ข่าวนี้ที่ 1

| 17 สิงหาคม 2560 | 17:05

TTA เฮลั่น!ธุรกิจขาขึ้น ตุนเงิน 7.6 พันลบ.ลุยซื้อกิจการ

    "โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์" ลั่นปีนี้เทิร์นอะราวด์ ธุรกิจเดินเรือแนวโน้มขาขึ้น หลังค่าระวางเรือพุ่ง คาดปีนี้เฉลี่ย 9,000 เหรียญ/วัน จากปีก่อน 5,000 เหรียญ/วัน ลุยปรับโครงสร้าง ลดสัดส่วนธุรกิจเดินเรือมาที่ 40% ภายในปี 63 จากปัจจุบันเป็นรายได้หลักราว 60% หันเพิ่มสัดส่วนรายได้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเป็น 30% จากที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10% หวังลดความผันผวนของผลประกอบการ พร้อมเดินหน้าเจรจาซื้อกิจการโลจิสติกส์-อาหารและเครื่องดื่ม-โครงสร้างพื้นฐาน เผยมีเงินสดพร้อมลงทุนกว่า 7,600 ล้านบาท

*** ดัชนีค่าระวางเรือเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น หนุนผลงานฟื้นตัว เชื่อดีต่อเนื่อง 2-3 ปี
    
    นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA มั่นใจผลประกอบการปีนี้จะกลับมาเทิร์นอะราวด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ จากปีขาดทุนต่อเนื่องมา 2 ปีติดต่อกัน เนื่องจากค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 8,614 เหรียญ/วัน ทำให้ครึ่งปีแรกบริษัทพลิกกลับมามีกำไรแล้ว 301.93 ล้านบาท
    คาดค่าระวางเรือปีนี้เฉลี่ย 9,000 เหรียญ/วัน จากปีก่อนที่ 5,000 เหรียญ/วัน เหตุดีมานด์-ซัพลายปรับสู่ภาวะสมดุล หลังผู้ประกอบการหลายรายปิดกิจการลงไปช่วงที่ค่าระวางเรือตกต่ำ และเชื่อว่าค่าระวางเรือจะดีต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ปี
    "ช่วงหลายปีก่อนที่เป็นยุคทองธุรกิจชิปปิ้ง ทำให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมจำนวนมาก เกิดภาวะซัพพลายล้นตลาด กดให้ค่าระวางเรือตกต่ำต่อเนื่อง จนลงไปต่ำสุดรอบ 30 ปี เมื่อ ก.พ.ปีก่อน เหลือเพียงราว 4,000 เหรียญ/วัน ซึ่งต้นทุนเฉลี่ยของธุรกิจนี้อยู่ที่ราว 5,000 เหรียญ/วัน เป็นเหตุให้หลายบริษัทประสบภาวะขาดทุนและปิดกิจการเป็นจำนวนมาก และทำให้ซัพพลายลดลงไปสู่ในระดับที่ควรจะเป็น ขณะที่ดีมานด์ยังคงเติบโตทุกปี และแม้ว่าค่าระวางเรือจะกลับมาดีขึ้น แต่เชื่อว่าคงไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามามากนัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นช่วง 2-3 ปีหลัง สะท้อนว่าธุรกิจนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ซึ่งน่าจะทำให้ค่าระวางเรือจะอยู่ในระดับนี้ไปได้อย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า"นายเฉลิมชัยกล่าว

***  ปรับโครงสร้างลดสัดส่วนเดินเรือ เพิ่มธุรกิจอาหาร ลดผันผวน
    
    บริษัทเตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการลดสัดส่วนรายได้ธุรกิจหลัก "เดินเรือ-บริการวิศวกรรมใต้น้ำ" เหลือประมาณ 40% ภายในปี 63 เพราะยากต่อการควบคุมความผันผวนของราคาตลาดโลกทั้งค่าระวางเรือและราคาน้ำมัน และหันมาเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 
    "ธุรกิจชิปปิ้งอิงกับค่าระวางเรือ ส่วนธุรกิจบริการวิศวกรรมใต้น้ำอิงกับราคาน้ำมัน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งช่วงที่ราคาน้ำมันตก การใช้บริการก็จะลดลงตามไปด้วย เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ จึงต้องหาธุรกิจอื่น ๆ มาเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยง"นายเฉลิมชัยกล่าว
    คาดว่าในปี 63 สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากเดินเรือ-บริการวิศวกรรมใต้น้ำ 40% อาหารและเครื่องดื่ม 30% เกษตร-ปุ๋ย 20% และอื่น ๆ อีก 10% จากปัจจุบันที่มาจากธุรกิจเดินเรือ-บริการวิศวกรรมใต้น้ำ 60% เกษตร-ปุ๋ย 20% อาหารและเครื่องดื่ม 15% ที่เหลือเป็นธุรกิจอื่น ๆ 

*** รุกซื้อกิจการอาหาร-โลจิสติกส์ โชว์เงินสดพร้อม 7.6 พันลบ.
    
    ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าลงทุน-ซื้อกิจการหลายดีล โดยจะเน้นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โลจิสติกส์ รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปา โรงไฟฟ้า เป็นต้น แต่ยังไม่สารมารถเปิดเผยรายละเอียดได้ คาดจะมีข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ ส่วนเงินลงทุนปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือถึง 7,600 ล้านบาท สนใจลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเตรียมเงินลงทุนไว้ราว 300 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างศึกษาว่าบริษัทไหนมีโอกาสเติบโต โดยไม่จำกัดประเภทของธุรกิจ
    สำหรับนโยบายการลงทุน ทุกธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนต้องมีผลตอบแทน (IRR) เป็นตัวเลข 2 หลักขึ้นไป
    ล่าสุดที่ได้ซื้อกิจการ "พิซซ่า ฮัท" บริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ราว 300-500 ล้านบาท เพื่อเตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 100 สาขาในปี 63 โดยจะเน้นพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น
    "แบรนด์ พิซซ่า ฮัท ยังมีโอกาสเติบโตและขายได้ ที่ผ่านมาการเปิดสาขากระจุกตัวในกรุงเทพและปริมณฑลมากไปซึ่งมีคู่แข่งเยอะ เราจะปรับใหม่เน้นต่างจังหวัดมากขึ้น โดยจะขยายสาขาเพิ่มอีก 100 สาขาใน 3 ปี จากตอนนี้มีอยู่ 98 สาขา"นายเฉลิมชัยกล่าว
 
*** โบรกฯคาดผลการดำเนินงานจะดีขึ้นตลอดช่วงที่เหลือของปี 
    
    บล.บัวหลวง แนะ"ซื้อเก็งกำไร" มองปัจจัยหนุนการเติบโตของกำไรหลัก ได้แก่ กำไรของธุรกิจขนส่งทางเรือมากขึ้น ,กำไรจากธุรกิจให้บริการนอกชายฝั่งเติบโต QoQ,ส่วนแบ่งกำไรจาก PMTA มากขึ้น , ขาดทุนจาก UMS ลดลง QoQ และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารน้อยลง อัตราค่าระวางเรือเฉลี่ยสูงขึ้น 70% YoY และ 23% QoQ มาอยู่ที่ 8,614 เหรียญสหรัฐ/วัน/ลำ ขณะที่จำนวนเรือที่ให้บริการลดลงมาเหลือ 24 ลำจาก 30 ลำในไตรมาส 2/59 และ 26 ลำในไตรมาส 1/60 กำไรสุทธิของ MM ลดลง 55% YoY แต่เพิ่มขึ้น 380% QoQ มาอยู่ที่ 72 ล้านบาท หนุนโดยอัตราการใช้ประโยชน์เรือสูงขึ้น ขาดทุนสุทธิของ UMS ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 13 ล้านบาท ขาดทุนมากขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ และกำไรสุทธิของ PMTA เพิ่มขึ้น 20% YoY และ 3,193% QoQ มาอยู่ที่ 51 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว YoY และปริมาณขายเพิ่มขึ้น QoQ
     ดัชนี BDI เฉลี่ยนับจากต้นไตรมาส 3/60 จนถึงปัจจุบันสูงขึ้น 29% YoY มาอยู่ที่ 953 จุด หนุนโดยอุปสงค์-อุปทานที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามใค่าเฉลี่ยนับจากต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบันลดลง 5% QoQ จากอุปสงค์ที่ชะลอตัวตามปัจจัยทางฤดูกาล ดัชนี BDI กลับมาเป็นขาขึ้นแล้ว หนุนโดยฤดูกาลซื้อขายพืชผลการเกษตรของสหรัฐ,จีนเร่งนำเข้าถ่านหินก่อนเข้าหน้าหนาว ข้อมูลห้าปีในอดีตชี้ว่าดัชนี BDI มักจะสูงขึ้นประมาณ 9% QoQ ในไตรมาสสาม อีกทั้งรายได้จาก MM มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น QoQ ตามปัจจัยทางฤดูกาล (ทรงตัว YoY) นอกจากนั้นกำไรจาก PMTA คาดว่าจะทรงตัว QoQ (เติบโต YoY) ในขณะที่ UMS คาดว่าจะยังรายานขาดทุน (น้อยลง QoQ; ทรงตัว YoY) คาดกำไรหลักของ TTA จะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากกำไรของธุรกิจเดินเรือและธุรกิจนอกชายฝั่งที่สูงขึ้นน่าจะมีน้ำหนักมากกว่ากำไรจากธุรกิจอื่นๆที่ชะลอตัว
     แม้กำไรหลักครึ่งแรกของปี 2560 คิดเป็นเพียง 30% ของประมาณการทั้งปี 2560 ของเราที่ 522 ล้านบาท เรายังคงประมาณการเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากคาดว่าผลการดำเนินงานของ TTA จะดีขึ้นตลอดระยะเวลาที่เหลือของปี 
    คำแนะนำ ผลประกอบการไตรมาส 2/60 ที่ออกมาดี กอปรกับคาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/60 จะดีขึ้นอีก และภาวะตลาดขนส่งด้วยเรือเทกองโดยรวมที่ดีขึ้น (หนุนโดยความสมดุลของอุปสงค์-อุปทานที่ดีขึ้น) น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้ต่อไป

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด