ข่าวนี้ที่ 1

| 19 กรกฎาคม 2560 | 17:05

"หุ้นส่งออก"กุมขมับ! เงินบาทแข็งโป๊กฉุดกำไรทรุด

"หุ้นส่งออก" กำไรทรุด หลังเงินบาทแข็งค่าเร็ว กูรูหวั่นกดดันประสิทธิภาพการทำกำไร นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มเกษตร-อาหาร  ประเมินเห็นผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 3/60 ระบุเงินบาทแข็งค่าทุก 1 บาท ฉุดกำไรกลุ่มอิเล็กฯหดตัว 5.8% ส่วนกลุ่มเกษตร-อาหาร กำไรหดตัว 4.4% ขณะที่หุ้นกลุ่มสายการบิน-นิคมอุตสาหกรรมฯ รับผลดีแทน  

*** บาทแข็งทำกลุ่มส่งออกทรุดหนัก
    บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส ระบุ   ค่าเงินบาทแข็งค่า สวนทาง Dollar อ่อนค่า หลังตอบรับการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว  โดย??ค่าเงินโลกยังคงผันผวน หลังจากตลาดโลกได้ตอบรับการที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยฯ โดยในปีนี้คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง จาก การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน FOMC ที่ยังเหลืออีก 4 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยฯ ณ สิ้นปีของสหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.5% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยฯในปีหน้าคาดว่าอยู่ที่ระดับ 2.25% ประกอบกับการมผลักดันนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ดูเหมือนจะยังไม่ประสบความสำเร็จ  ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 10 เดือน  
    บล.โนมูระ พัฒนสิน  ระบุ  Dollar Index อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ล่าสุดสู่ระดับ 94.688 จุด ถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 11 เดือน และต่ำกว่าที่ทีมกลยุทธ์ประเมินว่าจะอ่อนสู่ 95จุดใน 3Q17 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนโอกาส ที่จะเห็น Fund Flow ไหลเข้าสู่ภูมิภาคที่มีพัฒนาการเชิงบวกทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นกว่า อย่างเช่น เอเชีย อีกทั้งการอ่อนค่าของ Dollar ถือเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภณภัณฑ์ต่างๆ อีกด้วย นำโดย ราคาน้ำมันดิบโลกวานนี้ ปรับขึ้นราว +0.8% นอกจากนี้คาดหวังเชิงบวกต่อประเด็นซาอุดิอาระเบียเตรี่ยมลดกำลังการส่งออกน้ำมันลงอีก เพื่อลดแรงกดดันผลผลิตของกลุ่ม OPEC ที่ล้นตลาด ถือเป็นจิตวิทยาบวกสั้นต่อการเก็งกลุ่ม ENERG เพิ่มเติม 
    ตรงข้ามกับทางยุโรปและอังกฤษที่มีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยฯในปีหน้า โดยอังกฤษมีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่า เนื่องจากดัชนีชี้นำเศรษฐกิจดีขึ้น เช่น อัตราการว่างงานเดือน พ.ค. ลดลงอยู่ที่ระดับ 4.5% ต่ำสุดในรอบ 42 ปี  และช่องว่างของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยกว้างกว่าราว 2.65% (เงินเฟ้อ 2.9% และดอกเบี้ย 0.25%) ขณะที่ยุโรปช่องว่างแคบกว่าราว 1.3% (เงินเฟ้อ ล่าสุด เดือน มิ.ย. ทรงตัวที่ 1.3% และดอกเบี้ย 0%)  
     เช่นเดียวกับเอเชียพบว่าทุกประเทศยังเผชิญกับการแข็งค่า ยกเว้นเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ที่อ่อนค่า รายละเอียดดังภาพข้างต้น โดยล่าสุดเงินบาทแข็งค่า อยู่ที่ 33.58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ  และค่าเงินบาทเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปี 2560 เท่ากับ 34.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่ากว่าสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2560 ที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้ที่ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ และหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มส่งออก อาทิ  กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  และกลุ่มเกษตร อาหารและยางพารา  ในช่วง 2Q60-3Q60  แม้ช่วง 2Q60 จะชดเชยได้จากปริมาณขายที่เพิ่มเพราะเป็นฤดูกาลส่งออก แต่น่าจะกระทบใน 3Q60 เป็นต้นไป 

*** บาทแข็งค่า 1 บาท ทำกำไรกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หด 5.8%
    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  มีรายได้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินต่างประเทศ แต่มีต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศในสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยจากการศึกษาของฝ่ายวิจัยพบว่าทุกๆ 1 บาท ที่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2560 ที่ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อคาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มชิ้นส่วนฯให้ลดลง 5.8% จากปัจจุบัน  
    โดย HANA (FV@B57) รายได้ 100% เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้นทุนเป็นสกุลดอลลาร์ 60% อีก 40% สกุลบาท   ดังนั้นทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2560  6.2%  DELTA (FV@B78) รายได้ 71% เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ  12% สกุลยูโร 11%รูปีอินเดีย และอื่นๆ 6% ขณะที่ ต้นทุนเป็นสกุลดอลลาร์ 50% และสกุลยูโร  20% อีก 30%  สกุลบาท  ดังนั้นทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2560  5.7% KCE  (FV@B90) รายได้ 70% เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ   และ 20% สกุลยูโร  และ 10% สกุลบาท  ขณะที่ต้นทุนสกุลดอลลาร์ 50% และ  20% สกุลยูโร   ดังนั้นทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2560  5.5% และสุดท้าย  SVI (FV@B6.5) รายได้ 70% เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ   และ 30% สกุลยูโร  ขณะที่ต้นทุนสกุลดอลลาร์ 50% และ  20% สกุลยูโรดังนั้นทุก 1 บาทที่แข็งค่าจะกระทบต่อประมาณการกำไรปี 2560 5.2% 
    บล.ยูโอบี เคย์เฮียน  ระบุ กลุ่มอิเลกทรอนิกส์  รับผลกระทบ ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาท 6% นับจากต้นปี ขณะที่ทองแดงปรับเพิ่มขึ้นราว 8% เป็นปัจัจยกดดันต่อผลการดำเนินงานกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอาจทำให้ผลการดำเนินงานมีความเสี่ยงต่อประมาณการของนักวิเคราะห์ได้ 

***บาทแข็งค่า 1 บาท ทำกำไรกลุ่มเกษตรและอาหารหดตัว 4.4%
    การแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานกลุ่มเกษตร-อาหารในปี 2560 เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้สกุลเงินสหรัฐฯ มากกว่าต้นทุนในการผลิต โดยต้นทุนส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท จากการศึกษาของฝ่ายวิจัยพบว่าทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าจากสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2560 ที่ 35 บาท/เหรียญ จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มกำไรสุทธิกลุ่มเกษตร-อาหารปี 2560 ให้ลดลง 4.4% จากคาดการณ์ปัจจุบัน โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุด เรียงตามลำดับ คือ
     STA (ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิลดลง 7.2%) ตามด้วย KSL (กระทบกำไรสุทธิ 6.7%) ??ส่วน TU ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิลดลง 5.5% เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 69% ของรายได้รวม ขณะที่มีต้นทุนการผลิตเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯราว 50% ของรายได้รวม ซึ่งต้นทุนที่แพงขึ้นไม่สามารถชดเชยด้วยการปรับขึ้นราคาขายได้ จึงกระทบกำไรสุทธิดังกล่าว
    ส่วน CPF ทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิลดลง 4.9% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้ที่มีจากการส่งออกของ CPF ไม่มากนัก อีกทั้งราคาหุ้นปรับลงมามากแล้ว สะท้อนประเด็นข่าวที่ CPF ต้องรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุน บ.ย่อยในฮ่องกงใน 2Q60 สาเหตุหลักมาจากปัญหาสุกรล้นตลาดในประเทศเวียดนาม รวมทั้งประเด็นการเพิ่มทุน ราคาที่ลดลงจึงถือเป็นโอกาสทยอยสะสม
    ขณะที่ GFPT ได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิลดลง 2.4% เช่นเดียว BR ได้รับผลกระทบไม่มากเช่นกัน โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิลดลงเพียง 0.3% เท่านั้น

***หุ้นสายการบิน-นิคมฯ รับอานิสงส์ 
    บล.โนมูระ พัฒนสิน มองกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทุกๆ 5% ที่แข็งค่า จะทำให้กลุ่มสายการบินมีกำไรสุทธิ 2017F สูงกว่าคาด นำโดย BA +65% และ AAV +56% ตามมาด้วย  TVO ที่มีสัดส่วนนำเข้าสูง กำไรจะดีขึ้นราว 2.5% และสุดท้ายกลุ่มนิคมฯมีเงินกู้เป็นเงินต่างประเทศ คือ  AMATA, WHA สัดส่วนราว 10% และ 7%
    บล.เอเซีย พลัส  ระบุ TFG ได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท โดยทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่า กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.8% เนื่องจาก รายได้ที่มาจากการส่งออกคิดเป็น 13% ของรายได้รวมปี 2560 ขณะที่กากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ คิดเป็น 24% ของรายได้รวมปี 2560 ดังนั้น จึงเป็นประเด็นที่สามารถนำมาเก็งกำไรช่วงสั้นได้ 
    บล.ทรีนีตี้ ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทมีการแข็งค่ากว่า 1% โดย เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา อยู่ที่ 33.59 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือนับตั้งแต่ต้นปีเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นกว่า 6.5% จากเงินบาทที่แข็งค่านั้น ประเมินจะเป็นประโยชน์ต่อหุ้นในกลุ่มต่อไปนี้ 1) กลุ่มหุ้นที่มีต้นทุนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น TVO (นำเข้าถั่ว) กลุ่มโรงกลั่น เช่น IPRC, TOP, BCP (ต้นทุนน้ำมัน) กลุ่มโรงไฟฟ้าที่อ้างอิงราคาก๊าซและเงินบาท เช่น GLOW, EGCO, RATCH,GPSC และ WHAUP 2) กลุ่มหุ้นที่มีเงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่น THAI และ AAV (สัญญาเช่าทางการเงิน)
    
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด