ข่าวนี้ที่ 1

| 21 สิงหาคม 2560 | 17:05

ลุ้นจีดีพีปีนี้โต 4% บจ.ฟันกำไร 5.17 แสนลบ.

 

    สภาพัฒน์ฯเพิ่มเป้าจีดีพีปี 60 เป็นโต 3.5-4% จากเดิมโต  3.3-3.8% หลังเศรษฐกิจไตรมาส 2/60 โตแรง 3.7% สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส หลังได้ ส่งออก-ท่องเที่ยว-ลงทุนเอกชนหนุน พร้อมเพิ่มเป้าส่งออกทั้งปีเป็นโต 5.7% จากเดิมคาดโต 3.6% แต่หั่นเป้าเงินเฟ้อทั่วไปมาอยู่ที่ 0.4-0.9% จากเดิมคาดอยู่ที่  0.8-1.3% แนะจับตาน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ด้าน ตลท.เผย บจ.ใน SET ฟันกำไรครึ่งปีแรกรวม 5.17 แสนล้านบาท เติบโต 5.62% ขณะที่มี 117 บริษัท จ่ายปันผลระหว่างกาลรวม 9.38 หมื่นลบ. 

*** จีดีพี Q2/60 โต 3.7% สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส 


    นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า  ไตรมาส 2/2560 เศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ขยายตัวได้สูงถึง 3.7% สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส นับจากปี 2556 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออก การท่องเที่ยว และบริการ รวมทั้งการลงทุนเอกชนเริ่มฟื้นตัว ขณะที่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกขยายตัว 3.5%  
    ขณะที่การส่งออกไตรมาส 2/2560 ที่ผ่านมามีมูลค่า 56,145 ล้านดอลลาร ขยายตัว 8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 6.8% ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 49,523 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.8% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 15.9% 
    ด้านดุลการค้าไตรมาส 2 เกินดุล 6.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 8.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 0.1% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ 1.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.5% จากไตรมาสก่อนที่ 0.7% ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2560 มีมูลค่าทั้งสิ้น 6,185.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 40.7% ของจีดีพี
    โดยการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัว 3.2% จากไตรมาสแรกที่ติดลบ 1.1% ด้านทั้งปีคาดขยายตัว 2.2% ขณะที่การลงทุนภาครัฐติดลบ 7% จากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 9.7% ส่วนทั้งปีคาดขยายตัว 8%  ด้านการบริโภคภาคเอกชนไตรมาส 2 ขยายตัว 3%  ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 3.2% ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาครัฐอยู่ที่2.7% จากไตรมาสแรกที่ 0.3% ด้านทั้งปีคาด 3.2%  

*** เพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้เป็นโต 3.5-4% จากเดิม 3.3-3.8%   


    นายปรเมธี กล่าวต่อว่า สภาพัฒน์ฯได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 3.5-4.0% จากเดิมคาด 3.3-3.8% โดยมีค่ากลางที่ 3.7% จากเดิมที่ 3.5% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็น 5.7% จากเดิมที่ 3.6% ด้านการนำเข้าปี 2560 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10.7% จากเดิมคาด 7% ส่วนดุลการค้าคาดเกินดุลอยู่ที่ 28.9 พันล้านดอลลาร์ จากดิมคาดเกินดุล 31 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2560 คาดเกินดุล 42.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมคาด 38.8 พันล้านดอลลาร์ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2560 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.4-0.9% จากเดิมคาด 0.8-1.3%  
    ทั้งนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทปี 2560 แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ จากเดิมที่คาดการณ์ 35-36% และมองว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยภาพรวม ส่วนแต่ละอุตสาหกรรมจะรองรับค่าเงินบาทได้ที่ระดับใดนั้น คงไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของแต่ละอุตสาหกรรม โดยมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังแรงกดดันของค่าเงินบาทยังมีต่อเนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการเงินของสหรัฐ เป็นต้น ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบยังคงประมาณการไว้ที่ 47-57 ดอลลาร์ต่อบาเรล 
    “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยังไม่เป็นอันตรายของการส่งออก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี ส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมนั้นคงมีความแตกต่างกันในการรองรับความเสี่ยง”นายปรเมธี กล่าว  

*** หวั่นน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 60


    นายปรเมธี กล่าวว่า สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในปี 2560 นี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและบรรเทาปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ เนื่องจากมองว่า สถานการณ์น้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตด้านการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ยังต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด การเบิกจ่ายงบประมาณ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจฐานราก โดยการดำเนินการตามมาตรการสินเชื่อและการสนับสนุนด้านเงินทุนที่สำคัญๆของรัฐบาล 
    นอกจากนี้ ยังต้องติดตาม การดำเนินการตามโครงการแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม การดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนและการป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน การดูแลรายได้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยการเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น การส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ การเพิ่มส่วนแบ่งรายได้เกษตรกรในราคาจำหน่ายผลผลิต รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยการดำเนินการตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เป็นต้น  
    ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าการสนับสนุนการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ การแก้ไขปัญหาความแออันและการอำนวยความสะดวกของด่านตรวจคนเข้าเมือง การส่งเสริมการขายในตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงและนักท่องเที่ยวระยะไกล การท่องเที่ยวในประเทศควบคู่กับการกระจายรายได้ไปสู่แหล่งท่องเที่ยวในระดับชุมชนและชนบท

*** "สมคิด"มองครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง


    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย 2/60 ขยายตัว 3.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/60 ที่ขยายตัว 3.3% โดยถือเป็นตัวเลขที่ดี แสดงให้เห็นว่าขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง
    ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง จะยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอีก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุน ทั้งการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงภาคการเกษตรและการลงทุนภาครัฐ โดยรัฐบาลจะต้องรักษาอัตราการเติบโตแบบนี้ต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการปฎิรูป ส่วนปัญหาความยากจนนั้นเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างซึ่งจะต้องเร่งแก้ไขต่อไป
    "การเติบโตเศรษฐกิจปัจจุบันถือว่าอยู่ในอัตราที่ใช้ได้ เชื่อว่าแนวโน้มดีขึ้นอีกในครึ่งปีหลัง เนื่องจากขณะนี้มีหลายปัจจัยบวก ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงภาคการเกษตรและการลงทุนของรัฐบาล"

*** ครึ่งปีแรก บจ.ฟันกำไร 5.17 แสนล้านบาท


    ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า บจ.ไทยใน SET ครึ่งแรกปี 60 มีกำไรรวม 5.17 แสนล้านบาท เติบโต 5.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน แม้ในช่วงไตรมาส 2 ต้นทุนการผลิตและการขายปรับสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรของ บจ. ไตรมาส 2 ลดลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านอุปโภคบริโภคยังคงเติบโตดี และเริ่มเห็นการปรับดีขึ้นของกลุ่มอสังหาฯ ตามแนวโน้มจีดีพีครึ่งปีหลังโตสวย  ส่วนปันผลครึ่งปีแรก มีจำนวน 117 บริษัท มูลค่ารวม 9.38 หมื่นลบ. ส่วนบจ.ใน mai มีกำไรสุทธิ 1.97 พันลบ. ลดลง 21.30%  
    ทั้งนี้ บจ.ใน SET จำนวน 572 บริษัท หรือคิดเป็น 94.55% จากทั้งหมด 605 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงาน งวด 6 เดือนแรกปี 2560 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิจำนวน 445 บริษัท คิดเป็น 77.80% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันในปีก่อน
    ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2560 บจ. มียอดขายรวม 5,430,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.09% มีกำไรขั้นต้น 1,263,050 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 516,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มีผลประกอบการดีขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยที่สูงขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน มาอยู่ที่ 51 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ทั้งนี้ บจ. มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.26% ลดลงเมื่อเทียบกับ 25.06% ของช่วงเดียวกันในปีก่อน

*** ปันผลรวมกันกว่า 9.38 หมื่นล้านบาท 


    ด้านเงินปันผล บจ. ใน SET และ mai ประกาศจ่ายเงินปันผลตั้งแต่ มิ.ย. จนถึงปัจจุบันแล้ว 159 แห่งเป็นจำนวนเงิน 123,713 ล้านบาท โดยเป็นการประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดการดำเนินงานครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2560 จำนวน 117 บริษัท ทั้งในรูปแบบ cash dividend และ stock dividend มูลค่ารวม 93,883 ล้านบาท มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีการประกาศเงินปันผลสำหรับการดำเนินงานครึ่งปีแรกทั้งหมดอยู่ที่88,043 ล้านบาท
    “ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2560 เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลดีต่อ บจ. ไทยมียอดขายเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันในปีก่อน แต่เนื่องจาก บจ. มีต้นทุนการผลิตและการขายปรับสูงขึ้น จึงทำให้มีกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิลดลงในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี หมวดธุรกิจที่มียอดขายและกำไรสุทธิเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค และหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มขึ้น”
    สำหรับในไตรมาส 2/2560 บจ. มียอดขายรวม 2,703,884 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.24% โดยมีกำไรขั้นต้น 606,590 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 225,668 ล้านบาท ลดลง 9.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ มีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 22.43% เมื่อเทียบกับ 25.52% ในไตรมาส 2/2559 ขณะที่เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2560 บจ. มียอดขายทรงตัว และมีกำไรสุทธิลดลง 20.60%
    เมื่อพิจารณาฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นไตรมาส 2/2560 พบว่า โครงสร้างเงินทุนของ บจ. ยังคงแข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.16 เท่า ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนและ ณ สิ้นปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 1.21 เท่า
    ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในภาพรวมปรับลดลงเช่นกัน โดยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2560 บจ. mai มีกำไรสุทธิ 1,977 ล้านบาท ลดลง 21.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาส 2/2560 มีกำไรสุทธิ 761 ล้านบาท ลดลง 43.55% จากไตรมาส 2/2559 และลดลง 33.94% จากไตรมาส 1/2560

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด