ข่าวนี้ที่ 1

| 22 สิงหาคม 2560 | 17:05

PTT ส่งซิกงบ Q3 แจ่ม จ่อบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน

           ปตท. คาดงบไตรมาส 3/60 แจ่ม จ่อบุ๊คกำไรสต็อกน้ำมันหนุนงบดีกว่าไตรมาส 2/60 สอดคล้องบริษัทในกลุ่มอย่าง  PTTGC ที่คาดกำไรสุทธิจะสูงกว่า Q2/60 ที่ 6.6 พันลบ. จากกำลังผลิตเพิ่ม-ไม่มีหยุดซ่อมโรงงาน บวกกำไรจากสต็อกน้ำมัน  ด้าน TOP คาดไตรมาส 3/60 จะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันราว 2 พันลบ. ขณะที่ PTTEP คงเป้าปริมาณการขายปีนี้ 3 แสนบาร์เรล/วัน  


*** PTT คาดผลงาน Q3/60 ดีกว่า Q2 กำไรสต็อกน้ำมันหนุน


    นางสาวกัญญามาส ฤทธิเดช หัวหน้าทีม ฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด ( มหาชน)หรือ PTT  คาดว่า ไตรมาส 3/60 บริษัทฯ จะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจาก คาดราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/60 ที่อยู่ 49.8 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่ง ช่วง ก.ค.60 ถึงปัจจุบันเฉลี่ยราคาน้ำมันอยู่ที่ 50.6 เหรียญฯต่อบาร์เรล และปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันอยู่ในกรอบ 50-55 เหรียญฯต่อบาร์เรล และคาดว่าต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติยังคงตัว ขณะที่ราคาขายเพิ่มขึ้นทำให้ ผลประกอบการไตรมาส 3/60 ดีกว่าไตรมาส 2/60
    "คาดทั้งปีนี้ราคาน้ำมันจะอยู่ในกรอบ 50-55 เหรียญฯต่อบาร์เรล จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 51.4 เหรียญฯต่อบาร์เรล ส่วนค่าการกลั่น Singapore GRM อยู่ที่ 6.4-6.9 เหรียญฯต่อบาร์เรล จากครึ่งปีแรกที่ 6.42 เหรียญฯต่อบาร์เรล ส่วนต่างราคา HDPE -Naphtha อยู่ที่ 60-690 เหรียญฯต่อตัน จากครึ่งปีแแรกอยู่ที่ 682 เหรียญต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างราคา PP-Naphtha อยู่ที่ 630-640 เหรียญฯต่อตัน จากครึ่งปีแรกที่ 640 เหรียญฯต่อตัน "นางสาวกัญญามาส กล่าว
    ขณะนี้บริษัทได้เจรจากับขายที่ดินปลูกปาล์มน้ำมันแปลงสุดท้ายที่ประเทศอินโดนีเซียแล้ว โดยอยู่ระหว่างเจรจาราคา สัญญา และระยะเวลาชำระเงิน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในปี 60-61 หากขายได้สำเร็จจะรับรู้เข้ามาเป็นกำไรจากการขาย
    นอกจากนี้ คาดว่ารัฐบาลจะเปิดให้ประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และ บงกช ในเดือนตุลาคมนี้ และหลังจากนั้นอีก 6-7 เดือน จะทราบผลประมูล ซึ่งทางบริษัท บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP มีความพร้อมในการเข้าประมูลแหล่งบงกช และสนใจที่จะเข้าประมูลแหล่งเอราวัณ เช่นกัน


*** PTTGC คาดงบ  Q3 มีกำไรสต็อกน้ำมัน-กำลังผลิตเพิ่ม

      นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการฝ่ายหน่วยการเงินองค์กร และนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC  คาดผลประกอบการไตรมาส 3/60 สูงกว่าไตรมาส 2/60 ที่มีรายได้จากการขายและบริการที่ 1 แสนล้านบาท มีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท เนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากไม่มีหยุดซ่อมโรงงาน ทำให้โรงอะโรเมติกส์ กลับมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 90% จากไตรมาส 2/60 อยู่ที่ 66% และโรงโอเลฟินส์เกิน 95% จากไตรมาสก่อนที่ 89% ส่วนโรงกลั่นเดินเครื่องที่ระดับ 103% ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวจากไตรมาสก่อน และคาดว่าจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
     มองราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปีนี้อยู่ที่ 50 เหรียญฯต่อบาร์เรล ต่ำกว่าต้นปีที่ประเมินไว้ 52-55 เหรียญฯต่อบาร์เรล เนื่องจากสหรัฐฯยังคงผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แม้กลุ่ม OPEC จะมีการปรับลดกำลังการผลิตแต่ยังไม่พอให้ราคาน้ำมันทรงตัวสูงกว่า 50 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้
     บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเปิดขายหุ้นกู้มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.05% ในช่วงสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า โดยหวังนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้ และลงทุนในอนาคต
     ปีนี้คงเป้ารายได้รวมที่ 4.4 แสนล้านบาท โต 26% จากปีก่อนที่มีรายได้ 3.5 แสนล้านบาท เนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาผลิตภัณฑ์สูงกว่าปีก่อน โดยมองค่าการกลั่นปีนี้ที่ 6.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล จากปีก่อนที่เฉลี่ย 5.3 เหรียญฯต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเฉลี่ยปีนี้คาดอยู่ที่ 50 เหรียญฯต่อบาร์เรล สูงกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 41 เหรียญฯต่อบาร์เรล ทำให้ทั้งปีนี้จะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน
     ปีนี้้คาดรับรู้กำไรจากโครงการ Max ประมาณ 3.2 พันล้านบาท โดยครึ่งปีแรก ทำได้แล้ว 1.23 พันล้านบาท ส่วนปี 61คาดรับรู้กำไรเพิ่มเป็น 6 พันล้านบาท และเพิ่มเป็นประมาณ 8 พันล้านบาท ในปี 62
     "คาด 4 ปีข้างหน้ากำลังการผลิตของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% จากมีโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมการลงทุนจะทยอยเริ่มผลิต ซึ่งในปีนี้มี 2 โครงการ HDI Derivative และ Asset Injection โครงการผลิต mLLDPE, ME plant 2 เสร็จในปี 61 โครงการผลิต PO/Polyol และโครงการ MTP Retrofit เสร็จในปี 63 นอกจากนี้ อยู่ระหว่างพิจารณาการลงทุนธุรกิจปลายน้ำอื่นๆ เช่น การผลิตเม็ดพลาสติกมูลค่าสูง"นายทิติพงษ์ กล่าว

*** TOP คาด Q3/60 พลิกกำไรจากสต็อกน้ำมันราว 2 พันลบ.

    นางสาวภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP คาดว่าบริษัทฯ จะกลับมามีกำไรจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ภายในไตรมาส 3/60 ราว 2 พันล้านบาท หลังจากที่ในช่วงไตรมาส 2/60 บริษัทมีผลขาดทุนจากการสต็อกน้ำมันอยู่ที่ 2,076 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ราว 50 - 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และหากราคาน้ำมันดิบในช่วงสิ้นปีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 52 เหรียญ/บาร์เรล จะทำให้บริษัทไร้ผลขาดทุนจากการสต็อกน้ำมันในปีนี้
     โดยคาดว่าค่าการกลั่น(GRM)ในปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 6.5 เหรียญ/บาร์เรล สูงกว่าปีก่อนที่ 5.2 เหรียญ/บาร์เรล และมีค่าการกลั่นรวม(GIM)ปีนี้อยู่ที่ 8-9 เหรียญ/บาร์เรล สูงกว่าปีก่อนที่ 7.5 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจากในไตรมาส 3/60 ผู้ผลิตจากประเทศจีนลดการส่งออกน้ำมัน ในขณะที่การเปิดดำเนินการโรงกลั่นแห่งใหม่ลดน้อยลงทำให้ปริมาณน้ำมันดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ คาดว่าในช่วงไตรมาส 4/60 ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีต่อเนื่องจากกลุ่มประเทศที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว โดยคาดว่าการบริโภคน้ำมันในปีนี้จะอยู่ที่ 1.52 ล้านบาร์เรล/วัน ในขณะที่มีการผลิตอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน
     สำหรับปัจจัยทางด้านเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ บริษัทยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อ EBITDA ในปีนี้เนื่องจากบริษัทมีการซื้อวัตถุดิบและซื้อขายน้ำมันดิบด้วยสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้เกิดการบริหารความเสี่ยงแบบธรรมชาติ (Natural Hedge) แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าจะกระทบต่อรายได้รวมของบริษัทเข้ามาบ้าง 
     ด้านโครงการ Clean Fuel Project (CFP) คาดว่าจะมีความชัดเจนด้านมูลค่าโครงการและผู้รับเหมาก่อสร้างภายในช่วงกลางปี 61 โดยโครงการดังกล่าวจะเน้นการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มในการใช้เพิ่มขึ้นตามการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) เช่น น้ำมันเจ็ท (Jet Fuel) และ น้ำมันดีเซล (Diesel) ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวันภายในปี 64
 

*** PTTEP คงเป้าปริมาณการขายปีนี้ 3 แสนบาร์เรล/วัน 


    นายยงยศ  ครองพาณิชย์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)หรือ PTTEP คาดว่าปริมาณการขายในไตรมาส 3/2560 จะอยู่ที่ 290,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนลดลง และการเพิ่มการผลิจของโครงการ MTJDA จากการที่ผู้ซื้อในประเทศมาเลเซียสามารถกลับมารับก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติ  
     ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยในไตรมาส 3/2560 คาดจะอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และทั้งปี คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งยังเป็นไปตามประมาณการที่คาดการณ์ไว้ ส่วนปี 2560 บริษัทจะพยายยามรักษาระดับ EBITDA ไว้ที่ 70%  
     บริษัทพร้อมเข้าประมูลโครงการก๊าซธรรมชาติ 2 แห่ง ทั้งแหล่งบงกช และเอราวัณ 100% ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้อนุมัติร่างกฎประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมใหม่ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเริ่มออก TOR ได้ในเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะเปิดดาต้ารูมได้ในช่วงตุลาคม และประกาศผู้ชนะประมูลได้ในไตรมาสแรกของปี 2561 ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม และมั่นใจว่ามีความได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งเทคโนโลยี และศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ เป็นต้น  
    ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองหาแหล่งการลงทุนใหม่ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกระแสเงินสดประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ และกู้เพิ่มเติมได้อีก 2,000 ล้านดอลลาร์ รวมประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอต่อการลงทุนในอนาคตอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ในการลงทุนใหม่นั้น บริษัทจะพิจารณาทั้งในรูปแบบกองทุนร่วมลงทุน และการเข้าซื้อกิจการ(M&A) 
    ด้วยแผนโครงการเดิม ที่อยู่ระหว่างพัฒนาประกอบด้วย โครงการ Mozambique Offshore LNG ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ 2022-2023 ด้าน Algeria HBR คาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2023 และโครงการ Ubon คาดเริ่มได้ในปี 2021
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด