ข่าวนี้ที่ 1

| 22 พฤศจิกายน 2560 | 17:05

THMUI มั่นใจเทรดวันแรกเหนือจอง อวดกำไรโตกระโดด

"ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น" ได้ฤกษ์เข้าเทรดวันแรก มั่นใจราคายืนเหนือจอง เหตุปัจจัยพื้นฐานแกร่ง ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ามานาน ความสามารถทำกำไรดีต่อเนื่อง  หวังระดมเงินเป็นทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เพิ่มสินค้าและบริการที่หลากหลาย ด้าน "สหไทย
เทอร์มินอล" เชื่อเทรดวันแรกนักลงทุนตอบรับดี เตรียมนำเงินระดมทุนเพิ่มกองเรือ-ลงทุนโครงการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ 

*** ตลาด mai รับ"ไทยมุ้ย"เข้าเทรด 
    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น ผู้จัดหา และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลวดสลิงและอุปกรณ์เพื่อใช้สำหรับยกหิ้วที่มีคุณภาพรายใหญ่ในประเทศ
ไทย เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในกลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “THMUI” ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560
     THMUI ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายลวดสลิง สลิงผ้าใบ โซ่ และอุปกรณ์ยกหิ้วคุณภาพสูงจากผู้ผลิตชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ภายใต้แบรนด์ อาทิ คิสไวร์ (Kiswire), ไบรดอน (Bridon), อูช่า (Usha) และครอสบี้ (Crosby) รวมทั้งมีบริการทดสอบแรงดึง
ติดตั้งเครนและเปลี่ยนลวดสลิง มีบริษัทย่อยเป็นผู้ให้บริการติดตั้ง แนะนำการใช้งาน และตรวจสอบสภาพเครนและลวดสลิง โดยมีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ได้แก่ กลุ่มโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ กลุ่ม
อุตสาหกรรมท่าเรือ และกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น
    THMUI มีทุนชำระแล้ว 170 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 242.93 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 97.07 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 15-17 พฤศจิกายน
2560 ในราคาหุ้นละ 2.55 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 247.53 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 867 ล้านบาท  
     
 *** มั่นใจเทรดวันแรกยืนเหนือจอง
    นายทชากร ลีลาประชากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ THMUI เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมการซื้อขายหุ้น THMUI วันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันนี้ (23 พฤศจิกายน 2560) มั่นใจว่า
จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน ทำให้สามารถยืนเหนือราคาจองที่ 2.55 บาท/หุ้น ได้ จากความเชื่อมั่น ในฐานะผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้วคุณภาพสูง ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ ไบรดอน (Bridon),
คิสไวร์ (Kiswire), อูช่า (Usha) และครอสบี้ (Crosby) เป็นต้น รวมทั้ง บริการหลังการขาย และมีใบรับรองสินค้าจากผู้ผลิต เพื่อให้เกิดความมั่นใจในสินค้าที่ส่งมอบ 
    นอกจากนี้ บริษัทฯ มีจุดแข็งจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจลวดสลิงมายาวนาน ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและพันธมิตร ลดความเสี่ยงจากการมีลูกค้าอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม และเป็นลูกค้าชั้นนำที่มีความต้องการใช้ลวด
สลิงที่มีคุณภาพ และบริการอย่างครบวงจร การเข้ามาระดมทุนในครั้งนี้ จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น 
    นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ของ บริษัท ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
(มหาชน) หรือ THMUI กล่าวว่า มั่นใจหุ้น THMUI เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรก ราคาหุ้นจะสามารถยืนเหนือราคาจองที่ 2.55 บาท/หุ้น ได้ เนื่องจากธุรกิจมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้วคุณภาพ
สูงรายแรก ที่เข้ามาสร้างสีสันให้ตลาดทุนไทย ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถปิดจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนได้อย่างน่าประทับใจ ขายไอพีโอหมดเกลี้ยงทั้งจำนวน จึงมั่นใจว่า THMUI จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องบนกระดานเทรดวันที่ 23
พฤศจิกายนนี้
     THMUI มีจุดเด่นในเรื่องของความเชื่อมั่นที่ได้รับจากคู่ค้า พันธมิตร ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศที่ไว้วางใจใช้บริการ และอยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ลดความเสี่ยงในการพึ่งพิงลูกค้ารายใดเป็นพิเศษ โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ
ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเหล็ก เป็นต้นมีสัดส่วนรายได้ 30.57% กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 17.24% กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 9.47% และกลุ่มท่าเรือ 6.58% ของรายได้จากการขายทั้งหมด ประกอบกับ การบริหารจัดการ
สต็อกสินค้าโดยใช้ระบบไอทีที่ทันสมัย และความสามารถในการทำกำไร มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ระดับ 40%  

*** ระดมเงินเป็นทุนหมุนเวียน-ซื้อเครื่องทดสอบแรงดึง
    เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ คาดว่าราว 247.53 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ส่วนที่เหลือ ใช้ลงทุนซื้อเครื่องทดสอบแรงดึงขนาดใหญ่ และโครงการก่อสร้างโกดังสินค้า เชื่อว่า จะสนับสนุนยอดขายและกำไรของบริษัทฯ
ให้เติบโตโดดเด่นในระยะยาวได้ 
     “THMUI เข้าจดทะเบียนในตลาด mai ครั้งนี้ นอกจากได้เงินระดมทุนสำหรับขยายธุรกิจแล้ว ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้บริษัทฯ ในฐานะผู้นำในการจัดจำหน่ายลวดสลิงที่มีคุณภาพสูง และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ามาโดยตลอด บริษัทฯ หวังจะยก
ระดับมาตรฐานลวดสลิงในประเทศไทย เพื่อให้ลูกค้าของเราได้สินค้าและบริการที่ดีที่สุด รวมทั้งมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ ตอบแทนผู้ถือหุ้น สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในระยะ” นายทชากร กล่าว 
     แผนการระดมทุนครั้งนี้ จะเป็นการเตรียมพร้อมรับโอกาสในการขยายฐานลูกค้าทั้งรายเดิมและรายใหม่ รับอานิสงส์จากการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ของภาครัฐบาลและเอกชน ทั้ง ในกลุ่มงานก่อสร้าง แผนการลงทุนตามแผนการพัฒนา
ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และเฟส 4 เป็นต้น ทำให้อุปสงค์ลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้วมีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นในทิศทางเดียวกันอีกด้วย มั่นใจว่า THMUI จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในระยะยาว

***อวดงบ 9 เดือนปี 60 กำไรโต 376%
    "ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น (THMUI)" รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/60 มีกำไรสุทธิ 13.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6.57 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น การลดลงของค่าใช้จ่ายในการ
ขาย และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้งวด 9 เดือนปี 60 มีกำไรสุทธิ 24.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.17 ล้านบาท
     โดยไตรมาส 3/60 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ จำนวน 127.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 90.52 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ท่อ HDPE และอุปกรณ์ท่อให้กับลูกค้าโครงการสาธารณูปโภค
ขนาดใหญ่รายหนึ่ง
    ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทฯ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 24.69 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 5.19 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 376.97 และเติบโตกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2559
ซึ่งอยู่ที่ 18.92 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว     
    สำหรับรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 310.61 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 25.33 จากงวดเดียวกันของปี 2559 อยู่ที่ 247.83 ล้านบาท กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 120.82 ล้านบาท เทียบจากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 100.46 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่
ที่ร้อยละ 38.90 อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 7.90 
    การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจาก บริษัทฯ สามารถนำเสนอสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้นตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยลวดสลิงคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของยอดขายทั้งหมด และคาดว่า ภาพรวมธุรกิจทั้งปีนี้จะไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง เติบโตกว่ารายได้จากการ
ขายและให้บริการในปี 2559 อยู่ที่ 356.74 ล้านบาท

*** mai รับ PORT เข้าเทรด
    นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. สหไทย เทอร์มินอล ผู้ให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ที่เป็นเอกชนรายใหญ่ เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
mai ในกลุ่มบริการ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “PORT” ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560
     PORT ดำเนินธุรกิจให้บริการท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์สำหรับเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศ (feeder) และเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ชายฝั่ง (barge) มีท่าเทียบเรือตั้งอยู่ที่ปู่เจ้าสมิงพราย จ. สมุทรปราการ ซึ่งเป็นทำเลที่สะดวกต่อการ
ขนส่ง และให้บริการต่อเนื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือ ได้แก่ ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางบก บริการพื้นที่จัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้า บริการบรรจุสินค้าเข้า/ถ่ายสินค้าออกจากตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงการซ่อมแซมและทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น
    PORT มีทุนชำระแล้ว 230 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 340 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 120 ล้านหุ้น โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งจำนวนต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2560
ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 540 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 2,070 ล้านบาท  
    PORT มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลัง IPO ได้แก่ กลุ่มรัตนศิริวิไล ถือหุ้น 35.66% กลุ่มครุจิตร ถือหุ้น 18.75% และกลุ่มจงยั่งยืนวงศ์ ถือหุ้น 4.08% การกำหนดราคาเสนอขาย IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของ ผู้ลงทุนสถาบัน
(book building) ซึ่งกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 4.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 32.14 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิจากผลประกอบการ 4 ไตรมาสล่าสุด (1 กรกฎาคม 2559-30 มิถุนายน 2560) ซึ่งเท่ากับ 65.07 ล้าน
บาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.14 บาท 
    ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท

*** PORT มั่นใจเทรดวันแรก นลท.ตอบรับดี 
    นางเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT มั่นใจว่า หุ้น PORT จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย โดยบริษัทฯได้วางแผนที่ขยายธุรกิจ มีแผนลงทุนการจัดซื้อเรือ
ขนส่งสินค้าชายฝั่ง (บาร์จ) เพิ่มเติมจำนวน 2 ลำ เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งของลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งเรือบาร์ธของบริษัทฯที่เติบโตขึ้น และโครงการติดตั้งระบบ Mobile X-Ray ของกรมศุลกากรในบริเวณท่าเรือสหไทย ซึ่งใช้ในกระบวนการตรวจสอบสินค้าที่อยู่ใน
ตู้คอนเทนเนอร์ของกรมศุลกากร ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า เนื่องจากสามารถทำการ X-ray ตู้สินค้าตามคำสั่งของกรมศุลกากรที่ท่าเรือสหไทยได้ทันที ซึ่งเมีพิธีเปิดเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2560 และบริษัทฯยังมีลูกค้าเพิ่มอย่าง
Hyundai
    นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีแผนที่จะลงทุน โครงการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อทำธุรกิจบริหารจัดการ ซ่อมบำรุง และจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ (container Depot Service) โดยบริษัทฯมีความสามารถในการรองรับตู้คอนเทนเนอร์สูงสุดประมาณ 170,000
ทีอียูต่อปี และบริษัทฯ ได้ทำการต่ออายุสัญญาเช่าที่ดินบริเวณท่าเรือสหไทยออกไปเพิ่มเติมอีก 20 ปี

 *** ผลประกอบการโตต่อเนื่อง
    บริษัทฯ มีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  งวดไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 มีกำไรสุทธิ 17.62 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 18.32 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 60 มีกำไรสุทธิ 39.09 ล้านบาท เทียบกับงวด
เดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 54.58 ล้านบาท 
    ส่วนในงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 986.50 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน บริษัทฯ มีรายได้ 753 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 52 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิลดลงเนื่องจาก บริษัท บางกอก บาร์จ
เทอมินอล จำกัด (BBT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีผลประกอบการขาดทุนเนื่องจากเพิ่งเริ่มดำเนินงานปลายปีก่อน และยังไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน ภายหลังจากที่ BBT ได้รับใบอนุญาติ ICD แล้วนั้น ทำให้มีจำนวนตู้
คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าผลการดำเนินงานของ BBT จะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการของ PORT 

***โบรกฯ มอง THMUI  มีศักยภาพโตต่อเนื่อง
    บทวิเคราะห์ บล.เอเชียเวลธ์  ระบุ ภาวะอุตสาหกรรมของ THMUI และของลูกค้าอยู่ในช่วงของการขยายตัว  โดยบริษัทดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้ว รวมถึงให้บริการหลังการขายที่ครบวงจร  สัดส่วนรายได้ในช่วงปี 2557-
2559 ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ลวดสลิงและชุดประกอบ 61%ของ รายได้รวม อุปกรณ์ยกหิ้ว20% รายได้ค่าบริการ 7% ที่เหลือเป็นสลิงผ้าใบ-โซ่-อื่น ๆ อีกรวม 12% ซึ่งในอนาคตผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น คือ ลวดสลิง อุปกรณ์ยกหิ้วและราย
ได้ค่าบริการ เรามองโอกาสการเติบโตของ THMUI โดยคาดหวังจะเติบโตไปกับกลุ่มธุรกิจของลูกค้าในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมและลูกค้ากลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 
    คาดการณ์กำไรไรสุทธิดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และโตต่อเนื่องปี 2561 โดยบริษัทสามารถรักษาอัตราการทำกไรสุทธิ ระดับที่ดี 10%-12% ต่อปี  คาดกำไสุทธิปี  2560 ที่ 45 ล้านบาท  จากช่วงครึ่งแรกของปี 2560 มีกำไรสุทธิเพียง 11 ล้านบาท   ซึ่งหลังภาค
รัฐมีนโยบายการลงทุนใน EEC สามารถฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนได้ ทำให้คาดหวังการขยายตัวของกำไรจากการดำเนินงาน ปี 2560-2561 กลับมาเติบโต 142%YoY และ 30%YoY ตามลำดับ
    ประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 3.40 บาท ตามค่าเฉลี่ย PER 20.0 เท่า ในปี2561 ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมประเภทเทรดดิ้ง เครื่องมืออุปกรณ์ ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 3.40 บาท เท่ากับค่า PER ที่ 20.0 เท่า จากกำไรสุทธิของปี 2561 ที่ 0.17 บาทต่อหุ้น
ซึ่งอิงกับ PER ค่าเฉลี่ยของสินค้าอุตสาหกรรม ประเภทเทรดดิ้ง เครื่องมืออุปกรณ์ เทียบกับ RWI (PER ปัจจุบัน 22 เท่า) HARN (24 เท่า) SE (22 เท่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมีค่า PEG (PE to Growth) ที่ 0.66 เท่า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
    ด้าน บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ระบุ ผลประกอบการ THMUI จะเติบโตโดดเด่นในปี 61  โดยบริษัทมีฐานผลประกอบการขนาดเล็กแต่มีศักยภาพจะเติบโตสูงได้ในอนาคต แนวโน้มผลประกอบการที่จะเติบโตสูงจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 60  จากการขาย
ผลิตภัณฑ์ใหม่ใน 3Q60 และจะเติบโตสูงต่อเนื่องในปี 61 เป็นผลจากความพร้อมของเงินทุนหมุนเวียนเป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่าเดิมเพื่อขยายฐานรายได้ที่ได้รับจากลูกค้าปัจจุบันให้กว้างขึ้น และเจาะฐานลูกค้าของคู่แข่ง  เราคาด
การณ์กำไรสุทธิปี 60-61 จะเติบโต59%YoY และ 64%YoY ตามลำดับ
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด