ข่าวนี้ที่ 1

| 17 ตุลาคม 2560 | 17:05

FLOYD เคาะราคาไอพีโอ 2.80 บ. ชู P/E ต่ำ 13 เท่า

         "ฟลอยด์" เคาะราคาไอพีโอหุ้นละ 2.80บ. อิง P/E 13.33 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอสังหาฯและก่อสร้างที่อยู่ที่ 30.55 เท่า เปิดจองซื้อ 18–20 ต.ค.นี้ มั่นใจยอดจองเต็มจำนวน เหตุเสนอขายเพียง 90 ล้านหุ้น คาดเข้าเทรด mai วันที่ 1 พ.ย.นี้ ระดมเงินทุนหมุนเวียน และรับงานก่อสร้าง ตั้งเป้ารายได้ปี 61 โต 10-15%  

*** เคาะราคา 2.80 บาท/หุ้น  เปิดจอง  18–20 ต.ค.นี้
    
     นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) หรือ FLOYD เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 2.80 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ 
    โดยบริษัทมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 13.33 เท่า เมื่อคำนวณจากผลประกอบการรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 เมื่อเปรียบเทียบกับค่า P/E เฉลี่ยของหมวดอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วง 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 มีค่าเท่ากับ 30.55 เท่า 
    ทั้งนี้ คาดว่า FLOYD จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม เนื่องจากจำนวนหุ้นที่เสนอขายมีจำนวนเพียง 90 ล้านหุ้น
มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสำมัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ กำหนดเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 18–20 ตุลาคม 2560 
    โดยมีผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายเข้าร่วมอีก 5 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด , บริษัทหลัก
ทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) , บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) และ บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 

*** มั่นใจยอดจองเต็มจำนวน-เข้าเทรด mai 1 พ.ย.นี้ 

    นายชนะชัย  กล่าวว่า   มั่นใจว่าหุ้น FLOYD จะได้รับความสนใจจองซื้อเต็มจำนวนจากนักลงทุน  โดย FLOY จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 1 พ.ย. 60 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ "FLOYD"
     ด้านผลประกอบการของ FLOYD เติบโตโดดเด่นต่อเนื่องช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2557-2559 มีรายได้รวม 432.53 ล้านบาท 463.03 ล้านบาท และ 545.44 ล้านบาท ตามลำดับ ในส่วนของกำไรสุทธิมีเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2557 – 2559 อยู่ที่ 35.41 ล้านบาท 66.21 ล้านบาท และ 115.89 ล้านบาท 
    ส่วนงวด 6 เดือนของปี 2560 อาจชะลอตัวลงบ้างเนื่องจากลูกค้าบางส่วนมีการชะลอแผนงานโดยบริษัทฯมีรายได้รวม 123.48 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 12.48 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาลูกค้าบางส่วนได้เริ่มงานตามแผนงานก่อสร้างที่วางไว้ประกอบกับการขยายงานไปยังฐานลูกค้ารายใหม่ จึงคาดว่า FLOYD จะเป็นอีกหนึ่งบริษัทจดทะเบียนที่น่าจับตามอง 
     

*** ระดมทุนก่อสร้างอาคารสำนักงาน-ศูนย์อบรม

      นายทศพร จิตตวีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) หรือ FLOYD ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เปิดเผยว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการราว 158 ล้านบาท ภายในปี 61 และใช้ในการก่อสร้างสำนักงาน และศูนย์อบรมพนักงานเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตราว 80 ล้านบาท ภายในปี 62 
     นอกจากนี้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ ทั้งต่อสถาบันการเงิน คู่ค้าธุรกิจ รวมทั้งลูกค้าทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายงานเพื่อรองรับการเติบโตของราย ได้ในอนาคต
     “FLOYD กำหนดราคาเสนอขายที่ 2.80 บาทต่อหุ้น เป็นราคาที่เหมาะสม ซึ่งนักลงทุนจะได้มีส่วนลงทุนในบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีการเติบโตทาง จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตและเพิ่มความสามารถของพนักงานในการให้บริการเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้เชื่อว่า FLOYD จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างดี และถือว่าเป็นหนึ่งในหุ้น Growth Stock ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เชื่อมั่นในการเติบโตของบริษัทฯ พร้อมทั้งเน้นการถือลงทุนระยะยาว” นายทศพร กล่าว
      
 *** ตั้งเป้ารายได้ปี 61 โต 10-15%

     นายทศพร  กล่าวต่อว่า  ปัจจุบันบริษัทฯ มีงานที่อยู่ในมือ (Backlog)ทั้งหมด 255.51 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้เกือบทั้งหมด และจะพยายามเข้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถประเมินรายได้ในปีนี้ได้ 
     ทั้งนี้ เชื่อว่ารายได้ในปี 61 จะเติบโต 10-15% จากปีนี้ โดยจะได้รับอานิสงส์จากลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และความมั่นใจจากการจัดเลือกตั้งในปี 61 จะทำให้ภาคเอกชน ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าและอสังหาริมทรัพย์แนวสูง ซึ่งเป็นลูกค้าหลักกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับบริษัทจะมีการขยายลูกค้ากลุ่มคอมมูนิตี้มอลล์ เข้ามาเพิ่มเติมในปีหน้า
     ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้มาจาก งานติดตั้งระบบไฟฟ้าระยะสั้น (Fast Track) ให้แก่ ห้างสรรพสินค้าราว 60-70% และงานติดตั้งระบบไฟฟ้าในอสังหาริมทรัพย์แนวสูง เช่น บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีระยะงาน 1 - 2 ปีราว 30 - 40% โดยในปี 61 คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากงานห้างสรรพสินค้า 60% อสังหาริมทรัพย์แนวสูง 30% และคอมมูนิตี้มอลล์ 10%

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด