ข่าวนี้ที่ 1

| 19 ธันวาคม 2560 | 17:05

PTTEP ลุยลงทุน 5 ปี 2.86 แสนลบ. หวังรักษายอดขายปิโตรเลียม

    "ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" ตั้งงบประมาณรายจ่าย 5 ปี รวมทั้งสิ้น 15,549 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นงบลงทุน 8.9 พันล้านเหรียญ โดยปี 61 มีประมาณการรายจ่ายรวม 3,103 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่ใช้ลงทุนโครงการในไทยเพื่อรักษาระดับการผลิต ตั้งเป้าปีหน้าปริมาณขายปิโตรเลียมที่ 3.02 แสนบาร์เรล/วัน โบรกฯมองอากาศหนาว-เศรษฐกิจโลกเร่งขึ้น หนุนราคาน้ำมันดิบโลกขาขึ้น ลุ้นประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ที่คาดประกาศ TOR ในช่วง 1Q61 เป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติม

*** เปิดแผน 5 ปี(61-65) ใช้ลงทุน 8.9 พันล้านเหรียญ
    
    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผย แผนการดำเนินงาน 5 ปี (2561-65) ว่า บริษัทได้ประมาณการรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 15,549 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน 8,980 ล้านดอลลาร์ สรอ.(2.86 แสนลบ.) และรายจ่ายดำเนินงาน 6,569 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยได้รวมประมาณการรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ โครงการเวียดนาม บี และ 48/95 และเวียดนาม 52/97 และโครงการคอนแทร็ค 4 (แหล่งอุบล) ซึ่งโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision)

*** ปี 61 ตั้งงบรายจ่ายรวม 3.1 พันล้านเหรียญ เน้นลงทุนโครงการในไทย
    
    แผนดำเนินงานปี 2561 มีประมาณการรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 3,103 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน (Operating Expenditure) 1,332 ล้านดอลลาร์ สรอ. และรายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) 1,771 ล้านดอลลาร์ สรอ.
    รายละเอียดรายจ่ายลงทุนปี 2561 จำแนกตามภูมิภาคได้ดังต่อไปนี้
    1. โครงการในประเทศไทย มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 โดยกิจกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นเพื่อรักษาระดับปริมาณการผลิต มีโครงการหลักที่สาคัญ ได้แก่ โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 โครงการคอนแทร็ค 4 และโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย
    2. โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิตสาหรับโครงการในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้แก่ โครงการซอติก้า โครงการยาดานา และโครงการเยตากุน รวมถึงรายจ่ายสาหรับการสารวจ (Exploration) ในโครงการเมียนมาร์ เอ็มโอจีอี 3 และโครงการเมียนมาร์ เอ็ม 11
    3. โครงการในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ มีประมาณการรายจ่ายลงทุนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9 โดยกิจกรรมที่สาคัญส่วนใหญ่เพื่อการดาเนินงานในโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย รวมถึงรายจ่ายในการพัฒนาโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision)
    สำหรับรายจ่ายในการสำรวจ (Exploration) ของปี 2561 นั้น บริษัทได้ประมาณการไว้จำนวนทั้งสิ้น 232 ล้านดอลลาร์ สรอ. โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายในการขุดเจาะหลุมสารวจและประเมินผลสาหรับโครงการในประเทศไทย เมียนมาร์ มาเลเซียและออสเตรเลีย รวมถึงการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนทางธรณีวิทยา และการศึกษาทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์
    ส่วนงบรายจ่ายรวมทั้งสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 2,969 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2563 อยู่ที่ 3,272 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2564 อยู่ที่ 3,158 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2565 อยู่ที่ 3,047 ล้านเหรียญสหรัฐ

*** ตั้งเป้าปริมาณขายปิโตรเลียมปี 61 ที่ 3.02 แสนบาร์เรล/วัน

    จากแผนงานดังกล่าว ส่งผลให้ ปตท.สผ. คาดการณ์ตัวเลขประมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยต่อวันจากโครงการปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมปริมาณการขายในกรณีที่บริษัทชนะการประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยและการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม ระหว่างปี 2561 - 2565 โดยปี 2561 คาดปริมาณการขายปิโตรเลียม เฉลี่ยที่ 3.02 แสนบาร์เรล/วัน และลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 2.39 แสนบาร์เรล/วัน ในปี 2565
    โดยปี 2562 อยู่ที่ 2.99 แสนบาร์เรล/วัน ปี 2563 อยู่ที่ 2.83 แสนบาร์เรล/วัน ปี 2564 อยู่ที่ 2.76 แสนบาร์เรล/วัน และปี 2565 อยู่ที่ 2.39 แสนบาร์เรล/วัน
    บริษัทตระหนักถึงความสำคัญในการเพิ่มปริมาณสำรองและปริมาณการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเข้าซื้อกิจการ การประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยและการเข้าร่วมประมูลแปลงสำรวจในโครงการใหม่ๆ ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย โดยคาดว่าจะมีปริมาณการผลิตส่วนใหญ่เข้ามาหลังจากปี 2565 เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการรักษาระดับต้นทุนโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

***บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองน้ำมันดิบโลกขาขึ้นหนุนกำไร
    
    นายเอกชัย ธาราพรทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้เป้าพื้นฐานที่ 96 บาท ยังไม่รวมประมูลแหล่งบงกช ถ้าประมูลได้ก็ปรับเพิ่ม มองน่าสนใจเป็นหุ้นใหญ่ที่ราคายัง Laggard อยู่และจะได้ประโยชน์จาก Fund flow ที่เข้ามาต้นปีหน้าขณะที่บรรดากองทุนก็สนใจเพราะต้องทำ  window dressing ด้านราคาน้ำมันดิบก็ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ดีมานด์การบริโภคโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัว และมีอัพไซด์จากการประมูลแหล่งบงกชด้วย ซึ่งโอกาสที่ PTTEP ได้สูง จากความเชี่ยวชาญและเคยลงทุนไปแล้วบางส่วน
    บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองภาวะอากาศหนาวช่วงปลายปี และภาพเศรษฐกิจโลกที่เร่งขึ้น ช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบโลก ผสานความคืบหน้าการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ที่คาดประกาศ TOR ในช่วง 1Q61 เป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติม
 
*** บล.เอเซีย พลัส ให้เป้า 118 บ.
    
    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2561 (DCF) เท่ากับ 118 บาทต่อหุ้น แนะ"ซื้อ"ภายใต้ภาพรวมในระยะยาวยังคาดหวังบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันขาขึ้นที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนกําไรของ PTTEP ที่สําคัญจากนี้ได้อีกทั้งการเดินหน้าขยายการลงทุนใหม่ๆ ผ่านการทํา M&A ทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเป็น upside จากประมาณการปัจจุบัน ราคาหุ้นยังมี upside สูง พร้อมรับ DivYield ในระดับที่ดี ให้อัตราผลตอบแทนปันผลในระดับที่ดีเฉลี่ยกว่า 4% ต่อปี

*** บล.กสิกรไทย ให้เป้า 98 บ.
    
    KS Research ประเมินว่า PTTEP ด้วยความ Laggard และผลประกอบการจะพลิกกลับมาเป็นกำไรในไตรมาส 4 จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้ราคาปรับขึ้น

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด