ข่าวนี้ที่ 1

| 21 กันยายน 2560 | 17:05

หุ้นไทยภาวะกระทิง ความเชื่อมั่นนักลงทุนพุ่งปรี๊ด!

    "สภาธุรกิจตลาดทุนไทย"เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย.60) อยู่ที่ 124.13 อยู่ในเกณฑ์"ร้อนแรง" เพิ่มขึ้น 19.34% พุ่งสูงสุดในรอบ 7 เดือน เหตุแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวชัดเจน-เงินทุนไหลเข้า หนุนความเชื่อมั่นดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันในประเทศและต่างชาติ  ด้าน CEO คาดเศรษฐกิจไทยปี 60 ขยายตัว 3-4% ได้นโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐ และท่องเที่ยวหนุน 
 

 *** ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน พุ่งระดับร้อนแรง รับทุนไหลเข้า-ศก.ฟื้นชัด

    นายสันติ กีระนันทน์ ผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า(พ.ย.) อยู่ที่ 124.13 อยู่ในเกนฑ์ร้อนแรง ซึ่งเพิ่มขึ้น 19.34% จากเดือนก่อน หลังเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน และมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า โดยหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ น่าสนใจลงทุนสุด ส่วนเกษตรไม่น่าสนใจมากที่สุด
    ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (พ.ย. 2560) อยู่ที่ 124.13 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (bullish) (ช่วงค่าดัชนีระหว่าง 120-160) เป็นครั้งแรกรอบ 7 เดือน หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.34% จากเดือนที่ผ่านมาที่อยู่ 104.13 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่มีการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น และเม็ดเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า โดยนักลงทุนต้องติดตามเรื่องความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความชัดเจนนโยบายการเงินของสหรัฐ
    ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนรายกลุ่ม นักลงทุนต่างประเทศและกลุ่มสถาบันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น จากระดับทรงตัวมาอยู่ที่ระดับร้อนแรง กลุ่มบัญชีหลักทรัพย์ลดลงเล็กน้อยโดยยังอยู่ในระดับร้อนแรงเช่นเดิม ขณะที่กลุ่มนักลงทุนรายบุคคลปรับเพิ่มขึ้นโดยอยู่ในระดับทรงตัวจากเดือนก่อน
    หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) ส่วนหมวดเกษตร (AGRI) เป็นหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด
    นักลงทุนประเมินตลาดหุ้นไทย 3 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปัจจัยที่ต้องติดตามการเคลื่อนไหวการไหลเข้าออกของเงินทุน และสถานการณ์ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีที่จะส่งผลกระทบการลงทุนเป็นสำคัญ
    
***CEO มองศก.ไทยทั้งปีขยายตัว 3-4%

    ฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผย "ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2560" พบว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) มีมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับเศรษฐกิจและผลประกอบการของธุรกิจมากขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน
    อย่างไรก็ตาม CEO ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ยังคงมีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตประมาณ 3% ถึง 4% ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
    ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ประกอบด้วย การฟื้นตัวของกำลังซื้อภายใน ประเทศที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เสถียรภาพการเมืองในประเทศ และหนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
    แนวโน้มเศรษฐกิจ แม้ว่าผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (CEO) ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ผู้ตอบว่าเศรษฐกิจดีขึ้นมีสัดส่วนลดลง อย่างไรก็ตาม CEO คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2560 จะเติบโตอยู่ในช่วง 3% ถึง 4%
    ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2560 CEO คาดว่า นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
    ด้านปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย CEO ปรับเปลี่ยนมุมมองจากช่วงครึ่งปีแรกที่เคยคาดการณ์ว่าความเสี่ยงที่สำคัญจะมาจากเศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยในครั้งนี้คาดว่าปัจจัยภายในประเทศจะเป็นความปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ทั้งจากกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว หนี้สินภาคครัวเรือนที่เป็นปัญหาเรื้อรัง และเสถียรภาพของการเมืองภายในประทศ
    สำหรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจ CEO ส่วนใหญ่คาดว่าผลการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2560 จะดีขึ้น แต่สัดส่วนของผู้ตอบว่าดีขึ้น ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อน โดยบริษัทส่วนใหญ่คาดว่ารายได้ในปี 2560 จะเติบโตน้อยกว่า 6%
 ??แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 พบว่า CEO ส่วนใหญ่คาดว่าต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากผลของประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เช่นเดียวกับราคาวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก ส่งผลให้ CEO ต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคาในการทำธุรกิจ ขณะที่คาดว่าปัจจัยด้านสภาพคล่องของกิจการไม่มีการเปลี่ยนแปลง
    แนวโน้มการลงทุน CEO ส่วนใหญ่มีแนวโน้มในการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นในปี 2560 ทั้งการลงทุนในต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยบริษัทจดทะเบียนยังคงใช้ 3 แหล่งระดมทุนหลัก คือ กำไรสะสม สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ และการออกหุ้นกู้ภายในประเทศ ด้านการลงทุนในต่างประเทศนั้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุน
    ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า บางหมวดธุรกิจชะลอการลงทุนในต่างจังหวัดเนื่องจากคาดการณ์ว่ากำลังซื้อในต่างจังหวัดลดลง ขณะที่เลือกขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศเพื่อหาฐานลูกค้าใหม่

    
***ThaiBMA-สมาคม บจ.คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1.5%
    
    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผย ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Expectation Index) เดือนก.ย.2560 ว่า การประชุม กนง. ในวันที่ 27 ก.ย. นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50 % เหตุเงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ และเศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว
    ดัชนีคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมกนง.วันที่ 27 ก.ย.นี้ อยู่ที่ระดับ 50 สะท้อนตลาดยังคงเชื่อว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 1.50% เพราะ อัตราเงินเฟ้อไทยยังอยู่ระดับต่ำ และ การขยายตัวเศรษฐกิจของไทยโตแบบค่อยเป็นค่อยไป
    ดัชนีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 5 ปี และ 10 ปี ในช่วงประชุม กนง. รอบเดือนกันยายน (ประมาณ 9 สัปดาห์ข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 69และ 68 ตามลำดับตามลำดับ ซึ่งลดลงจากครั้งที่แล้ว (ระดับ 74 และ 75 ตามลำดับ) โดยดัชนีอยู่ในระดับที่สะท้อนถึงทิศทางที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นคละกันทั้ง2ด้าน คือ ทั้งทิศทางปรับขึ้นและปรับลดลง โดยให้ความสำคัญในสองปัจจัยหลัก คือ อุปทานในตลาดตราสารหนี้ระยะยาว และ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ
    นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยถึงสัญญาณเศรษฐกิจไทยภาค Real Sector ว่า เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจนในไตรมาส 2 โดยขยายตัวในระดับ +3.7'% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนหรือสูงที่สุดในรอบ 4 ปี นำโดยภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในระดับสูงสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่องอย่างช้าๆ แต่ก็มีสัญญานบวกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการลงทุนภาคเอกชนที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส
    อย่างไรก็ดี การลงทุนภาครัฐชะลอลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากภาครัฐได้เร่งการเบิกจ่ายไปตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีก่อน ประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังมีความล่าช้าซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมก่อสร้างพลิกกลับมาหดตัว ส่วนอุตสาหกรรมที่ขยายตัวโดดเด่นในปีนี้คือ อุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัวเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังปัญหาภัยแล้งคลี่คลาย และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
    ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้ส่วนใหญ่มาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเป็นสำคัญ โดยหากเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ได้แก่ เยน หยวน และยูโร พบว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในไตรมาส 3 ซึ่งคาดว่าจะยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด