ข่าวนี้ที่ 1

| 22 พฤษภาคม 2560 | 17:05

ตลท. คาดกำไร บจ.โค้ง 2 สดใสต่อเนื่อง แนวโน้ม Fund Flow ไหลเข้า

          ตลาดหลักทรัพย์ คาดบริษัทจดทะเบียนทำกำไรโตต่อเนื่องในไตรมาส 2/60 หลังโค้งแรกโกยกำไรโต 21% พร้อมลุ้น Fund Flow เข้าครึ่งปีหลัง จากเริ่มมีสัญญาณซื้อในเดือน เม.ย. และครึ่งแรกของเดือน พ.ค. ส่งผลให้มียอดซื้อสะสมกว่า 8 พันลบ. ตั้งแต่ต้นปี หลังความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ลดความรุนแรงลง

** เชื่อกำไร บจ.โค้ง 2 สดใส
          นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เชื่อว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเติบโตในทิศทางเดียวกันกับไตรมาส 1/60 ที่มีกำไรสุทธิเติบโต 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือทำได้ที่ 2.85 แสนล้านบาท เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันดิบที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิของกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างมาก จะไม่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มฟื้นตัวแม้จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่เชื่อว่าธนาคารจะสามารถควบคุมกำไรสุทธิได้ ในขณะที่กลุ่มอสังหาฯและการก่อสร้างเชื่อว่าจะได้รับอานิสงส์จากโครงการก่อสร้างของภาครัฐ
          ทั้งนี้คาดว่ากระแสเงินทุน (Fund Flow)จากต่างประเทศจะเริ่มทยอยเข้ามายังตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จากตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มฟิ้นตัวอย่างชัดเจน ทั้งจากการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างเด่นชัด และจากการท่องเที่ยวในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่เติบโตอย่างมาก รวมถึงสัญญาณการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นจะทำให้บริษัทจดทะเบียนของไทยมีความน่าสนใจขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะจัดงานเพื่อให้ข้อมูลแก่นักลงทุนต่างชาติอีกครั้งในเดือนมิ.ย.นี้ โดยคาดว่าสาเหตุที่กระแสเงินทุนจากต่างประเทศยังไม่เข้ามาในประเทศไทยนั้นเนื่องจากในปีที่ผ่านมาดัชนีฯได้ปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าตลาดในภูมิภาคทำให้นักลงทุนต่างประเทศยังให้ความสำคัญกับประเทศที่ปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่มมากกว่า
          นอกจากนี้ พบว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยลดลงเหลือ 49.43% เท่านั้นจากปีก่อนอยู่ที่ 53% เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยของไทยเริ่มหันไปลงทุนหุ้นในกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันต่ำ จึงทำให้นักลงทุนไม่มีการซื้อขายหุ้นใหม่ๆ มากนัก เมื่อเทียบกับการเก็งกำไรหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงในช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าหากตลาดหุ้นไทยได้รับกระแสเงินจากต่างประเทศเข้ามาน่าจะทำให้นักลงทุนรายย่อยกลับมาซื้อขายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

** สัญญาณต่างชาติซื้อสุทธิ
          สำหรับภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนเมษายน 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,566.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.52% จากสิ้นปี 2559 โดยในเดือนเมษายนผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 1,826 ล้านบาท และยังซื้อสุทธิต่อเนื่องในครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตลอดปีผู้ลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิสะสมในตลาดหลักทรัพย์ไทย 8,350 ล้านบาท (ม.ค.-11 พ.ค.)
          ปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งทำให้ดัชนีทุกตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2559 คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ลดความรุนแรงลง และความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรปที่มีเพิ่มขึ้น ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนเมษายน อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.87% จากสิ้นปี 2559 ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai ในเดือนเมษายน รวมอยู่ที่ 40,132 ล้านบาท ลดลง 8.18% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของเดือนพฤษภาคมเป็น 41,510 ล้านบาท (ม.ค.-11 พ.ค.)
          มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของ SET อยู่ที่ 15,474,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.62% ขณะที่ mai อยู่ที่ 320,679 ล้านบาท ลดลง 24.61% จากสิ้นปี 2559 ขณะที่ Forward P/E ของ SET อยู่ที่ 15.24 เท่า และ mai อยู่ที่ 36.03 เท่า โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 3.15% และ mai อยู่ที่ 1.70% ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560
          ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2560 มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม SET และ mai อยู่ที่ 48,555 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 5.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิอยู่ที่ 1,826 ล้านบาท ในเดือนเมษายน ทำให้ยอดซื้อสุทธิรวมในเดือนมกราคม–เมษายนอยู่ที่ 8,197 ล้านบาท
          บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีมูลค่าระดมทุนรวม 28,188 ล้านบาท ซึ่งมาจากการระดมทุนในตลาดแรก 27,187 ล้านบาท และการระดมทุนในตลาดรอง 1,001 ล้านบาท ส่งผลให้มีมูลค่าระดมทุนรวม 51,847 ล้านบาท ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2560
          สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในเดือนเมษายน 2560 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 244,808 สัญญา และ 291,043 สัญญา ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2560 โดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม เพิ่มขึ้น 2.05% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2559 ส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures

** กำไรบจ. Q1/60 โต 21%
          ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET จำนวน 572 บริษัท หรือคิดเป็น 92.41% จากทั้งหมด 619 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 1/2560 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิจำนวน 431 บริษัท คิดเป็น 75.35% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
          ไตรมาส 1/2560 บจ. มียอดขายรวม 2,705,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.28% และมีกำไรสุทธิ 284,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคและหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการดีขึ้นทั้งยอดขายและกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บจ.มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.98% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 ผลของราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยในไตรมาส 1/2560 ที่สูงขึ้นราว 70% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน มาอยู่ที่ 53 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ได้ส่งผลดีต่อหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำมัน ขณะเดียวกันได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของหมวดธุรกิจอื่น ๆ โดยรวมเช่นกัน
          หากไม่รวมหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ในไตรมาส 1/2560 ภาพรวมของกลุ่มธุรกิจอื่นมีผลประกอบการปรับดีขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจด้านการอุปโภคบริโภคโดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.89% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.31% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน
          ในไตรมาส 1/2560 บจ. ไทยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผลจากยอดขายที่สูงขึ้นรวมถึงมีกำไรสูงขึ้นตามอัตรากำไรขั้นต้นของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่หมวดธุรกิจอื่น ๆ ที่มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตดีส่วนใหญ่ คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น หมวดพาณิชย์ หมวดธุรกิจการเกษตร หมวดแฟชั่น หมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หมวดธนาคาร และหมวดเหมืองแร่

** บจ. mai กำไรโต 4.13%
          นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 133 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 139 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ส่งงบการเงินไม่ตรงตามกำหนด และบริษัทยังไม่ถึงรอบการส่งงบการเงิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/60 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.60 มียอดขายรวม 34,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.42% กำไรสุทธิรวม 1,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.13% และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.77% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 3.42%
          ทั้งนี้ พบ บจ. ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 94 บริษัท คิดเป็น 71% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
          "กำไรสุทธิรวมของ บจ. mai ในไตรมาส 1 ปีนี้ ยังคงเติบโตสอดคล้องกับยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย"นายประพันธ์ กล่าว
          หากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม จะพบว่าทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรมยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งในจำนวนนี้มี 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำไรสุทธิรวมเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
          สำหรับ 5 บจ.ที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาสนี้ คือ บมจ. ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART) บมจ. ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) บมจ. 2 เอส เมทัล (2S) บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) และ บมจ. บางกอก เดค-คอน (BKD)
          ในส่วนของโครงสร้างเงินทุนรวมของ บจ. mai พบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ในระดับ 0.98 เท่า ในขณะที่สิ้นปี 59 อยู่ในระดับ 1.04 เท่า
          ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 พ.ค.60) มี บจ.ใน mai 139 บริษัท ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 560.23 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 312,581 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 2,371 ล้านบาทต่อวัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด