ข่าวนี้ที่ 1

| 19 เมษายน 2560 | 17:05

KTB กระอัก! หนี้เสียพุ่งเกือบหมื่นลบ. จ่อตั้งสำรองฯเพิ่ม

"ธนาคารกรุงไทย"  ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/60 พุ่ง 13% มาอยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท หลังรายได้จากธุรกิจหลักโตต่อเนื่อง แต่  NPL กลับเพิ่มขึ้นกว่า 9.2 พันล้านบาท ทำให้ Gross NPL เพิ่มขึ้นแตะ 4.36%  และยังมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่องในไตรมาส 2/60 มีภาระตั้งสำรองเพิ่มขึ้น ผู้บริหารตั้งเป้าดัน coverate ratio แตะ130% ในปี 61 ยันยังไม่มีแผนเพิ่มทุน ด้านโบรกเกอร์ มอง NPL เพิ่มขึ้นสูง อยู่เหนือคาดการณ์ของตลาด แต่ยังไม่หั่นประมาณการกำไรปี 60  

*** เปิดงบไตรมาส 1/60 หนี้เสียพุ่งเกือบ 1 หมื่นลบ. 
    ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/60 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 13.16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้หลักเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 479 ล้านบาท ( 2.24% ) เนื่องจากการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม ทำให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับ 3.42%  เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2559 ซึ่งเท่ากับ  3.17%  มีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 507 ล้านบาท ( 9.73% ) จากค่าธรรมเนียม ธุรกิจบัตรและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดาเนินงานอื่นๆ ลดลง 705 ล้านบาท (16.89% ) เนื่องจากกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง
    ณ 31 มีนาคม 2560 ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ (หลังหักรายได้รอตัดบัญชี) เท่ากับ 1,913,287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,198 ล้านบาท  (0.48% ) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากลูกค้าภาครัฐและลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
    อย่างไรก็ตาม สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ณ 31 มีนาคม 2560 มีจำนวน 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,254 ล้านบาท (10.15% ) จากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และลูกค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม ทำให้มี NPL Ratio (Gross) และ NPL Ratio (Net) เท่ากับ  4.36%  และ 1.94%  ตามลำดับ อย่างไรก็ตามธนาคารมีการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารอย่างใกล้ชิด โดยมีความระมัดระวังในการพิจาณาสินเชื่อ

*** ยอมรับ ไตรมาส 2/60 หนี้เสียพุ่งต่อเนื่อง
    นางวลัยรัตน์ เลิศอำนาจไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารการเงิน  KTB   ยอมรับกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า  NPL จะยังเพิ่มขึ้นต่อในไตรมาส 2/60  หลังจากไตรมาส 1/60 NPL ของธนาคารเพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยมาจากสินเชื่อรายใหญ่ และสินเชื่อเอสเอ็มอี ประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาทำให้ลูกค้าของธนาคารได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม NPL จะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง จากการที่ธนาคารปรับโครงสร้างหนี้ และ มีการขายหนี้ออกไป ประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 
    สำหรับการตั้งสำรองนั้น ธนาคารยังมีนโยบายตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง และ ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ(coverate ratio) ของธนาคารเข้าใกล้กับระบบให้มากที่สุดในอัตราเฉลี่ยที่ 130% ภายในปี 61 จากปัจจุบันอยู่ที่ 112% 
    "NPL ยังเพิ่มขึ้นต่อ แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง เพราะเราพยายามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ปรับโครงสร้าง หรือ แม้กระทั่งขายหนี้ออกไป และ เศรษฐกิจก็กำลังฟื้นตัวจึงเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น นอกจากนี้ อยากให้ติดตาม NPL ของแบงก์ใหญ่ด้วยกันว่าจะยังเพิ่มขึ้น เหมือนเราไหม ถ้าเป็นแบบนั้นจะถือว่าเป็นทั้งระบบ ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ"นางวลัยรัตน์ กล่าว

*** เพิ่มทุนเป็นทางเลือกสุดท้าย
    ก่อนหน้านี้ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ KTB  ออกมายืนยันว่า การเพิ่มทุนจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ธนาคารจะดำเนินการ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เพราะธนาคารมีผู้ถือหุ้นทั้งจากกระทรวงการคลัง และ กองทุนฟื้นฟูฯ โดยธนาคารจะทำทุกวิธีทางเพื่อรักษาการเติบโตทางด้านกำไร และ สร้างความมีเสถียรภาพอย่างมั่นคง
    "จะพยายามทำให้ coverate ratio ให้เป็นไปตามแผนให้ได้ ที่ 130% ในปี 61  เพราะการเพิ่มทุนจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำ" 

***โบรกฯมอง NPL พุ่งเหนือตลาดคาดการณ์
    นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ทางด้าน NPL ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ถือว่าสร้างความประหลาดใจต่อตลาด อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าในไตรมาส 2-3 จะเพิ่มขึ้นต่อหรือไม่ เพราะจะกดดันต่อการตั้งสำรองในอนาคต ซึ่งหากยังเพิ่มขึ้นต่อก็มีโอกาสที่จะปรับประมาณการได้ในอนาคต
    นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี(ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณกำไร และ ราคาเป้าหมายเดิมที่ 20บาท/หุ้น ซึ่งการตั้งสำรองปีนี้ประเมินไว้ที่ 31,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 59 ที่ตั้งสำรองไปทั้งสิ้น 33,000 ล้านบาท ซึ่งการตั้งสำรองของธนาคารยังอยู่ในประมาณการจึงยังไม่มีการปรับแต่อย่างใด
    "NPL ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้อาจสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด แต่ต้องติดตามไตรมาสต่อไปว่า NPL จะเพิ่มขึ้นต่อไปไหม และ เพิ่มขึ้น 10% เหมือนไตรมาส 1 หรือเปล่า แต่เชื่อว่าจะยังขึ้นต่อ แต่ขึ้นในอัตราที่ลดลง แต่หากขึ้น 10% ทุกไตรมาสที่เหลือเราก็จะปรับกำไรลง"นายธนเดช กล่าว

***ยังไม่ปรับประมาณการกำไรทั้งปี 60
    บทวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ ระบุ  KTB ประกาศกำไรไตรมาส 1/60 ที่ 8,532 ล้านบาท  ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ก่อนหน้า โดยในแง่รายได้ทั้ง ดอกเบี้ยและที่มิใช่ดอกเบี้ยยังไม่เติบโต แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญลดลงเป็นปัจจัยหนุน ด้านคุณภาพหนี้ปรับตัวแย่ลง แต่เรายังรอดูทิศทางในครึ่งปีหลังซึ่งสำรองหนี้อาจเป็น 
     เราคาดกำไรสุทธิสำหรับปี 60 ที่ 33,572 ล้านบาท ซึ่งกำไร 1Q60 ที่ประกาศคิดเป็น 25% ของประมาณการทั้งปีที่เราทำไว้ โดยในคาดว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะช่วยลดปัญหาคุณภาพหนี้และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญในครึ่งปีหลังได้ สำหรับประเด็น AQ นั้น เรายังรอความคืบหน้าว่า ธนาคารจะได้ชำระคืนหนี้ หรือสามารถนำทรัพย์จำนองไปขายได้เมื่อใด ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดภาระสำรองหนี้สูญในอนาคตได้
     เรายังคงราคาเป้าหมายที่ 20.7 บาท อิง PBV 1 เท่า นอกจากนี้ยังมีปันผล 0.86 บาทต่อหุ้น (XD 8 พ.ค. 60) ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมา ทำให้เริ่มเห็น Upside จากราคาเป้าหมาย จึงปรับคำแนะนำจาก "ถือ" เป็น "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" โดยยังมีความเสี่ยงจากคุณภาพหนี้อาจกดดันให้ต้องเพิ่มสำรอง / ประเด็น AQ อาจกินระยะเวลายาวนาน
    บทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก  เบื้องต้นคงประมาณการกำไรปี 60 ตามเดิม โดย กำไรไตรมาส 1/60 คิดเป็น 25% ของประมาณการปี 60 ที่ราว 3.36 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% ทั้งนี้ประมาณการสำรองหนี้สูญในไตรมาส 1/60  คิดเป็น 23% ของประมาณการสำรองหนี้สูญทั้งปีที่ราว 3.2 หมื่นล้านบาท  -5%YoY  เบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการตามเดิม และอาจปรับประมาณการหลังเข้าร่วมงานประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 26 เม.ย. หากมีมุมมองต่างไปจากเดิม
    ปรับคำแนะนำจาก“ซื้อ”เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” ราคาเหมาะสม 21.60 บาท : KTB เป็นแบงก์รัฐที่ได้ประโยชน์จากการเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคมเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งน่าจะเห็นการเติบโตของสินเชื่อกระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง  ฐานะเงินกองทุนยังแข็งแกร่งที่ 16.64% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1  เท่ากับ 13% ทั้งนี้ราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 1 เท่าและ Keที่ 11% ได้เท่ากับ 21.60 บาทมี upside ไม่ถึง 10% อย่างไรก็ดี KTB มีจุดเด่นที่ yield สูงสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ ธนาคารประกาศจ่ายเงินปันผลปี 59 หุ้นละ 0.86 บาท yield 4% กำหนด XD 8 พ.ค. ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”
        
*** มองกลุ่มแบงก์ใหญ่ถูกกดดันจาก NPL เร่งตัว 
    บล.ธนชาต  มองว่า กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ถูกกดดัน จาก NPL ที่ยังเร่งตัวขึ้น: แรงขายกลุ่ม ธนาคารขนาดใหญ่กดดันดัชนีตลาดหุ้นไทย  ตั้งแต่เปิดตลาด วานนี้ (19 เม.ย.)  จากแนวโน้ม NPL ที่ยังเร่งตัวขึ้น ล่าสุด KTB แม้รายงานกำไร +13% y-y และ +15% q-q ที่ 8.5 พันล้านบาท เนื่องจากการตั้งสำรองที่ลดลง อย่างไรก็มีถ้าพิจารณาจากคุณภาพสินทรัพย์ จะเห็นว่ายังอ่อนแอ โดย KTB มี NPL เพิ่มขึ้นมาอีก 9.2 พันล้านบาทจากกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ และ SME ส่งผลให้ NPL Ratio ปรับสูงขึ้นมาที่ 4.36%
    ทั้งนี้ NPL ที่ยังเร่งตัวขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ขณะที่ถ้าพิจารณาจาก TradeCode จะเห็นว่าดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับลดลงมาที่ “พักฐาน” เรียบร้อยแล้ว ควรเลี่ยงการซื้อกลุ่มธนาคารไปก่อน 
    โดยหุ้น KTB  ปิดตลาดอยู่ที่ 19.70 บาท  ลดลง  1.10 บาท คิดเป็น 5.29%  มูลค่าการซื้อขาย  5,399 ล้านบาท   
    BBL ปิดตลาดที่ 183.50 บาท ลดลง 4.50 บาท คิดเป็น 2.39% มูลค่าการซื้อขาย 1,682 ล้านบาท 
    KBANK ปิดตลาดที่ 186 บาท ลดลง 6.50 บาท คิดเป็น 3.38% มูลค่าการซื้อขาย 1,673 ล้านบาท
    SCB ปิดตลาดที่ 160 บาท ลดลง 3.50 บาท คิดเป็น 2.14% มูลค่าการซื้อขาย  1,417 ล้านบาท
    TMB  ปิดตลาดที่ 2.18 บาท ลดลง 0.14 บาท คิดเป็น 6.03% มูลค่าการซื้อขาย 1,183 ล้านบาท 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด