ข่าวนี้ที่ 1

| 22 ธันวาคม 2559 | 16:04

 "ทิสโก้"ฮุบพอร์ตรายย่อย"สแตนดาร์ดฯ"

            กลุ่มทิสโก้ ลุยสนามธุรกิจบัตรเครดิต ทุ่ม 5.5 พันล้านบาท ซื้อพอร์ตสินเชื่อรายย่อยจาก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กูรูมองช่วยกำจัดจุดอ่อน-เสริมจุดแข็งให้ ธ.ทิสโก้ เตรียมปรับเพิ่มประมาณการ ด้านธนาคารการันตีปีหน้าสินเชื่อรวมโตไม่ต่ำกว่า 15% หลังได้ฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มอีก 4 แสนรายจากดีลนี้ คาดแล้วเสร็จปีหน้า ฟากกูรูคาดสินเชื่อในระบบปีนี้จะโตได้แค่ 1.6%


*** ทุ่ม 5.5 พันล้านซื้อพอร์ตรายย่อย 4 แสนราย

      นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ออล-เวย์ จำกัด บริษัทย่อยในกลุ่มทิสโก้ ได้ตกลงซื้อขายธุรกิจลูกค้ารายย่อยจากธนาคาร สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน)  
     โดยธนาคารทิสโก้ รับโอนธุรกิจสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อการเคหะ สินเชื่อรายย่อย ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเงินฝากบุคคล ส่วนบริษัท ออล- เวย์ จะรับโอนธุรกิจบัตรเครดิต 
     การซื้อธุรกิจดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ ในปี 2560 โดยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกิจการที่รับโอน ณ วัน
ที่ 30 ก.ย. 2559 มีมูลค่าประมาณ 5.5 พันล้านบาท ประกอบด้วยยอดสินทรัพย์ประมาณ 41,600 ล้านบาท และหนี้สินประมาณ 36,100 ล้านบาท
    ธนาคารทิสโก้คาดว่า จะเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจลูกค้ารายย่อย และเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้า  
    แหล่งเงินทุนที่ใช้ คือเงินทุนภายในของกลุ่มทิสโก้ และการระดมเงินฝากและเงินกู้ยืมตามการดำเนินธุรกิจปกติของธนาคาร   
     อนึ่ง TISCO เป็น Holding companyของกลุ่มธุรกิจทางการเงินทิสโก้ โดยมีธนาคารทิสโก้เป็นหลัก ซึ่งได้รับอนุมัติให้เป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ปัจจุบันให้บริการทางด้านการเงินอันประกอบด้วย บริการสินเชื่อลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม บริการสินเชื่อพาณิชย์ธนกิจ บริการเงินฝากรายย่อย บริการลูกค้าธนบดีธนกิจ บริการตัวแทนขายประกันผ่านธนาคาร บริการจัดการการเงิน และบริการคัสโตเดียน
 
*** "สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด"ถอดใจ ยอมรับสินเชื่อรายย่อยแข่งดุ

    นายพลากร หวั่งหลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และสำนักงานตัวแทน กล่าวว่า ธุรกิจธนาคารบุคคลธนกิจ (ลูกค้ารายย่อย - Retail Banking)แม้ว่าการดำเนินงานจะเป็นไปด้วยดี แต่มีขนาดของธุรกิจที่เล็กและยากที่จะแข่งขันกับธนาคารรายใหญ่ภายในประเทศ ภายหลังจากการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ธนาคารฯ จึงได้บรรลุข้อตกลงในการโอนธุรกิจธนาคารบุคคลธนกิจให้แก่ทิสโก้
    การตัดสินในครั้งนี้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจทั่วโลกของกลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่จะทบทวนแนวทางการดำเนินธุรกิจและปรับโครงสร้าง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเพิ่มผลตอบแทน ซึ่งรวมถึงการถ่ายโอนธุรกิจที่มีขนาดและขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ 
    ธนาคารยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และจะลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสถาบันธนกิจ และพาณิชย์ธนกิจ ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นั่นก็คือการมุ่งเน้นไปในธุรกิจที่ธนาคารสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง
    สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ธุรกิจสถาบันธนกิจ (Corporate and Institutional Banking)และพาณิชย์ธนกิจ (Commercial Banking) ที่มีเครือข่ายแข็งแกร่งและจุดเด่นด้านประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศที่จะสามารถสนับสนุนลูกค้าในการทำธุรกิจในประเทศไทยและระหว่างประเทศ 

*** คาดถ่ายโอนธุรกิจเสร็จปี 60 
    ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ได้บรรลุข้อตกลงในการถ่ายโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย (Retail Banking) ให้แก่ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือTISCO และบริษัท ออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้ บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว มีการขายและโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย ซึ่งครอบคลุมถึง ธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย บริการธนบดีธนกิจ (Wealth Management)สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และเงินฝากรายย่อย ให้แก่ทิสโก้ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี  2560 ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล 
    นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TISCO กล่าวว่า การควบรวมธุรกิจลูกค้ารายย่อยของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในประเทศไทยเข้ามานั้น ถือเป็นการตอบโจทย์ด้านการทำธุรกิจของทิสโก้ได้เป็นอย่างดี และถือเป็นการต่อยอดแผนการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรายย่อย ทั้งการขยายสาขา ช่องทางการให้บริการ และการเพิ่มผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทิสโก้เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในประเทศไทย และการดำเนินธุรกิจมากว่า 47 ปี การผ่านพ้นวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นข้อพิสูจน์ถึงการเติบโตที่ยั่งยืนและความเป็นผู้นำในตลาดได้เป็นอย่างดี 
 
***  หนุนสินเชื่อรวมปี 60 โต 15% หลังซื้อธุรกิจรายย่อย 
    นางอรนุช  กล่าวต่อว่า การทำรายการซื้อพอร์ตรายย่อยครั้งนี้ เบื้องต้นใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5.5 พันล้านบาท ซึ่งมาจากกระแสเงินสดของธนาคาร  นอกจากนี้ธนาคารยังมองหาการซื้อธุรกิจเพิ่มเติมในอนาคตอีก  เนื่องจากธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (BIS Ratio)สูงถึง 19% ซึ่งยังสามารถเข้าซื้อกิจการได้อย่างต่อเนื่อง
    การซื้อธุรกิจรายย่อย ดังกล่าว ธนาคารจะได้ลูกค้าเข้ามา  4 แสนราย แบ่งเป็น ลูกค้าสินเชื่อ 3 แสนราย และ ลูกค้าธนบดี 1 แสนราย เป็นยอดสินเชื่อรวม 4.1 หมื่นล้านบาท และ เงินฝาก 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้พอร์ตสินเชื่อปี 60 มีมากกว่า 2.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท  และในปี 60 คาดว่าสินเชื่อรวมจะเติบโต 15% หลังจากรับโอนธุรกิจรายย่อยของแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) 
    อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะการปล่อยสินเชื่อธนาคารคาดว่าจะไม่ขยายตัว จากปีนี้ที่คาดสินเชื่อรวมติดลบ 7-8%  โดย 11 เดือน สินเชื่อติดลบแล้ว 6.3% ซึ่งมาจากธุรกิจเช่าซื้อที่หดตัว และปีหน้ายังคงไม่สดใส แม้ว่ามาตรการรถคันแรกจะทยอยสิ้นสุดลง แต่บรรยากาศการซื้อรถใหม่ยังชะลอตัวอยู่ เพราะลูกค้าอยากอยู่ในภาวะปลอดหนี้
    นอกจากนี้ ในปี60 ธนาคารจะเริ่มทำธุรกิจบัตรเครดิตเป็นครั้งแรก โดยจะให้ บริษัทออล-เวย์ส จำกัด เป็นผู้ดูแลธุรกิจ โดยมีธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ช่วยดูแลเป็นเวลา 1 ปี  จากจำนวนลูกค้าบัตรเครดิต 1 แสนราย ซึ่งเป็นหนี้มีคุณภาพดี  พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบัตรเครดิตมาเป็น "ทิสโก้การ์ด"
    "เรากำลังทำความเข้าใจกับลูกค้า และพนักงานเพื่อไม่ให้เกิดความแตกตื่น โดยเราได้รับพนักงานสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เข้ามามากกว่า 100 คน ซึ่งเรื่องนี้แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับพนักงาน และ ลูกค้าเป็นสำคัญ มั่นใจว่าการบริการของเราไม่ได้ด้อยไปกว่าธนาคารอื่น"นางอรนุช กล่าว
    ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ในปี 60 ตั้งเป้าควบคุมให้ต่ำกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.9% และสิ้นปีคาดลดลงเหลือ 2.6%  ซึ่งเป็นผลจากการจัดชั้นลูกหนี้ SSI ทำให้ NPL ลดลงประมาณ 0.3%
    "การทำธุรกิจรายย่อ ยังมี NPL แต่เราจะรักษาไม่ให้เกิด 3% ตอนนี้เรากลับมาปกติแล้ว แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี หนี้ครัวเรือนก็ยังสูง จะให้มาขยายสินเชื่อก็คงจะลำบาก แต่การทำกำไรเราไม่กลัว ยังเดินหน้าทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง"นางอรนุช
    สำหรับนโยบายการจ่ายปันผลยังคงเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอิงกับผลประกอบการ คาดว่า ปี 59 จะจ่ายปันผลไม่น้อยกว่าปี 58 อย่างแน่นอน
 
*** กูรูเตรียมปรับเพิ่มเป้าหมาย     

        นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองการเข้าซื้อธุรกิจรายย่อยเป็นบวกต่อ TISCO จากการเข้ามาเสริมธุรกิจในกลุ่มสินเชื่อบ้าน และกลุ่มบัตรเครดิต ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ TISCO เนื่องจากไม่มีความชำนาญ จึงเป็นนับว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน
     สำหรับราคาเป้าหมายคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิม 60 บาท/หุ้น ในปี 2017  เนื่องจาก TISCO จะได้รับประโยชน์มากจากดีลนี้ 
      บล.บัวหลวง ระบุว่า TISCO มีอัพไซด์จากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯ ที่ลดลงกว่าที่คาด โดยปีนี้ธนาคารมีแนวโน้มตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติ 1.4-1.5% ของสินเชื่อจากปีก่อน 2.3% เนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้น 
      ประกอบกับปลายปีนี้ที่ปลดล็อคหนี้ SSI และนำมาจัดชั้นใหม่เป็นหนี้ปกติ ทำให้เอ็นพีแอลโดยรวมลดลงมาอยู่ที่ราว 2.7% จาก 3% ของสินเชื่อรวม และดันอัตราส่วนตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 121% ในสิ้นปีนี้ จาก 107% ณ สิ้นไตรมาส 3/59 ช่วยลดแรงกดดันการตั้งสำรองในระดับสูงปีหน้า แนะนำซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน 63.50 บาท 

*** สินเชื่อรวมระบบแบงก์ พ.ย.โตเล็กน้อย 0.43% จากเดือนก่อน
      ผู้สื่อข่าว ได้รวมรวมสินเชื่อระบบบแบงก์ ณ เดือน พ.ย. พบว่าสินเชื่อรวมอยู่ที่  10.10 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย  0.43% จากเดือน ต.ค. โดย TMB ขยายตัวสูงสุดที่ 1.36% และ LHBANK หดตัวมากสุดที่ 0.70%  ขณะที่เงินฝากในระบบ หดตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า   ส่วนเอ็นพีแอลทั้งระบบอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท
     นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ว่า สินเชื่อเดือนพ.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนต.ค. โดย 2 เดือนที่ผ่านมาสินเชื่อไม่ได้มีการขยายตัวเท่าที่คาด เนื่องจากมีการชำระคืนสินเชื่อของทางภาครัฐ และ เอกชนหันมาระดมทุนผ่านหุ้นกู้มากกว่าการขอสินเชื่อ 
     อย่างไรก็ตาม สินเชื่อในเดือน ธ.ค. มีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 58 แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าจะแผ่วลง เนื่องจากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยช่วงสิ้นปีไม่คึกคักเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะบรรยากาศในประเทศเป็นสำคัญถึงแม้ว่าทางภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นช้อปช่วยชาติ แต่เชื่อว่าเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น 
     " ปีนี้คาดว่าสินเชื่อในระบบจะเติบโตได้แค่ 1.6%จากเดิมที่เคยประเมินไว้ 3% ซึ่งผ่านมา 10 เดือนสินเชื่อขยายไปแค่ 1% จากสิ้นปี 58(YTD) เท่านั้น ส่วนปีหน้าคาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ 4% หากไตรมาส 1/60 โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐเริ่มเดินหน้าก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้น ความต้องการใช้สินเชื่อก็จะกลับมา" นายธนเดช กล่าว

 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด