอเห็นแสงสว่าง หลังกสทช.ออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ช่วยประหยัดต้นทุน 873 ลบ. ทำเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มสูงถึง 1.26 หมื่นลบ. โดยเฉพาะในปีนี้ มีประมาณ 4.9 พันลบ.  พร้อมยก WORK - MONO อนาคตดูดีกว่าเจ้าอื่น แนะลงทุนได้ ให้เป้าหมาย 56 บาท และ 4.2 บ.ตามลำดับ  
              
*** ส่องงบกลุ่มทีวีดิจิทัล พบ WORK กำไรเพิ่มเจ้าเดียว 
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ ประจำวันว่า กลุ่มทีวีดิจิทัล ยังประกาศงบงวดไตรมาส 4/59 และปี 2559  ไม่ครบ แต่ เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายน่าจะประสบผลขาดทุนจากการดำเนินงานในงวด 4Q59 เพราะมีช่วงการไว้อาลัย 1 เดือน และผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ต้นทุนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วกว่ารายได้  
    ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ประกาศงบฯ คือ MONO  พบว่า ขาดทุนถึง 193 ล้านบาทในงวด 4Q59  ส่งผลให้ทั้งปี 2559 ขาดทุนสุทธิ 249.5 ล้านบาท ตามด้วย AMARIN ขาดทุน 159 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 2559 ขาดทุนสุทธิมากถึง 628.1 ล้านบาท และ RS รายงานงบงวด 4Q59 ขาดทุน 63 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปี 2559 ขาดทุนสุทธิ 102.2 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่คาดว่าจะขาดทุนเกือบ 200 ล้านบาท ส่วน WORK มีกำไรสุทธิ 198.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปี 58 ที่มีกำไรสุทธิ 150 ล้านบาท  
    ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย รวบรวมผลประกอบการกลุ่มทีวีดิจิทัล ปี 2559 ล่าสุด มีเพียง 4 บริษัทที่ประกาศผลประกอบการออกมา ได้แก่ AMARIN- MONO -RS และ WORK โดย 3 บริษัทแรกขาดทุน ขณะที่มีเพียง WORK เพียงบริษัทเดียวที่มีกำไร   

หุ้น 2559 2558 เปลี่ยนแปลง
  (ล้านบาท) (ล้านบาท) (%)
AMARIN -628.11 417.14 -250.58
BEC  1218.29  2982.71 -59.15
GRAMMY        ยังไม่ประกาศงบ -1145.48 0.00
MCOT ยังไม่ประกาศงบ 57.81 0.00
MONO -249.55 -486.57 -48.71
NMG ยังไม่ประกาศงบ 35.58 0.00
RS -102.14 121.63 -183.98
WORK 198.63 150.34 32.12

ที่มา : สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

***  คาด MCOT ฝืนอุตสาหกรรมไม่ไหว 
    บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า   MCOT เข้าสู่ภาวะขาดทุนติดต่อมาหลายไตรมาสนับจากปี 2558  เพราะเรตติ้งหายไป หลังจากที่ content หายไป เพราะผู้จัดทำสามารถนำไปออกอากาศได้เองหลังประมูลทีวีดิจิทัล และในระยะยาวรายได้จะหายไปตามสัญญาที่จะหมดอายุของ BEC และ TRUE Vision (ปี 2563) ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยโอนลูกค้าไปยังใบอนุญาตฯ  จึงไม่น่าจะจ่ายปันผลสำหรับปี 2559 (งวด 1H59 งดจ่าย) แต่ MCOT มีทรัพย์สินที่มีค่า คือ ที่ดิน 100 ไร่ ด้านหลังศูนย์วัฒนธรรมฯ น่าจะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และ คลื่น 2600 MHz (คลื่นสั้นเหมาะสำหรับส่งข้อมูลได้ดีกว่าคลื่นยาว) สามารถนำไปประมูล 4G แต่ยังติดขั้นตอนกฎหมาย  อาจจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

*** มาตรการเยียวยาของกสทช.ช่วยประคองอุตสาหกรรม   
    บล.ทรีนีตี้ ได้ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลในปี 2560 ว่า   มาตรการเยียวยาทีวีดิจิทัลของกสทช. ปี 2559 ทั้งการชำระค่าธรรมเนียมแบบอัตราก้าวหน้า - นำเงินเข้ากองทุนแบบขั้นบันได  และการขยายระยะเวลาชำระค่าใบอนุญาต รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามประกาศ Must Carry เป็นระยะเวลา 3 ปี จะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายมีค่าใช้จ่ายลดลงอย่างชัดเจนในปีนี้ โดยจะประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายประมาณ 873 ล้านบาท และมีเงินทุนหมุนเวียนในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงถึง 12,615 ล้านบาท โดยเฉพาะในปี 60 ผู้ประกอบการจะมีเงินทุนหมุนเวียนทั้งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 4,984 ล้านบาท ส่งผลให้มีเงินทุนมาพัฒนาช่องรายการและคอนเทนต์ให้มากขึ้น
  
*** จะเห็นทีวีอินเตอร์เน็ตมาแย่งผู้ชม  
              ในปี 2560 จะได้เห็นการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับทีวีมากขึ้น ทั้งธุรกิจที่ใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตในการรับชมคอนเทนต์ หรือ Over-the-Top (OTT) นับเป็นสื่อที่สำคัญในยุคใหม่ โดยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงคอนเทนต์โดยไม่จำกัด Platform โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม และผู้ให้บริการไม่ต้องลงทุนโครงข่ายเอง เช่น Netflix, Youtube, AIS Play, Primetime และ CH3 Live เป็นต้น โดย OTT กลายเป็น Platform ที่สำคัญในการนำเสนอคอนเทนต์ในปัจจุบัน สร้างความท้าทายให้กับทาง กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีโมเดลการกำกับดูแลที่ชัดเจน จึงเกิดความแตกต่างระหว่างฟรีทีวีและ OTT

*** โฮมช็อปปิ้ง-  Mobile TV เติบโตตาม 
    การเข้ามาของธุรกิจ OTT (Over-the-Top) ที่มีการนำเสนอรายการผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่การแข่งขันระหว่างช่องทีวีดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และ ผู้ที่เข้ามานำเสนอรายการผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ได้มีการควบคุม และไม่ได้มีต้นทุน License สูงจากการประมูลช่อง เช่น Facebook, YouTube ช่อทาง Live ต่างๆ
    ส่วนธุรกิจโฮมชอปปิ้งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตชัดเจนในปี 2559 และยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ซึ่งน่าจะเห็นผู้เล่นรายใหม่เข้ามามากขึ้น  ทำให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์มีรายได้จากการเช่าเวลาออกอากาศเพื่อเสนอข่ายสินค้า   เช่นเดียวกับ Mobile TV มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2556-2559 มีจำนวน Mobile TV ที่ขายในท้องตลาดราว 1.53 ล้านเครื่อง ซึ่งการเติบโตของตลาด Mobile TV เกิดจากหลายปัจจัย เช่นความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่สูงขึ้น และการขยายโครงข่ายและสัญญาณทีวีดิจิตอลที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่

*** WORK ยังแกร่งกว่าคู่แข่ง เชียร์ซื้อ ให้เป้าหมาย 56 บาท    
    บล.เออีซี เปิดเผยว่า ผลประกอบการทั้งปี 2559 WORK ยังมีกำไรสุทธิ 199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.1%YoY แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งเช่น MONO และ RS ที่ยังมีผลประกอบการขาดทุน 200-250 ล้านบาท
     ด้วยความแข็งแกร่งด้าน Content ทำให้เรตติ้งช่อง WP ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเริ่มทยอยปิด gap จากช่อง 3 มากขึ้นเรื่อยๆ โดยผลสำรวจจาก Nielsen พบว่าเรทติ้ง Prime Time ช่วง 1-16 ก.พ.60 ของช่อง WP แซงหน้าช่อง 3 ขึ้นเป็นอันดับ 2 ได้แล้ว ดังนั้นเพื่อสะท้อนปัจจัยบวกข้างต้น เราจึงปรับสมมติฐาน Ad Rate ปี 2560 จากเดิมนาทีละ 6.2 หมื่นบาท เป็น 6.5 หมื่นบาท ส่งผลให้ภายใต้ประมาณการใหม่ คาดปี 2560 WORK มีกำไรสุทธิ 535 ล้านบาท โต 169.2%YoY
     ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 10.9% จากราคาเป้าหมายใหม่ปี 2560 ที่ 56 บาท (อิงวิธี DCF) อีกทั้งล่าสุดบริษัทประกาศจ่ายปันผลจากผลประกอบการปี 2559 หุ้นละ 0.27 บาท (XD 7 มี.ค. 60) เราจึงคงแนะนำ “ซื้อ”

*** MONO ยังซื้อได้ หลังเรตติ้งขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ให้เป้าหมาย 4.2 บ. 
    บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า เราคาดว่า MONO จะเริ่มกลับมามีกำไรในปีนี้ โดยคาด 1Q17 จะเริ่มทำกำไรได้หลังจาก 4Q16 มีการอั้นงบโฆษณา เชื่อว่าปีหน้าธุรกิจทีวีจะกลับมาดีขึ้นได้อีกจากการแข่งขันคอนเทนท์ให้น่าสนใจเพื่อดึงดูดเรตติ้งและเอเจนซี่ให้ใช้สื่อโฆษณาทีวีเพิ่มขึ้น โดย MONO มีเรตติ้งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่อันดับ 4 ในช่วงปี 2016 ที่ผ่านมามีเรตติ้งเฉลี่ย 0.54 หรือเพิ่มขึ้น 34%YoY สอดคล้องกับการปรับค่าโฆษณาในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 37% อยู่ที่เฉลี่ย 20,500 บาท/นาที เรตติ้งล่าสุด ณ ม.ค.17 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 0.72 เราปรับอัตราค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นตามเรตติ้งที่เพิ่มขึ้น คาดอัตราค่าโฆษณาปี 2017-18F เฉลี่ยอยู่ที่ 27,800 บาท /นาที และ 31,800 บาท/นาที  คำนวณแบบอนุรักษ์นิยมจาก CPRP ที่ 20,000 บาท/นาที  เนื่องจากเป็นคอนเทนท์ภาพยนตร์มีอัตราการชมเฉพาะกลุ่ม คาดกำไรสุทธิปี 2017-18F เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม  26% และ 17% ตามลำดับ หรือกำไรสุทธิอยู่ที่ 230 ล้านบาท และ 346 ล้านบาท ตามลำดับ  
     แนะนำ “ซื้อ”  เพื่อลงทุนในระยะยาว คาดพลิกเป็นกำไรได้ในปีนี้จากความสามารถรักษาระดับเรตติ้งให้อยู่ใน 5 อันดับแรกได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของกลุ่มเอเจนซี่ในการซื้อโฆษณา และโอกาสในการปรับอัตราค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นได้รวมทั้งการควบคุมบริหารต้นทุนให้คงที่ หากพิจารณา EV/EBITDA ปี 2017F อยู่ที่ 12x ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 15x เรายังคงแนะนำให้ “ซื้อ” โดยมูลค่าราคาเป้าหมายปี 2017 อยู่ที่ 4.2 บาท อ้างอิงวิธี DCF (WACC 8%,Termianal Growth 2%)  ความเสี่ยง : 1) สภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาไม่เอื้อต่อการใช้จ่ายการโฆษณา  2) การแข่งขันที่สูงธุรกิจทีวีดิจิทัล   3) การเพิ่มทุน PP General mandate 334 ล้านหุ้น คิดเป็น 10% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยราคาขายที่ 90% ของราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง

*** กสทช. คาดว่ามูลค่าโฆษณาดิจิทัลทีวีปีนี้เพิ่ม 40% จากปีก่อน 2.04 หมื่นลบ.   
    พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยถึง  ทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในปี 2560 ว่า   การเติบโตของ GDP และแนวโน้มการบริโภคของประชาชนในปี 2559 เป็นไปในทิศทางบวก จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่า เพื่อกระตุ้นการบริโภคของประชาชนในปี 2560 บริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการจะใช้งบโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายทุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ผ่านการซื้อหุ้นในช่อง ดิจิทัลทีวี เช่น ช่องวัน และช่องอมรินทร์ทีวี จะช่วยให้ช่องดิจิทัลทีวีมีความแข็งแกร่งทางการเงิน ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินโฆษณา
     ทั้งนี้มองว่าในอนาคตหากระบบทีวีอนาล็อก สิ้นสุด จะช่วยดันระบบทีวีดิจิทัลเพิ่มแตะ 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ด้านสิ้นปีก่อนสัดส่วนทีวีอนาล็อกอยู่ที่ 9% ทั้งนี้ระบบทีวีอนาล็อกในช่อง 9,5,11,Thai PBS จะสิ้นสุดลงในปี 2561 และช่อง3,7ยังติดสัมปทานถึงปี 2563 และ2566 ตามลำดับ  โดยคาดว่ามูลค่าโฆษณาดิจิทัลทีวีปีนี้เพิ่ม 40% จากปีก่อน20,394 ล้านบาท  ส่วนตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้งเติบโตโดดเด่นโดยปี 2565 คาดมีมูลค่าแตะ20,000 ล้านบาท หรือโตกว่า 65% จากสิ้นปี2559ที่12,000 ล้านบาท 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด