ข่าวนี้ที่ 1

| 17 เมษายน 2560 | 17:05

TMB ตั้งสำรองเข้มข้น ฉุดงบ Q1/60-TISCO โชว์กำไรโต19%

     

    "ธนาคารทหารไทย"ประกาศงบไตรมาส 1/60 มีกำไร 2.09 พันล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังภาพรวมสินเชื่อยังโตต่ำกว่าศักยภาพ แถมตั้งสำรองเข้มข้นกว่า 2.24 พันล้านบาท ดัน Coverage ratio พุ่งแตะ 144% ขณะที่หนี้เน่ายังคงที่อยู่ในระดับ 2.53% ด้าน TISCO โชว์งบไตรมาสแรกมีกำไร 1.49 พันล้านบาท โต 18.8% รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ตั้งสำรองลดลง มั่นใจผลประกอบการปีนี้ดีกว่าปีก่อน เหตุเริ่มรับรู้รายได้จากพอร์ตลูกหนี้"ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย)"

*** TMB โชว์งบ Q1/60 มีกำไร 2.09 พันลบ. ทรงตัวจาก Q1/59
    นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยงบไตรมาส 1/60 มีกำไรสุทธิ 2,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จาก 2,092 ล้านบาทในไตรมาส 1/59 โดยในไตรมาสนี้ TMB มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ หรือ PPOP อยู่ที่ 4,764 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.4% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เติบโต 4.2% เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 
    ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ(Prudence) จึงได้ตั้งสำรองฯในระดับสูงที่ 2,241 ล้านบาท ในไตรมาส 1/60 ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) คงที่อยู่ที่ 2.53% และอัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภำพ (Coverage ratio) ปรับเพิ่มเล็กน้อยมาอยู่ที่ 144%  โดยธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะรักษาอัตราส่วนสำรองฯต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในระดับสูงที่ 140-150%
    สำหรับการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม ขณะที่ในไตรมาส 1/60 ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) อยู่ที่ 3.21% ลดลง 12 bps จากไตรมาส 4/59 แต่ปรับขึ้น 23 bps จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 3.6% จากไตรมาส 4/59 แต่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.9% จากไตรมาส 1/59 
    อย่างไรก็ตามรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 7.8% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อและผลิตภัณฑ์แบงก์แอสชัวรันส์ ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์กองทุนรวมยังคงเติบโตได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้น 10.5% ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตของค่าธรรมเนียมกองทุนรวม ซึ่งการเติบโตนี้ถูกหักลบด้วยการลดลงของค่าธรรมเนียมการให้สินเชื่อ 
    ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงดำรงสถานะเงินกองทุนในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III ที่อัตรา 18.2% โดยเป็นกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 12.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 9.75% และ 7.25% ตามลำดับ 

*** กำไรต่ำกว่าโบรกฯ คาดการณ์เล็กน้อย
    ทั้งนี้ ผลประกอบการ Q1/60 ของ TMB ที่ประกาศออกมา ถือว่าต่ำกว่าที่โบรกเกอร์คาดเล็กน้อย โดยบล.ทรีนิตี้ คาดกำไร Q1/60 อยู่ที่ 2,210 ล้านบาท เติบโต 3% QoQ และ 6%YoY โดยสินเชื่ออาจเติบโตได้เล็กน้อยแต่ NIM ทรงตัว ทำให้ยังไม่ส่งผลบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมากนัก แรงหนุนหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงตามฤดูกาล ในช่วงที่เหลือของปียังรอดูการขยายสินเชื่อบ้าน และเงินฝากต้นทุนต่ำที่เป็นกลยุทธ์ของธนาคารว่าจะทำได้ตามเป้าหรือไม่
    ทั้งนี้ ทรีนิตี้ คาดกำไรสุทธิปี 60 ของ TMB อยู่ที่ 8,836 ล้านบาท โดยภาพรวมปี 60 ธนาคารตั้งเป้าจะขยายสินเชื่อบ้านที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงลดลง และจะขยายเงินฝากต้นทุนต่ำเพื่อลดต้นทุนทางการเงินโดยรวม โดยปัจจัยกดดันหลักๆ อาจมีเพียงค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่จะถูกกดดันโดยคุณภาพหนี้ที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนจนกว่าจะถึงครึ่งปีหลัง
    บล.ทรีนิตี้ แนะนำเพียง "ถือ" TMB คงราคาเป้าหมายไว้ที่ 2.4 บาท อิง PBV 1.2 เท่า เนื่องจากราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีได้ปรับตัวขึ้นมาทำให้ Upside รวมค่อนข้างจำกัด 

*** TISCO ฟันกำไร 1.49 พันลบ. โต 18.8%
    นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้ในไตรมาส 1 ปี 60 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,490.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 59 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลัก ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 2.7% จากความสามารถในการรักษาอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อรวม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ 
    ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.3% จากการเติบโตของทุกภาคธุรกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์เติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ  ในขณะที่รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ขยายตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เพิ่มมากขึ้นและส่วนแบ่งตลาดของบล.ทิสโก้ที่ปรับตัวดีขึ้น   อีกทั้ง รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้นตามการออกกองทุนที่ตอบรับความต้องการของตลาดในช่วงตลาดทุนผันผวน   นอกจากนี้ กลุ่มทิสโก้รับรู้รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ จากการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ในไตรมาสที่ผ่านมา  ในส่วนของการตั้งสำรองหนี้สูญในไตรมาสนี้ ลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น
    สำหรับเงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560 มีจำนวน 220,522.70 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากสิ้นปีก่อนหน้า ตามนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังของกลุ่มทิสโก้  อย่างไรก็ดี สินเชื่ออเนกประสงค์ยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ที่ 1.8% ตามแผนการขยายธุรกิจและสาขาของกลุ่มทิสโก้  ในส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น ตามนโยบายการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า และอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 60 ลดลงจาก 2.50% ณ สิ้นปี 59 มาอยู่ที่ 2.37%  ในขณะเดียวกัน สัดส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 164%
    ทั้งนี้ กลุ่มทิสโก้ยังคงสามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังคงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมอยู่ในระดับต่ำที่ 40.9% นอกจากนี้ ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์ (BIS Ratio) อยู่ที่ 19.8% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ 9.75% ซึ่งกำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 14.9% และ 4.9% ตามลำดับ 

*** มั่นใจงบปีนี้ดีกว่าปีก่อน
    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ภาพรวมผลประกอบการปีนี้จะดีกว่าปี 59 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,005.89 ล้านบาท เนื่องจากเป็นปีที่ธนาคารจะหันมาบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการตั้งสำรองที่ลดลง และไม่เน้นขยายสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าปีนี้สินเชื่อจะทรงตัวจากปีก่อน ทำให้ไม่ต้องเร่งระดมเงินฝาก ซึ่งมีต้นทุนที่สูง
    ทั้งนี้สินเชื่อครึ่งแรกปี 60 คาดว่าจะยังติดลบอยู่ แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังสินเชื่อจะกลับมาขยายตัวได้ โดยเฉพาะสินเชื่อรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ และ สินเชื่อรายย่อยที่รับโอนมาจาก ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มูลค่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย สินเชื่อที่อยู่อาศัย บริการธนบดีธนกิจ เงินฝากรายย่อย และ สาขา ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในสิ้นปีนี้ โดยจะส่งผลให้สินเชื่อไตรมาส 4/60 จะขยายตัวเป็นบวกได้มากกว่า 10% ซึ่งถือว่าสินเชื่อมีการเติบโต 2 หลักในภาวะที่เศรษฐกิจยังผันผวน
    "ผลประกอบการปีนี้จะดีกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะการตั้งสำรองที่จะลดลง หลังเราตั้งไปเยอะในปี 57 ประกอบกับ ธนาคารมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด และ คุณภาพสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ถือว่ามีคุณภาพทำให้หนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL เราลดลงทุกไตรมาส อย่างไรก็ตาม สินเชื่อที่ยังต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ สินเชื่อเอสเอ็มอี หลังกำลังซื้อยังไม่ขยายตัวทุกภาคส่วน"นายศักดิ์ชัย กล่าว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด