ข่าวนี้ที่ 1

| 20 กรกฎาคม 2560 | 17:05

KTB ประชุมเจ้าหนี้ถกแผนฟื้นฟู EARTH-NPLพีค Q3/60

     "ธนาคารกรุงไทย"รอข้อมูล Special Audit ของ EARTH ก่อนเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อหารือแผนฟื้นฟูกิจการ ยอมรับ NPL ไตรมาส 3/60 พีคสุดปีนี้ มั่นใจสิ้นปีคุมไม่เกิน 4.8% ด้านโบรกฯปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลงต่ำกว่าปี 59 ที่มีกำไร 3.2 หมื่นล้านบาท ปรับราคาเป้าหมายลงต่ำกว่า 19.30 บาท/หุ้น แต่ยังคงแนะนำ “ทยอยซื้อ”
     

***KTB จ่อเรียกประชุมเจ้าหนี้ EARTH
    
     นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ธนาคารรอข้อมูลจากผู้ตรวจบัญชีพิเศษ (Special Audit) ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ได้มีคำสั่งไปยัง บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ให้ดำเนินการ โดย EARTHมีมูลหนี้กับธนาคารจำนวน 12,000 ล้านบาท และ ได้มีการผิดนัดชำระหนี้มาทุกงวดจนถูกจัดชั้นเป็น NPL ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะมีการหารือร่วมกับธนาคารเจ้าหนี้รายอื่นเพื่อหาทางออกก่อนเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ
    อย่างไรก็ตาม NPL ของธนาคารในไตรมาส 2/60 ขึ้นมาอยู่ที่ 4.33% จากกรณี EARTH และ กลุ่มโรงสีข้าวที่พบว่ามีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งมูลหนี้รวมกันไม่เท่ากับ EARTH แต่ธนาคารมีการจัดชั้น และ แยกกลุ่มลูกค้าที่ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์จนทำให้ NPL เพิ่มขึ้น และ ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรอง 100% โดย NPL จะเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในไตรมาส 3/60 ซึ่งมาจากกลุ่มเอสเอ็มอี เกษตร และ บริการ โดยทั้งหมดเป็น NPL เก่าที่ไหลเข้ามา ไม่ใช่สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
    “NPL เราจะเห็นขึ้นไปสูงสุดในไตรมาส 3/60 แต่สิ้นปีนี้ยังคงเป้าหมายเดิมที่จะรักษาไม่ให้เกิน 4.8% และ จะไม่มีการขายหนี้ NPL ออกไปเหมือนในไตรมาส 2/60 ที่ขายออกไป 1.5 หมื่นล้านบาท แต่เราก็มาเจอการตั้งสำรอง EARTH เข้าไปทำให้กำไรไตรมาส 2/60 ออกมาต่ำที่ 3.2 พันล้านบาท และ เชื่อว่าจะต่ำสุดในรอบปี อย่างไรก็ตาม ผมก็สวดมนต์ทุกวันเพื่อให้กำไรกลับมายืนเหนือ 8 พันล้านบาทได้ในไตรมาสถัดไป”นายผยง กล่าว
    สำหรับการตั้งสำรองยอมรับว่ายังคงเพิ่มขึ้น แต่ไม่เท่ากับไตรมาส 2/60 เพื่อรักษาอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ของธนาคารไม่ให้ต่ำกว่า 110% จากปี 59 ที่อยู่ 100% และ ไตรมาส 1/60 ที่อยู่ 112.50%
    ส่วนสินเชื่อของธนาคารปีนี้คาดว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4% หลัง 6 เดือนขยายตัวได้ไม่ถึง 1% ซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจ และ ธนาคารมีความเข้มงวดในการขยายตัวทางด้านสินเชื่อ ซึ่งหากต้องการเติบโตให้ได้ตามเป้าก็สามารถทำได้ โดยปล่อยสินเชื่อให้กับภาครัฐ แต่ธนาคารมีต้นทุนที่สูงกว่าธนาคารรัฐอื่น ซึ่งไม่คุ้มกับการปล่อยสินเชื่อ โดยธนาคารต้องการขยายตัวบนความยั่งยืน และ มั่นคงในระยะยาว

*** กำไร Q2/60 ทรุดแรงกว่า 60%
    
     สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/60 ธนาคารมีกำไรสุทธิ Q2/60 ที่ 3,222 ล้านบาท ลดลง 62% QoQ และ 63%YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจาก NPL ที่เร่งตัวขึ้นเป็นปัจจัยกดดัน โดยสาเหตุหลัก มาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในลูกค้ากลุ่มเกษตรและเหมืองแร่  โดยมีการตั้งสำรองรวมเข้ามากว่า 13,878 ล้านบาท โบรกฯมองเป็นการตั้งสำรองหนี้ EARTH 1.2 หมื่นล้านบาท

*** โบรกฯหั่นประมาณการกำไร ให้เป้าต่ำกว่า 19.30 บ.
    
    นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า จากการที่เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร KTB ทางฝ่ายวิจัยได้มีการปรับประมาณการกำไรปีนี้ลง จากเดิมที่คาด 32,000 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการตั้งสำรองก้อนใหญือย่าง EARTH นอกจากนี้ ยังปรับราคาเป้าหมายลงเช่นกัน จากเดิม 19.50 บาท/หุ้น แต่ยังคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ”
    นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี(ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า NPL ในไตรมาส 2/60 เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น และ ดูแนวโน้มแล้วในช่วงที่เหลือของปีก็จะมีการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นต่อไปทำให้ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรปีนี้ลง
    ส่วนสินเชื่อจะมีการเติบโตที่ระวังมากขึ้น โดยเน้นที่มีคุณภาพ ซึ่งอาจทำให้สินเชื่อไม่ขยายตัวเท่าที่คาดไว้ โดยจะเน้นสินเชื่อภาครัฐ และ กลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น
    “ปีนี้จะเป็นปีที่ยากลำบากของ KTB ทั้ง NPL ที่ยังมีความเสี่ยง สำรองก็ถูกกดดัน ทำให้เราต้องปรับประมาณการลง แต่เชื่อว่าปี 61 จะกลับมาฟื้นตัวจากการที่ตั้งสำรองลดลง หรือ ทรงตัว ส่วนสินเชื่อคงโตไปตามเศรษฐกิจ”นายธนเดช กล่าว

***KBANK แจงกำไร Q2/60 ลดลงเหตุตั้งสำรองเพิ่มขึ้น, NPL ทรงตัว 3.3%
   
     ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เผยไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิ 8,986 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่กำไรสุทธิ 9,427 ล้านบาท หรือลดลง 4.7% และลดลงจากไตรมาส 1/60 จำนวน 1,185 ล้านบาท หรือ 11.65% ส่วนใหญ่เกิดจากธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญและภาษีเงินได้จำนวน 23,459 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนซึ่งอยู่ที่ 23,381 ล้านบาท โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 255 ล้านบาท หรือ 1.11% และมีอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.43% นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 450 ล้านบาท หรือ 2.90% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 627 ล้านบาท หรือ 4.12% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ระดับ 40.32%
    ส่วนงวดครึ่งแรกของปี 60 มีกำไรสุทธิ 19,157 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 19,074 ล้านบาท โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 2,108 ล้านบาท หรือ 4.76% และมี NIM อยู่ที่ระดับ 3.42% 


*** BBL เปิดงบ Q2/60 มีกำไรสุทธิ 8 พันลบ. โต 12.2% จาก Q2/59 ขณะที่สินเชื่อโตเล็กน้อยตามศก.ที่ฟื้นตัวช้า
    
     ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เผย ไตรมาส 2/60 ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 16,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2559 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.31 สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 11,472 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.0 สาเหตุหลักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิโดยส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมรับจากการบริการกองทุนรวมและบริการประกันผ่านธนาคาร และค่าธรรมเนียมจากบริการอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงิน
 
*** BAY โชว์กำไร Q2/60 ที่ 5.87 พันลบ. โต 11.4% จาก Q2/59
    
    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เผยไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิ 5.87 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% จากไตรมาส 2/59 และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาส 1/60 ขณะที่ธนาคารตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาส 2/60 จำนวน 5.44 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาสที่ผ่านมา สอดคล้องกับการเติบโตของสินเชื่อในไตรมาสนี้
    สำหรับครึ่งปีแรกของปี 60 มีกำไรสุทธิ 11.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย รวมทั้งการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่มีเงินให้สินเชื่อจำนวน 1.48 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66 หมื่นล้านบาท หรือ 1.8% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือน ธ.ค.59 โดยในไตรมาส 2/60 เงินให้สินเชื่อเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 2.8% ขณะที่สินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อลูกค้าธุรกิจ SME เติบโตที่ 3.3% และ 2.9% ตามลำดับ
    ด้านเงินรับฝาก มีจำนวนทั้งสิ้น 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5 หมื่นล้านบาท หรือ 5.0% จากสิ้นเดือนธ.ค.59 การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินรับฝากประจำ ขณะที่มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาที่ 3.89% ในไตรมาส 2/60 เทียบกับ 3.82% ในไตรมาส 1/60 สะท้อนถึงอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ดีขึ้น สำหรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิของครึ่งปีแรกของปี 60 อยู่ที่ 3.82% ด้านอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 2.24% ปรับตัวดีขึ้นจาก 2.33% ในไตรมาส 1/60 ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 143.6%
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด